
การจะออกเดตสักครั้ง… ไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งในยุค Modern Dating แบบนี้ การจะเจอใครสักคนโดยบังเอิญ เกิดตกหลุมรักสุดโรแมนติก จนมีเรื่องเล่าสุดประทับใจไปเล่าต่อให้เพื่อนหรือแม้แต่ลูกของเราในอนาคตฟัง สิ่งนี้มันดูจะยากขึ้นทุกที เพราะทุกวันนี้ “การเดต” มักจะเริ่มต้นกันที่ “แอปฯ หาคู่” ที่เรากำหนดลงไปได้ว่า ต้องการสเปกแบบไหน ตั้งโปรไฟล์ได้ง่าย ๆ ด้วยปลายนิ้วว่ากำลังมองหาอะไร เท่านี้แอปฯ ก็จะคัดกรองให้ว่าคนไหนมีโอกาสสอบผ่านมากที่สุด
ย้อนกลับไป Online Dating เริ่มต้นมาตั้งแต่ช่วงปี 1994 ในสหรัฐอเมริกา เว็บไซต์ที่ชื่อว่า kiss.com เปิดตัวออกมา และหลังจากนั้นก็เกิด Match Group เจ้าของแพลตฟอร์มทั้งเว็บไซต์และแอปฯ หาคู่เจ้าใหญ่เกิดขึ้น มีผลิตภัณฑ์ในเครืออย่าง Tinder ที่ครองตลาดมาต่อเนื่องตั้งแต่เปิดตัวในปี 2012
ในปีเดียวกับที่ทั่วโลกได้รู้จัก Tinder นั้น มีอีกหนึ่งแอปพลิเคชันที่เปิดตัวออกมา ตั้งตัวเป็นแอปฯ หาคู่เดตที่สวนกระแสกับแพลตฟอร์มอื่น ๆ ในเวลานั้น (ที่มักจะถูกสร้างโดยผู้ชาย) นั่นคือ “Coffee Meets Bagels” ที่อยากจะสร้างพื้นที่ให้ผู้คนได้หาคู่ที่มี “คุณภาพ” มากกว่าจะเน้นที่ “ปริมาณ” เป็นแอปฯ เดตที่เน้นความปลอดภัย ไม่ปล่อยให้ใครก็ตามบนนั้นถูกใช้เป็นเครื่องมือหรือถูกคุกคามทางเพศ
Coffee Meets Bagel หรือ CMB มีเบื้องหลังเป็น 3 สาวชาวเกาหลีใต้ พี่น้องตระกูล Kang ที่อพยพไปอาศัยและเติบโตในสหรัฐอเมริกา เป็นสามสาวที่ทนผ่านร้อนผ่านหนาว ฝ่าสงครามแอปฯ หาคู่ ปั้นให้ CMB ขึ้นแท่นเป็นแหล่งหาคู่เดตในดวงใจของใครหลายคนจนถึงทุกวันนี้
บทความนี้ Thairath Money คอลัมน์ How to Make Money จะพาไปทำความรู้จักกับ Arum, Dawoon และ Soo Kang สามพี่น้องที่ยอมลาออกจากงานประจำสุดจะมั่นคงมาตามฝันในอีกด้าน จับมือกันสร้างธุรกิจเทคโนโลยี ต้องเผชิญกับทั้งความไม่แน่นอนของการเป็นผู้ประกอบการ และสู้กับแรงกดดันในฐานะผู้หญิงเอเชียที่อยากเติบโตในตลาดที่ถูกครอบงำโดยผู้ชาย
Soo Kang คือพี่สาวคนโต มีน้องสาวฝาแฝดคือ Arum Kang และ Dawoon Kang ทั้งสามคนเกิดและเติบโตในกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ จุดเริ่มต้นในการทำธุรกิจของทั้งสามมาจากการหล่อหลอมของครอบครัว โดยคุณพ่อทำธุรกิจรีไซเคิลเศษโลหะมายาวนานกว่า 40 ปี ส่วนคุณแม่เป็นแม่บ้าน ก่อนที่จะหันมาสร้างธุรกิจของตัวเองขึ้นอีกครั้ง
