
จากเรื่องราวมหากาพย์แย่งชิง Warner Bros. Discovery ที่เขย่าวงการฮอลลีวูดและอุตสาหกรรมสื่อ ที่ดูเหมือนว่าตอนนี้แชมป์ที่ได้ WBD ไปครอบครองจะตกเป็นของ Paramount Skydance ที่ยอมทุ่มเต็มที่ลงเงินหนักกว่า Netflix และตกลงจะซื้อทั้งกิจการสตูดิโอ ภาพยนตร์ สตรีมมิง และรายการทีวีอื่น ๆ ทั้งหมด
ความเคลื่อนไหวนี้นำไปสู่คำถามที่ว่า Paramount Skydance ที่อยู่ภายใต้การบริหารของ David Ellison ลูกชายของมหาเศรษฐี Larry Ellison ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทเทคโนโลยี Oracle นั้นกำลังกินรวบ กำลังทำให้ตลาดสื่อและภาพยนตร์เป็นแบบ Monopoly อยู่หรือไม่? เพราะเมื่อ Paramount ได้ WBD มา ก็จะถือสินทรัพย์ที่เป็นของสื่อเกือบทั้งหมดของสหรัฐอเมริกาเลยทีเดียว โดยเฉพาะรายการและสำนักข่าวต่าง ๆ
สำหรับ David Ellison เขาเริ่มต้นธุรกิจจากความชื่นชอบในงานโปรดักชัน งานสร้างภาพยนตร์ ถึงขั้นที่ลาออกจากการเรียนบริหารธุรกิจ ไปต่อยอดความฝันด้านศิลปะภาพยนตร์ และมาก่อร่างสร้างบริษัท Skydance ขึ้นมาเป็นผู้ผลิตภาพยนตร์ ซีรีส์ รายการทีวี มีผลงานสร้างชื่อ อย่างเช่น แฟรนไชส์ Mission: Impossible, Top Gun: Maverick, World War Z ซีรีส์ Grace and Frankie, Reacher และยังหันมาทำหน้าที่เป็นสตูดิโอสร้างแอนิเมชัน อย่างเช่น Luck และ Spellbound ที่ฉายแค่เฉพาะบน Netflix
บทความนี้ Thairath Money คอลัมน์ How to Make Money จะพาไปทำความรู้จักกับ David Ellison ลูกชายมหาเศรษฐี ที่อยากเดินหน้าทำธุรกิจตามความชอบของตัวเอง (แม้จะมีตระกูลอยู่เบื้องหลังเงินทุน) ผู้ที่เห็นโอกาสในช่วงที่ผู้อื่นเจอวิกฤติ บุคคลที่พา Paramount กลับมาโดดเด่นอีกครั้งในตลาดภาพยนตร์ และถ้าดีล WBD สำเร็จ เขาคนนี้จะเป็น The New King of Hollywood เจ้าพ่อของวงการสื่อที่จะถือครองสัดส่วนทั้งรายการ หนัง ซีรีส์แทบจะมากที่สุดในตลาด
จุดเริ่มต้นของ David Ellison เขาเกิดเมื่อเดือนมกราคม ปี 1983 ในเมืองของคนร่ำรวยอย่าง แซนตาแคลรา รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา (มณฑลเดียวกับที่ตั้งของซิลิคอนวัลเลย์) เขาเป็นลูกชายคนโตของบ้าน คุณพ่อคือ Larry Ellison ซึ่งช่วงนั้นกำลังอยู่ในช่วงการเติบโตของ Oracle ที่คุณพ่อร่วมก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1977 และหลังจากที่คุณพ่อคุณแม่แยกทางกันตอนที่น้องสาวคนเล็กเกิดมาได้ไม่นาน David Ellison และลูก ๆ ทุกคนของบ้านก็ได้ย้ายไปอาศัยกับคุณแม่ Barbara Boothe ในบ้านที่เป็นฟาร์มม้า ตั้งอยู่ในซานฟรานซิสโก
คุณแม่ Barbara Boothe เล่าว่า ลูก ๆ แต่ละคนจะมีกิจวัตรและงานที่ต้องรับผิดชอบของแต่ละคน โดยคุณแม่จะวางให้ทำงานบ้านต่าง ๆ และจะให้เงินค่าขนมคนละ 5 เหรียญในทุก ๆ สัปดาห์ นอกจากนี้ David Ellison ยังเติบโตมาพร้อมกับความอบอวลของโลกภาพยนตร์ เนื่องจากบ้าน Ellison จะมีห้อง Video Home System มีคอลเล็กชันหนังที่คุณพ่อสะสมกว่า 3,000 เรื่อง ทำให้ทุก ๆ บ่ายเด็ก ๆ จะขลุกตัวอยู่ในห้องดูหนัง
