การเดินทางของ "ซีพี" สู่เทคคัมปะนี ศูนย์ CP COE ทรานส์ฟอร์มธุรกิจจาก "ขนาด" สู่ "ปัญญา"

Business & Marketing

Corporates & Leadership

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

Tag

การเดินทางของ "ซีพี" สู่เทคคัมปะนี ศูนย์ CP COE ทรานส์ฟอร์มธุรกิจจาก "ขนาด" สู่ "ปัญญา"

Date Time: 23 ก.พ. 2569 04:43 น.

Summary

ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ครั้งแรก ที่บริษัท ทรูคอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการโทรคมนาคม เทคโนโลยีรายใหญ่ ศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) จึงเป็นคนที่เชื่อมั่นในเทคโนโลยีแบบไม่มีอะไรมาขวาง

Latest

รู้จัก 3 พี่น้องตระกูลคัง ผู้ก่อตั้ง Coffee Meets Bagel ที่ลาออกจากงานประจำ มาทำสตาร์ทอัพพันล้าน

ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ครั้งแรก ที่บริษัท ทรูคอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการโทรคมนาคม เทคโนโลยีรายใหญ่ ศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) จึงเป็นคนที่เชื่อมั่นในเทคโนโลยีแบบไม่มีอะไรมาขวาง

เขาเคยกล่าวเอาไว้ว่า การแข่งขันในศตวรรษที่ 21 ไม่ได้วัดกันที่ทรัพยากรเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการสร้างองค์ความรู้ เทคโนโลยีขั้นสูง และบุคลากรคุณภาพ โดยได้ประกาศวิสัยทัศน์ให้ซีพี เปลี่ยนผ่านสู่การเป็นบริษัทที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี (Tech-Driven Company) โดยนอกจากประโยชน์ต่อองค์กรแล้ว ในฐานะธุรกิจขนาดใหญ่ ซีพีต้องเป็นฟันเฟืองสำคัญในการช่วยยกระดับประเทศไทย ให้ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีและนวัตกรรมระดับภูมิภาคให้ได้

2 ปีที่ผ่านมา ภารกิจขับเคลื่อนสู่เป้าหมายดังกล่าว ส่วนหนึ่งถูกเริ่มต้นขึ้นผ่านการจัดตั้ง CP Center of Excellence (COE) ศูนย์นวัตกรรมและเทคโนโลยีความเป็นเลิศ ซึ่งอยู่ในความดูแลของ ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ ประธานคณะผู้บริหารด้านความยั่งยืนองค์กร และการพัฒนากลยุทธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์

ปัจจุบัน CP COE ตั้งอยู่ที่ทรู ดิจิทัล พาร์ค มี 3 ห้องปฏิบัติการนำร่อง ได้แก่ แล็บไบโอเทค (Biotech Lab), แล็บดิจิทัลและ AI (ปัญญาประดิษฐ์) และแล็บดาต้าเซ็นเตอร์และคลาวด์เทคโนโลยี ครบครันด้วยเครื่องมือทันสมัย ห้องทดลองได้มาตรฐานสากล เทคโนโลยีขั้นสูง และโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับงานวิจัยระดับลึก โดยได้ลงนามความร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลกกว่า 30 องค์กร ทั้งภาคการศึกษา การวิจัย ภาครัฐ และเอกชน เพื่อแลกเปลี่ยนและพัฒนาร่วมกัน มีทุนวิจัยและพัฒนา (R&D Funding) ที่เพียงพอ ต่อเนื่อง และยืดหยุ่น เปิดพื้นที่ให้ทดลอง เรียนรู้ และล้มเหลวได้อย่างมีคุณค่า

หมดยุคโตด้วย “ขนาด” ธุรกิจต้องมี “ปัญญา”