“ฉันอาจจะยังไม่เข้าใจความเครียดทั้งหมดของการทำธุรกิจ แต่ฉันเห็นพวกเขาผ่านมันมา และส่วนหนึ่งของฉันคิดว่า มันน่าตื่นเต้นมากที่ได้สร้างบางอย่างจากศูนย์ ฉันกับพี่น้องมักคิดไอเดียธุรกิจต่าง ๆ กันเล่น ๆ ตั้งแต่สมัยเรียน” Arum กล่าว
ทั้งสามคนได้รับแรงบันดาลใจในการปั้นธุรกิจของตัวเองมาอย่างยาวนาน ในช่วงวัยเด็กทั้งสามมักจะคิดไอเดียธุรกิจขึ้นมาพูดคุยเล่น ๆ กันเป็นประจำ จนกระทั่งวันที่ฝาแฝดมีอายุได้ราว 12 ปี ทั้งสามคนถูกส่งตัวไปสหรัฐอเมริกา เป็นผู้อพยพที่ครอบครัวตั้งใจจะให้ไปรับการศึกษาในที่ที่ดีกว่า ไปอยู่ภายใต้การดูแลของญาติที่อยู่ที่นั่น
ความกดดันของการเป็นผู้อพยพ ยิ่งกดดันให้ทั้งสามเกิดความไม่มั่นใจในตัวเอง ทั้งสามเล่าว่า การเติบโตมาในโซล ทำให้พวกเธอรู้จักกับการแข่งขันและแรงกดดันด้านความเป็นเลิศเป็นอย่างดี พร้อมกับการแบกความหวังของพ่อแม่สไตล์ชาวเอเชียทำให้พวกเธอเริ่มกลัวการที่จะลงมือทำอะไรสักอย่างกันมาก
แม้แต่ Dawoon Kang ที่ได้รับคัดเลือกให้เข้าศึกษาด้านบริหารธุรกิจที่ Stanford University ก็ยังคิดว่า “เขาโทรผิดเบอร์หรือเปล่า” เธอไม่มั่นใจในตัวเอง และการย้ายไปต่างประเทศตั้งแต่วัยเด็กทำให้พวกเธอสูญเสียความมั่นใจในการพูด และมักจะรู้สึกอับอายที่พูดได้ไม่ดี
จุดเปลี่ยนที่ทำให้ทั้งสามพี่น้องได้หลุดออกจากกรอบ คือช่วงที่เรียนอยู่เกรด 10 พวกเธอออกไปทริปด้วยกันเองครั้งแรก เดินทางจากซีแอตเทิลไปวอชิงตัน ดี.ซี. ด้วยตัวเอง แบบไม่ได้บอกแม้กระทั่งพ่อแม่ที่อยู่เกาหลี จนเมื่อจบทริปกลับมา ทั้งสามต้องหาทางเอาตัวรอดเองครั้งใหญ่ จากทริปนี้ Arum เล่าว่า เรื่องนี้ทำให้เราได้รู้จักคำว่า “อิสระ” และรู้ว่าเราจะทำอะไรก็ได้ตราบใดที่เรายังอยู่ด้วยกัน
Arum Kang หนึ่งในฝาแฝด เธอคือต้นคิดเรื่องการสร้างแอปฯ หาคู่เดต โดยเธอเล่าว่า ในช่วงที่เธอกำลังศึกษาด้านบริหารธุรกิจอยู่ที่ Harvard Business School เธอสนุกกับเรียนเรื่องพลังของแพลตฟอร์มโซเชียลและคอมมูนิตี้อย่างมาก และได้ศึกษาธุรกิจบริการด้านเดตติ้งอย่างจริงจัง จนทำให้เริ่มหลงใหลและค้นพบว่า ตลาดเดตติ้งมีขนาดใหญ่มากและกำลังเติบโต
ในช่วงปี 2011 ตอนนั้น Dawoon Kang อีกหนึ่งฝาแฝด ยังคงทำงานกับ JP Morgan ในตำแหน่ง Vice President เธอได้รับคำชวนจาก Arum ให้ไปสร้างแอปพลิเคชันหาคู่เดตด้วยกัน ซึ่งเธอก็ตัดสินใจลาออกจาก JP Morgan ทิ้งตำแหน่งและงานมั่นคงไว้เบื้องหลังทันที