ในขณะที่ลูก ๆ เติบโตขึ้น ความมั่งคั่งของคุณพ่อ Larry Ellison ก็เพิ่มพูนขึ้น เด็ก ๆ ในตอนนั้นรับรู้กันดีว่าคุณพ่อของพวกเขาคือว่าที่มหาเศรษฐี และก็เห็นความเปลี่ยนแปลง เห็นบ้านที่อาศัยอยู่มีขนาดใหญ่โตขึ้น ต่อมาเมื่อ David Ellison เข้าเรียนที่ Sacred Heart Schools เขาก็เริ่มที่จะตระหนักถึงสถานะและบทบาทของครอบครัวในสายตาสาธารณะมากขึ้นเรื่อย ๆ
เมื่อเข้าสู่วัยรุ่น เขาเริ่มพัฒนาความสนใจในสองด้าน นั่นคือ ด้านการบินและการทำภาพยนตร์ ตอนที่เขาอายุได้ 13 ปีก็เริ่มที่จะไปเรียนการบินผาดแผลง หรือ Aerobatic Flying เป็นการควบคุมคุมเครื่องบินให้บินแบบผาดโผนหรือตีลังหาไปมา ซึ่งต่อมาคุณพ่อของเขาก็เข้ามาเรียนร่วมด้วย จนกระทั่งในวันเกิดอายุครบ 16 ปี เขาได้ทำหน้าที่เป็นนักบินควบคุมเครื่องบินผาดแผลงรุ่น Extra 300 ด้วยตัวเอง
นอกจากนี้ เขายังเคยไปฝึกงานช่วงปิดเทอมฤดูร้อนถึงสองครั้งที่บริษัท Oracle ของพ่อ ช่วยงานด้านการสร้างเว็บไซต์ ซึ่งประสบการณ์นั้นทำให้เขาค้นพบว่าตัวเองชื่นชอบงานที่เกี่ยวกับการเล่าเรื่องและความคิดสร้างสรรค์มากกว่างานด้านซอฟต์แวร์
หลังเรียนจบในปี 2001 เขาเข้าเรียนต่อที่ Pepperdine University ในสาขาบริหารธุรกิจ แต่ไม่นานก็พบว่าสาขานี้ไม่ใช่สิ่งที่เขาสนใจจริง ๆ เขาจึงตัดสินใจย้ายไปเรียนที่ USC School of Cinematic Arts ของ University of Southern California เพื่อมุ่งเน้นด้านการผลิตภาพยนตร์และโทรทัศน์แบบที่เขาสนใจทันที
และจุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิตเขาก็มาถึงในปี 2006 ขณะที่เขากำลังศึกษาอยู่ชั้นปีสุดท้ายในมหาวิทยาลัย เขามีโอกาสได้ร่วมสร้างภาพยนตร์เรื่องหนึ่งเกี่ยวกับเหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง โดยเขาทุ่มเงินส่วนตัวเพื่อช่วยสร้างหนังและร่วมแสดงในหนังเรื่อง Flyboys (2006) จากประสบการณ์การทำงานในโปรเจกต์ภาพยนตร์เรื่องนี้ กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เขาถึงขั้นลาออกในปีสุดท้ายของการเรียน แล้วหันมาโฟกัสกับเส้นทางการเป็นโปรดิวเซอร์ภาพยนตร์อย่างเต็มตัว
แม้ว่าภาพยนตร์ Flyboys จะไม่ประสบความสำเร็จด้านรายได้ โดยใช้ทุนสร้างราว 60 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ทำรายได้เพียงประมาณ 13 ล้านดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น แต่บทบาทของ David Ellison ในการร่วมลงทุนสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่ทำให้เขาเริ่มก่อตั้งบริษัท “Skydance Productions” ในปีเดียวกัน
จากการทำงานในโปรเจกต์นี้เปิดโอกาสให้เขาได้เรียนรู้ทั้งเรื่องการเงินและโครงสร้างธุรกิจของอุตสาหกรรมภาพยนตร์อย่างใกล้ชิด และยิ่งทำให้เขามั่นใจว่าอยากสร้างบริษัทโปรดักชันที่มุ่งเน้นการทำ ภาพยนตร์สเกลใหญ่ระดับสตูดิโอ