ดร.ธีระพล อธิบายสิ่งนี้ว่า ในโลกที่ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เปลี่ยนแปลงรวดเร็วกว่าที่เคยเป็นมา องค์กรขนาดใหญ่ไม่สามารถเติบโตได้ด้วย “ขนาด” เพียงอย่างเดียว แต่ต้องเติบโตด้วย “ปัญญา” และ “ความสามารถในการสร้างองค์ความรู้ใหม่อย่างต่อเนื่อง” ด้วย

เป็นเหตุให้ซีพี ซึ่งเป็นธุรกิจขนาด “ใหญ่” ต้องเดินหน้าสู่การเป็นบริษัทเทคโนโลยีหรือเทคคัมปะนี ที่ไม่ได้แค่ขายเทคโนโลยี แต่ใช้เทคโนโลยีเป็นแกนในการตัดสินใจ, ใช้ข้อมูลวิทยาศาสตร์ และงานวิจัย เป็นฐานของการทำธุรกิจ และการปรับโมเดลธุรกิจ (Business Transformation) ทรานส์ฟอร์มให้สอดคล้องกับโลกอนาคต

“ซีพีทำธุรกิจในไทยมา 104 ปีแล้ว มีประสบการณ์การทำงานจริงในหลากหลายอุตสาหกรรม ทั้งอาหาร เกษตร ค้าปลีก โทรคมนาคม ดิจิทัล และเทคโนโลยีขั้นสูง คุณศุภชัยให้โจทย์มาว่า เราสามารถเป็นองค์กรที่สะสมองค์ความรู้ (Knowledge Institution) จากประสบการณ์การทำงานจริงได้ แต่ซีพีจะเปลี่ยนความรู้ที่กระจัดกระจายอยู่ในองค์กร ให้กลายเป็นองค์ความรู้เชิงระบบที่ถ่ายทอด พัฒนา และต่อยอดได้อย่างไร”

COE จึงถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่กลางในการรวบรวมองค์ความรู้เชิงลึกของเครือ, ทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัย หน่วยงานวิจัย และนักวิชาการระดับโลก เชื่อมโจทย์วิจัยเข้ากับโจทย์ธุรกิจและสังคมจริง เพื่อไม่ให้งานวิจัยอยู่แค่ในกระดาษหรือสำเร็จแค่ในห้องแล็บ

“องค์ความรู้ใหม่สำคัญมากต่อธุรกิจ รวมไปถึงในระดับประเทศ ไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถหลุดออกจากกับดักรายได้  งานวิจัยและพัฒนา (R&D) มีบทบาทมาก ประเทศพัฒนาแล้วและประเทศที่เศรษฐกิจโตก้าวกระโดด มีจุดร่วมสำคัญคือการลงทุน R&D อย่างต่อเนื่อง ประเทศพัฒนาแล้วมีอัตราลงทุนที่ 2-4% ของจีดีพี ขณะที่ประเทศที่เป็นฐานการผลิตเทคโนโลยีอย่างเกาหลีใต้ อิสราเอลลงทุนมากกว่า 4% ของจีดีพี ส่วนของไทยอยู่ที่ประมาณ 1%”

ขอบเขตวิจัยโฟกัสไบโอเทค-หุ่นยนต์-อวกาศ

ขอบเขตงานวิจัยของ COE ณ ขณะนี้ ครอบคลุม 4+1 สาขาหลัก ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเชิงลึก (Deep Tech) ที่จะกำหนดอนาคตของอุตสาหกรรม ได้แก่ 1. ไบโอเทคโนโลยี Biotechnology (Biotech) ได้แก่ เทคโนโลยีชีวภาพ อาหาร สุขภาพ โภชนาการ และการแพทย์เชิงป้องกัน 2. ดิจิทัล เทคโนโลยี Digital Technology (Digitech) ประกอบด้วย AI, ดาต้า (Data), คลาวด์ (Cloud), แพลตฟอร์ม และโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล (Digital Infrastructure)

3.หุ่นยนต์ ระบบอัตโนมัติ (Robotics & Auto mation) และโรงงานอัจฉริยะ (Smart Factory) 4.นาโนเทคโนโลยี (Nanotechnology) วัสดุขั้นสูง บรรจุภัณฑ์ อาหาร และพลังงาน รวม +1 เทคโนโลยีด้านอวกาศ (Space Technology) ครอบคลุมดาวเทียม ข้อมูลจากอวกาศ และโครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ

ดร.ธีระพล อธิบายว่า ทั้ง 4+1 สาขานี้ ถูกออกแบบให้ทำงานร่วมกันแบบบูรณาการข้ามศาสตร์ (Interdis ciplinary) เพื่อแก้ปัญหาที่ซับซ้อนของโลกจริง ทุกโครงการทำงานในลักษณะลงมือทำจริง (Project-based) มีโจทย์ชัด ระยะเวลาแน่นอน และตัวชี้วัดผลลัพธ์ที่วัดได้จริง ประกอบด้วย การจดสิทธิบัตร การพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญา (IP) และการต่อยอดเชิงพาณิชย์ เพราะความรู้ที่ดีต้องไม่หยุดอยู่แค่ในห้องทดลอง แต่ต้องสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและสังคม

จากแล็บ COE สู่โลกจริง “กินต้านโรค”

เพราะความไม่มีโรคคือลาภอันประเสริฐ และสุขภาพดีเปรียบเสมือนพรจากฟ้า หนึ่งในโครงการเรือธงของ COE ในแล็บไบโอเทค คือการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอ (DNA), จุลินทรีย์ในลำไส้ (Gut Microbiome) และโภชนาการ เพื่อนำไปสู่การออกแบบอาหารที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล (Personalized Nutrition) ให้ “อาหารเป็นยา” เปลี่ยนบทบาทของซีพี จากผู้ผลิตอาหารสู่การเป็นผู้พัฒนาโซลูชันสุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive Health Solutions) บนฐานวิทยาศาสตร์ชีวภาพ ผ่านการทำงานแบบเปิดร่วมกับมหาวิทยาลัยชั้นนำ สถาบันวิจัยด้านชีววิทยา และบริษัทเทคโนโลยีชีวภาพระดับโลก

โจทย์งานวิจัยนี้ มาจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non-Communicable Diseases : NCDs) ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของโลก และเป็นโจทย์ใหญ่ของระบบสาธารณสุข โดย 5 กลุ่มโรค NCDs หลักที่เกี่ยวข้องกับโภชนาการโดยตรง ได้แก่ โรคหัวใจและหลอดเลือด, โรคเบาหวานชนิดที่ 2, โรคอ้วนและเมตาบอลิกซินโดรม, โรคความดันโลหิตสูง และมะเร็งบางชนิดที่เกี่ยวข้องกับอาหารและการอักเสบเรื้อรัง

NCDs คร่าชีวิตคนกว่า 41 ล้านคนต่อปี คิดเป็นประมาณ 74% ของการเสียชีวิตทั้งหมดของโลก เฉพาะโรคหัวใจและหลอดเลือดเพียงกลุ่มเดียว คร่าชีวิตกว่า 20 ล้านคนต่อปี และมากกว่า 1 ใน 3 ของ NCDs สามารถป้องกันได้ ด้วยโภชนาการและพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่เหมาะสม

งานวิจัยของ COE ชี้ชัดว่า สุขภาพไม่ได้ถูกกำหนดด้วยพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างดีเอ็นเอ, จุลินทรีย์ในลำไส้ (Gut Microbiome) รวมทั้งอาหารและพฤติกรรมการใช้ชีวิต

COE ใช้เทคโนโลยีชีวภาพและการวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูง เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบของจุลินทรีย์รายบุคคล เชื่อมโยงกับข้อมูลดีเอ็นเอ แล้วแปลผลไปสู่คำแนะนำด้านโภชนาการเชิงลึก การออกแบบอาหารจึงไม่ใช่สูตรเดียวสำหรับทุกคน แต่เป็นการออกแบบเชิงระบบ ตามโครงสร้าง Microbiome ของแต่ละกลุ่มประชากร