“ฉันอยากเริ่มทำแอปฯ หาคู่ เพราะเห็นว่าเพื่อนผู้หญิงเก่ง ๆ หลายคนของฉันยังโสดและมีปัญหาเรื่องการเดต รวมถึงพี่สาวน้องสาวของฉันด้วย” Arum อธิบายถึงที่มาของไอเดียแอปฯ หาคู่ เธออธิบายว่า แอปฯ หาคู่ส่วนใหญ่ในตอนนั้น มักจะถูกคิดค้นโดยผู้ชาย ทำให้ภาพการหาคู่เป็นไปในแบบของผู้ชาย
เธอต้องการที่จะสร้างแอปฯ ที่โฟกัสไปที่ผู้หญิง ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและคุณภาพของความสัมพันธ์ ไม่เน้น “ปริมาณ” แต่เน้นไปที่ “คุณภาพ” เพราะแพลตฟอร์มเดตในตอนนั้นมักทำให้ผู้ใช้ผู้หญิงจำนวนมากรู้สึกถูกคุกคามจากข้อความเชิงวัตถุทางเพศ และไม่ปลอดภัยในการใช้งานออนไลน์
เมื่อแฝดน้องยอมตกลง Arum เธอก็ได้ไปชักชวน Soo Kang พี่สาวที่ตอนนั้นทำงานเป็นดีไซเนอร์อยู่ในนิวยอร์กให้มาร่วมทีม โดยให้เธอทำหน้าที่ออกแบบแอปฯ ขณะที่ Dawoon ดูแลคนและการสร้างทีม ส่วน Arum รับบทผู้นำธุรกิจ ซึ่งปัจจุบันนี้เธอยังคงรับตำแหน่งซีอีโออยู่
ทุกอย่างเริ่มต้นในอพาร์ตเมนต์ของ Soo ในนครนิวยอร์ก ตอนแรกพวกเธอหากลุ่มผู้ทดลองใช้งานกันเอง โดยสามารถรวบรวมผู้ใช้ 1,000 คนแรกได้จากเพื่อนและครอบครัวในนิวยอร์กเพื่อทดสอบโปรดักต์ในปี 2011 ล้มลุกคลุกคลานกันอยู่หลายครั้ง กระทั่งผู้ใช้คนหนึ่งในแพลตฟอร์มติดต่อมาว่าเป็น Angel Investor และเสนอให้พวกเธอย้ายไปซานฟรานซิสโก เข้าพบ VC หลายราย จนสุดท้ายได้ทุนก้อนแรกมาจาก Lightbank ในปี 2012
การทำงานของ CMB ไม่ได้เป็นแค่แอปฯ หาคู่เดตแบบปัดซ้ายขวาเท่านั้น แต่อัลกอริทึมของแอปฯ (ที่พี่น้องตระกูล Kang บอกว่าทำงานหลายชุดพร้อมกัน) จะแนะนำคนที่เป็นไปได้ที่สุดมาให้ โดยเราจะได้รับ “Bagels” หรือคู่ที่อาจจะเข้ากับเราได้สูงสุดจำนวน 21 คน เพื่อที่จะกดชอบหรือกดผ่าน จากนั้นแอปฯ จะคัดเลือกคู่ที่เหมาะสมที่สุดจากกลุ่มที่กดชอบเรามา
เมื่อ Match กันแล้ว เราจะสามารถแชตกันได้เป็นระยะเวลาเพียง 7 วัน ตามคำอธิบายของผู้ก่อตั้ง ต้องการที่จะให้คนออกไปพบเจอ ไปเดตกันจริง ๆ หรือไปสานต่อการสนทนากันช่องทางอื่นต่อ แม้ว่า CMB จะได้รับกระแสตอบกลับว่ามีจำนวนตัวเลือกต่อวันที่น้อยกว่าแอปฯ อื่น แต่นั่นคือจุดประสงค์หลัก เพื่อให้ผู้คนออกไปสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกว่า มากกว่าการปัดไปเรื่อย ๆ