ในปี 2010 เขาได้เปิดตัว Skydance Productions อย่างเป็นทางการ หลังสามารถระดมเงินทุนได้ถึง 350 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากทั้งเงินกู้และเงินลงทุน รวมถึงวงเงินสินเชื่อหมุนเวียนจาก JPMorgan Chase เงินทุนก้อนนี้ทำให้บริษัทสตาร์ทอัพแห่งนี้สามารถจับมือกับสตูดิโอภาพยนตร์รายใหญ่ เพื่อร่วมสร้างภาพยนตร์ทุนสูงในช่วงเวลาที่ภาพยนตร์แฟรนไชส์กำลังกลายเป็นหัวใจสำคัญของอุตสาหกรรมฮอลลีวูด
ในปีเดียวกันนั้น Skydance Productions ได้ลงนามข้อตกลงร่วมลงทุนและจัดจำหน่ายภาพยนตร์เป็นระยะเวลา 5 ปีกับ Paramount Pictures เปิดโอกาสให้บริษัทสามารถเข้าร่วมในโปรเจกต์ภาพยนตร์ที่อยู่ในแผนการผลิตของ Paramount อยู่แล้ว
ผลงานร่วมกันเรื่องแรกคือ True Grit มี David Ellison เป็นผู้อำนวยการสร้าง (Executive Producer) และยังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ถึง 10 สาขา และทำรายได้ทั่วโลกมากกว่า 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากงบสร้างไม่ถึง 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น ภาพยนตร์เรื่องถัดมาที่ร่วมกับ Paramount คือ Mission: Impossible - Ghost Protocol ที่เขาก็ยังคงทำหน้าที่ผู้อำนวยการสร้างและสามารถทำรายได้ทั่วโลกเกือบ 695 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ความสำเร็จของภาพยนตร์ทั้งสองเรื่องนี้ช่วยผลักดันให้ Skydance กลายเป็น โปรดักชันเฮาส์ที่มีบทบาทสำคัญในฮอลลีวูด และต่อมาเมื่อบริษัทขยายธุรกิจไปสู่สื่อประเภทอื่น ๆ อย่างการหันไปผลิตซีรีส์โทรทัศน์ด้วย Skydance Productions จึงเปลี่ยนชื่อเป็น “Skydance Media” มีโปรเจกต์หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น ซีรีส์คอมเมดี Grace and Frankie ที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Emmy Awards หลายครั้ง ตลอดจนซีรีส์แอ็กชันอย่าง Jack Ryan และ Reacher
ต่อมาเขาก็ยังเป็นผู้อำนวยการสร้างให้กับหนังแฟรนไชส์ระดับโลกหลายเรื่อง ซึ่งรวมไปถึง Star Trek, The Terminator, Mission: Impossible และยังมีหนึ่งในโปรเจกต์ที่โดดเด่นที่สุดของเขาคือ Top Gun: Maverick อีกด้วย
โปรเจกต์เหล่านี้ทำให้ Skydance Media เริ่มมีบทบาทมั่นคงในระบบสตูดิโอฮอลลีวูด กลายเป็นผู้ผลิตในระดับบิ๊กโปรดักชัน ต่อมาเขาก็ได้ขยายบริษัทเพิ่มเติมด้วยการก่อตั้งแผนกแอนิเมชัน และแผนกอินเทอร์แอ็กทีฟเอนเตอร์เทนเมนต์ ที่มุ่งเน้นการพัฒนาวิดีโอเกมและโปรเจกต์ดิจิทัล
จนกระทั่งในช่วงปี 2024 มีการประกาศดีลสำคัญของมาจากทาง Skydance Media คือการบรรลุข้อตกลงควบรวมกิจการกับ Paramount Global ผ่านดีลมูลค่าประมาณ 8,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในรูปแบบการแลกหุ้นทั้งหมด ในช่วงเวลาที่มีการประกาศดีลนั้น Paramount กำลังเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน ทั้งการเปลี่ยนแปลงผู้นำองค์กร รายได้จากธุรกิจเคเบิลทีวีที่ลดลง และการขาดทุนอย่างต่อเนื่องจากธุรกิจสตรีมมิง