อีกหนึ่งจุดแข็งของซีพี COE คือการนำสมุนไพรไทย มาศึกษาในมิติวิทยาศาสตร์ชีวภาพ เพื่อยกระดับภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่ฐานวิทยาศาสตร์สากล ไม่ใช่เป็นเพียงความเชื่อหรือภูมิปัญญาดั้งเดิมตลอดไป ตัวอย่างสมุนไพรที่อยู่ในงานวิจัย เช่น ขมิ้นชัน (สารต้านการอักเสบ), กระชายดำ (เพิ่มเมตาบอลิซึมและพลังงาน) และฟ้าทะลายโจร (เพิ่มภูมิคุ้มกัน) โดยไบโอเทคแล็บกำลังอยู่ระหว่างวิเคราะห์สารออกฤทธิ์ (Bioactive compounds), ศึกษาปฏิสัมพันธ์กับจุลินทรีย์ในลำไส้ (Gut Microbiome) เพื่อพัฒนาเป็นวัตถุดิบ (Functional Ingredients) ที่ได้มาตรฐานสากล

ภายใต้เป้าหมายพัฒนาอาหารที่ไม่ใช่แค่ทำให้อิ่ม แต่เป็นเครื่องมือในการลดความเสี่ยงโรค ยกระดับคุณภาพชีวิต และลดภาระระบบสาธารณสุขในระยะยาว

กรณีศึกษาโรงงานไส้กรอกอัตโนมัติ

โรงงานผลิตไส้กรอกอัตโนมัติ หนองจอก ของบริษัท ซีพีเอฟ ฟู้ด แอนด์ เบฟเวอร์เรจ จำกัด ยังเป็นอีกตัวอย่างเชิงประจักษ์ของการยกระดับโรงงานสู่แนวคิด Lights-out Manufacturing หรือโรงงานอัตโนมัติที่สามารถเดินเครื่องได้ตลอด 24 ชั่วโมง ลดการพึ่งพาแรงงานคนตลอดห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่การวางแผนจัดซื้อวัตถุดิบ การบริหารคลังสินค้า การผลิต ไปจนถึงการจัดเก็บและกระจายสินค้า

โรงงานแห่งนี้มีกำลังการผลิต 30 ตันต่อวัน มีหัวใจสำคัญคือการเชื่อมต่อข้อมูลจาก 5 ระบบหลัก ได้แก่ JDA, Smartsoft, Puntavanij, WMS และ SAP เพื่อสร้างระบบ MRP และ RPA ที่จำลองแผนการผลิตและเปิดใบสั่งซื้อวัตถุดิบอัตโนมัติ ทำให้กระบวนการตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำทำงานสอดประสานตั้งแต่ต้นจนจบ

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือ การจัดการคลังวัตถุดิบและคลังสินค้าที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีทั้งหมด ขณะที่สายการผลิตไส้กรอกตั้งแต่การจัดเตรียมถึงการแพ็กหีบห่อ ทำงานแบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบ ลดความผิดพลาดจากมนุษย์ เพิ่มความปลอดภัยในพื้นที่เสี่ยง และควบคุมคุณภาพสินค้าได้สม่ำเสมอ

นอกจากเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โรงงานต้นแบบแห่งนี้ยังสร้างมาตรฐานใหม่ของระบบโรงงานอัจฉริยะหรือ Smart Factory ในอุตสาหกรรมอาหารไทย และถูกออกแบบให้เป็นองค์ความรู้เชิงระบบที่สามารถถ่ายทอดและขยายผลไปยังโรงงานอื่นทั่วโลก

ดร.ธีระพล ปิดท้ายว่า โครงการเหล่านี้เป็นเพียงตัวอย่างส่วนหนึ่ง และไม่ใช่โครงการเฉพาะกิจ แต่เป็นยุทธศาสตร์ระยะยาว เป็นการเดินทางของซีพีสู่การเป็นเทคคัมปะนีอย่างแท้จริง.

ทีมเศรษฐกิจ


คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปเศรษฐกิจ” เพิ่มเติม


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