หนึ่งในเหตุการณ์สุดไอคอนิกที่ทำให้หลายคนทั่วโลกได้รู้จักกับ Coffee Meets Bagel คือ การไปออกรายการ Shark Tank เพื่อขอเงินทุนจำนวน 500,000 ดอลลาร์สหรัฐ แลกกับหุ้น 5% ของ CMB โดยตอนนั้นเป็นปี 2015 ทั้งสามพี่น้องประเมินไว้ว่า ธุรกิจมีโอกาสจะมีมูลค่าไปถึง 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ในตอนนั้น CMB มีผู้ใช้ที่ราว 100,000-500,000 คน มีรายได้ที่ราว 87,000 ดอลลาร์สหรัฐ ยังไม่สามารถทำกำไรได้ แต่จากศักยภาพและโมเดลธุรกิจแบบเก็บค่า Premium เพื่อเข้าถึงฟีเจอร์ที่ดีขึ้น หรือเพื่อซื้อ “Coffee Beans” เพื่อที่จะมองเห็นโปรไฟล์คนที่มาไลก์เรา ตลอดจนแนวคิด “Anti-Swipe” ทำให้เหล่า Sharks สนใจในไอเดียนี้มาก แต่เนื่องจากในตลาดตอนนั้นมีเจ้าใหญ่ทั้ง Match.com และ Tinder ที่อยู่ภายใต้ Match Group เป็นเจ้าตลาด กรรมการมองเห็นความเสี่ยงมากกว่าโอกาส จึงปฏิเสธดีลดังกล่าว
แต่มีหนึ่ง Shark นั่นคือ Mark Cuban ได้เสนอซื้อกิจการของ CMB ในมูลค่า 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งนับว่ามากพอที่จะไปช่วยหนุนกิจการ แต่ทั้ง 3 พี่น้องตอบปฏิเสธแบบไม่คิดหน้าคิดหลัง โดย Arum Kang เธออธิบายว่า “เรามองว่าธุรกิจนี้จะเติบโตได้ใหญ่เท่ากับ Match.com” พร้อมเสริมว่า Match กำลังจะกลายเป็นบริษัทระดับพันล้านดอลลาร์สหรัฐ ดังนั้นเธอจึงมองว่า CMB ไปได้ถึงขั้นนั้น
“การที่ Mark Cuban ประเมินมูลค่าบริษัทเราไว้ที่ 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ถือเป็นการยืนยันและยกย่องความพยายามทั้งหมดที่เราทุ่มเทสร้างบริษัทนี้มา” Arum กล่าวในสัมภาษณ์กับ Business Insider ในปี 2025 ที่ผ่านมา “แต่ฉันก็ยังมั่นใจมาก ๆ ว่านั่นคือการตัดสินใจที่ถูกต้อง”
จบรายการทั้งสามสาวไม่ได้รับเงินทุน แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือ ผู้ใช้งานที่เพิ่มมากขึ้น นักลงทุนที่สนใจลงทุนใน CMB เพิ่มมากขึ้น โดยในปีที่ผ่านมา CMB ทำรายได้ที่ราว 25 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี บริษัทมีมูลค่ากว่า 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 4,660 ล้านบาท (อัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่ 13 ก.พ. 2026)
โดยบริษัทได้ระดมทุนไป 2 ครั้ง ประกอบไปด้วย Series A ได้เงินไปกว่า 7.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และใน Series B ได้ไปกว่า 12 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และปัจจุบัน Coffee Meets Bagel ก็ได้กลายเป็นหนึ่งในแอปฯ หาคู่ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดด้วย
ที่มา: Forbes Korea, CNBC, Business Insider, Prestige, Business Because
ติดตามเพจ Facebook: Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ - https://www.facebook.com/ThairathMoney