การควบรวมครั้งนี้จึงทำให้ธุรกิจของ Skydance ที่ครอบคลุมทั้งภาพยนตร์ โทรทัศน์ แอนิเมชัน และสื่ออินเทอร์แอ็กทีฟอยู่แล้ว ถูกผนวกเข้ากับอาณาจักรสื่อขนาดใหญ่ของ Paramount ซึ่งมีทรัพย์สินสำคัญมากมาย ทั้ง CBS หนึ่งสำนักข่าวที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ มี Paramount Pictures, Nickelodeon และ MTV
หลังการควบรวมเสร็จสิ้น David Ellison ได้เข้ารับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หรือ CEO และ ประธานบริษัทของบริษัทใหม่ที่ใช้ชื่อว่า “Paramount Skydance Corporation” และแม้ว่า Skydance จะเข้ามาควบคุมการดำเนินงานในแต่ละวันขององค์กร แต่ทรัพย์สินดั้งเดิมของ Paramount ยังคงเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจในบริษัทใหม่แห่งนี้
หลังจากที่ดีลควบรวมกิจการกับ Paramount เพิ่งได้รับอนุมัติจากทางรัฐบาลได้ไม่นาน ในเดือนธันวาคม ปี 2025 ทาง David Ellison ก็เปิดเกมรุกครั้งใหม่ ด้วยการยื่นข้อเสนอเทกโอเวอร์ทั้งบริษัท ยอมทุ่มเงินกว่า 77,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเข้าซื้อกิจการ Warner Bros. Discovery ทั้งหมด จนถูกมองว่าเป็นการ Hostile Takeover หรือเทกโอเวอร์แบบไม่เป็นมิตร
ข้อเสนอจาก Paramount ถูกส่งตรงไปยังผู้ถือหุ้นของ WBD โดยมีเป้าหมายเข้าซื้อธุรกิจทั้งหมดของบริษัท ซึ่งเกิดขึ้นไม่นานหลังจาก Netflix ได้ตกลงเข้าซื้อกิจการบางส่วนของ WBD แล้ว โดยทาง Paramount ได้ขอซื้อกิจการที่รวมถึงเครือข่ายเคเบิลอย่าง CNN และ Discovery Channel ซึ่งเป็นส่วนที่ Netflix ไม่ได้รวมอยู่ในข้อเสนอ
ในครั้งแรกนี้ Paramount เสนอซื้อหุ้น WBD ที่ราคา 30 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้น และจะจ่ายเป็นเงินสดทั้งหมด แต่บอร์ดบริหารของ Warner Bros. Discovery ก็ได้ปฏิเสธข้อเสนอไปโดยระบุว่าข้อเสนอมีลักษณะ “ไม่สมจริง” และเกิดข้อกังวลเกี่ยวกับความน่าเชื่อถือของหุ้นที่เสนอในดีล กับเรื่องโครงสร้างเงินทุนสนับสนุนจากครอบครัว Ellison
โดยในจดหมายถึงผู้ถือหุ้น WBD ระบุว่า Paramount “ทำให้นักลงทุนเข้าใจผิดมาโดยตลอด” และยืนยันว่าข้อตกลงกับ Netflix นั้นเหนือกว่าในทั้งด้านการเงินและกลยุทธ์ ส่วนฝั่ง Paramount ก็ตอบโต้กลับว่า ข้อเสนอที่ยื่นไปยังไม่ใช่ข้อเสนอสุดท้าย
กระทั่งในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2026 นี้ Paramount เดินเกมอีกครั้งปรับเพิ่มข้อเสนอใหม่เป็น 31 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้น พร้อมเพิ่มเงื่อนไขเพื่อทำให้ดีลมีความแน่นอนมากขึ้น เช่น จะจ่ายค่าปรับหากเกิดดีลล้มจากเหตุผลด้านกฎระเบียบ ยอมจ่าย Ticking fee หรือค่าธรรมเนียมหากดีลล่าช้าเพิ่ม 25 เซนต์ต่อหุ้นต่อไตรมาส หากดีลไม่เสร็จสิ้นภายในปลายเดือนกันยายน 2026
หลังจากพิจารณาข้อเสนอใหม่บอร์ดของ WBD ระบุว่า ข้อเสนอที่ปรับปรุงแล้วนี้เหนือกว่าเงื่อนไขข้อตกลงควบรวมที่บริษัททำไว้กับ Netflix ทำให้วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2026 ทาง Netflix ก็ได้ประกาศถอนตัว ไม่ขอแข่งขันเพิ่มเติม โดยให้เหตุผลว่าราคาที่เพิ่มขึ้นนั้น ไม่คุ้มค่าทางการเงินอีกต่อไป
หากดีลนี้ปิดได้สำเร็จ โครงสร้างของอุตสาหกรรมฮอลลีวูดอาจเปลี่ยนไปอย่างถาวร สิ่งที่จะเกิดขึ้นอย่างชัดเจนคือ การรวมศูนย์ของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ แม้ว่า Paramount Global จะมีแผนให้ WBD ดำเนินงานในฐานะสตูดิโอแยกต่างหาก แต่ในทางโครงสร้างแล้วเท่ากับว่าสตูดิโอภาพยนตร์ยักษ์ใหญ่ของฮอลลีวูด 1 ใน 5 แห่งจะอยู่ภายใต้เจ้าของเดียวกัน
ในด้านสตรีมมิง แพลตฟอร์ม Paramount+ ซึ่งก่อนหน้านี้แทบไม่สามารถแข่งขันในตลาดได้ด้วยตัวเอง จะมีศักยภาพเพิ่มขึ้นทันที หากมีการรวมระบบเข้ากับ HBO Max ก็อาจจะมีความสามารถจนกลายเป็นคู่แข่งตัวจริงของแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่อย่าง Netflix, Amazon และ Disney+ ได้
ในขณะเดียวกัน เครือข่ายเคเบิลทีวีของ Discovery และ Viacom ก็จะมีอำนาจต่อรองเพิ่มขึ้น ทั้งกับผู้ลงโฆษณาและผู้ให้บริการเคเบิล
ในภาพรวม อุตสาหกรรมสื่อกำลังอยู่ในภาวะวิกฤติ และการรวมกิจการครั้งนี้อาจเป็นหนทางที่ช่วยให้ทั้งสองบริษัทอยู่รอดในระยะยาว แต่มีหลายฝ่ายมองว่า ดีลนี้ย่อมมาพร้อมกับความเจ็บปวดไม่น้อย เพราะ Paramount ระบุว่าการควบรวมจะสร้าง Synergy และการประหยัดต้นทุนรวม 6,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งแน่นอนว่าสิ่งนี้จะนำไปสู่การเลิกจ้างพนักงานหลายพันตำแหน่ง
ในฝั่งของสหภาพแรงงานในวงการบันเทิง นั้นแน่นอนว่าไม่เห็นด้วยกับการรวมศูนย์อำนาจในอุตสาหกรรม จนสร้างแรงกดดันต่อ Paramount และอาจไม่ให้ความร่วมมือกับบริษัท และยังมีข้อกังวลว่าภายใต้การนำของบ้าน Ellison บริษัทที่ควบรวมกันอาจอ่อนข้อให้แรงกดดันทางการเมือง
อย่างไรก็ตาม ก่อนที่ดีลจะเกิดขึ้นจริง Paramount จำเป็นต้องได้รับการอนุมัติจากทั้งผู้ถือหุ้น และหน่วยงานกำกับดูแลก่อน เรายังต้องติดตามกันต่อไปว่าวงการภาพยนตร์ฮอลลีวูดที่มีอิทธิพลไปทั่วโลก และวงการสื่อในสหรัฐอเมริกาจะดำเนินอย่างไรต่อไปภายใต้ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากการควบรวมกิจการของสองยักษ์ใหญ่และการบริหารของ David Ellison ที่กำลังจะขึ้นเป็น The New King of Hollywood
ที่มา: Fortune, CNN, El Pais, The Hollywood Reporter, Wired, Forbes, GQ, LA Times, Britannica
ติดตามเพจ Facebook: Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ - https://www.facebook.com/ThairathMoney