
ในช่วงเช้าวันศุกร์ ที่ 30 มกราคม ตามเวลาในสหรัฐอเมริกา หรือช่วงค่ำของประเทศไทย ประธานาธิบดี Donald Trump ได้โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social มีเนื้อความว่า “ผมมีความยินดีที่จะประกาศว่า ผมได้เสนอชื่อ Kevin Warsh ให้ดำรงตำแหน่งประธานคณะผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐฯ ผมรู้จัก Kevin มาเป็นเวลานาน และรู้ด้วยว่าเขาจะถูกจดจำในฐานะหนึ่งในประธาน Fed ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด และอาจจะเป็นคนที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา”
หลังการประกาศนี้ ชื่อของ “Kevin Warsh” ก็กลับมาถูกค้นหาและพูดถึงมากขึ้นอีกครั้ง และนับว่าเป็นการหวนคืนเวที Fed อย่างสง่างาม หลังจากที่ก่อนหน้านี้เขาเคยเข้ารับตำแหน่งในคณะผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐฯ (The Board of Governors of the Federal Reserve System) และยังเคยได้รับเสนอชื่อขึ้นเป็นประธาน Fed ด้วยเช่นกันในช่วงที่ Donald Trump รับตำแหน่งครั้งแรก แต่ต้องถูกปัดตก และทาง Jerome Powell ก็ได้นั่งตำแหน่งนั้นไป
Kevin Warsh ที่เป็นหนึ่งในผู้คร่ำหวอดในวงการการเงิน สั่งสมประสบการณ์ทำงานมายาวนาน กลายมาเป็นตัวเต็งที่ประธานาธิบดี Trump ยกขึ้นมาเพื่อเข้ารับตำแหน่งต่อจาก Powell ที่จะสิ้นวาระในเดือนพฤษภาคมนี้ ท่ามกลางแรงกดดันที่ Trump ต้องการจะให้ Fed ลดดอกเบี้ย ด้านนักวิเคราะห์จึงมองว่า Warsh คือตัวเลือกที่ปลอดภัย มั่นใจในจุดยืนอันเด็ดเดี่ยวที่มาตั้งแต่อดีต ว่าเขาจะไม่เป็นเพียงหุ่นเชิดของประธานาธิบดี
“ผมจะบอกว่านี่คือผู้สมัครที่สมบูรณ์แบบที่สุด คนที่มีคุณสมบัติเหมาะสมที่สุด เรียนเก่งมาก มาจากสถาบันชั้นนำ ทุกอย่างเพอร์เฟกต์ เขาเป็นคนที่อายุน้อยที่สุดที่เคยดำรงตำแหน่งใน Fed เรียกได้ว่าครบเครื่องทุกด้าน เรื่องหน้าตาอาจไม่สำคัญ แต่เขาก็มีภาพลักษณ์ที่ใช่” Trump กล่าวในช่วงบ่ายวันศุกร์นั้นระหว่างการประชุมในทำเนียบขาว
บทความนี้ Thairath Money คอลัมน์ How to Make Money จะพาไปทำความรู้จักกับ Kevin Warsh ว่าเขาคือใคร มีความเป็นมาเป็นไปและเส้นทางอำนาจแบบไหน ทำไมถึงถูกเสนอให้มาผู้กุมบังเหียน กำหนดทิศทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ และเศรษฐกิจโลกคนต่อไป
Kevin Warsh เกิดในปี 1970 ปัจจุบันอายุ 55 ปี เขาเติบโตมาในเมืองใหญ่อย่างนครนิวยอร์ก เรียนจบมัธยมจากโรงเรียนรัฐบาล ก่อนจะไปศึกษาต่อระดับปริญญาตรีด้านนโยบายสาธารณะ หรือ Public Policy ของ Stanford University และจบการศึกษาในปี 1992 ก่อนจะไปศึกษาต่อด้านกฎหมายใน Harvard University ซึ่งเป็นสาขาและมหาวิทยาลัยเดียวกันกับ Jerome Powell ประธาน Fed คนปัจจุบันที่กำลังจะหมดอำนาจลง ก่อนจะได้รับปริญญานิติศาสตร์ในปี 1995
ในปีเดียวกันนั้น Warsh ได้เริ่มต้นอาชีพในฝ่ายควบรวมและซื้อกิจการ (Mergers & Acquisitions) ของ Morgan Stanley ในนครนิวยอร์ก โดยเขาทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาทางการเงินให้กับบริษัทในหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่ภาคการผลิต บริการ ไปจนถึงเทคโนโลยี แถมยังมีบทบาทในการออกแบบโครงสร้างธุรกรรมในตลาดทุน และสนับสนุนการระดมทุนผ่านตราสารหนี้และตราสารทุน
Kevin Warsh ยังเคยเข้าศึกษาหลักสูตรเพิ่มเติมด้านเศรษฐศาสตร์ตลาด และตลาดตราสารหนี้ ที่ Harvard Business School และ MIT Sloan School of Management อีกด้วย
ซึ่งจุดเปลี่ยนในเส้นทางอำนาจมาถึงในปี 2002 เมื่อประธานาธิบดีในตอนนั้น คือ George W. Bush ต้องการจะดึงตัวเขามาเป็นผู้ช่วยในด้านเศรษฐกิจ ส่งผลให้ Warsh ต้องลาออกจากตำแหน่งรองประธานและกรรมการผู้จัดการ (Vice President and Executive Director) ของ Morgan Stanley เพื่อเข้าร่วมรัฐบาล
Warsh เข้ารับตำแหน่งผู้ช่วยพิเศษประธานาธิบดีด้านนโยบายเศรษฐกิจ ควบกับตำแหน่งเลขานุการบริหารของสภาเศรษฐกิจแห่งชาติ (National Economic Council) ทำหน้าที่ให้คำปรึกษาประธานาธิบดีและเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะเรื่องการไหลเวียนของเงินทุนในตลาดการเงิน ตลาดหลักทรัพย์ ระบบธนาคาร และธุรกิจประกันภัย
ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น เขายังเป็นสมาชิกของคณะทำงานเฉพาะกิจด้านตลาดการเงินของประธานาธิบดีสหรัฐฯ หรือ President’s Working Group on Financial Markets ซึ่งเป็นกลไกระดับสูงในการติดตามเสถียรภาพระบบการเงินของสหรัฐฯ อีกด้วย
ในปี 2006 ชื่อของ Kevin Warsh ได้ก้าวเข้าสู่ธนาคารกลางสหรัฐฯ เมื่อประธานาธิบดี George W. Bush เสนอชื่อของเขาเข้ารับตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐฯ เป็นหนึ่งในคณะผู้ว่าการฯ จำนวน 7 คน และยังเป็นบุคคลที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ของธนาคารกลางสหรัฐฯ โดยในตอนนั้นเขารับตำแหน่งด้วยวัยเพียง 35 ปี
ในตอนนั้นเขาทำหน้าที่เป็นผู้แทนของคณะผู้ว่าการ Fed ในการประชุมกลุ่มประเทศ G-20 และทูตพิเศษด้านเศรษฐกิจไปยังประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่และประเทศพัฒนาแล้วในภูมิภาคเอเชีย และยังเป็นผู้ว่าการฝ่ายบริหาร (Administrative Governor) โดยรับผิดชอบการบริหารจัดการภายในของ Fed ทั้งด้านการดำเนินงาน บุคลากร และประสิทธิภาพทางการเงินขององค์กร
ไม่นานหลังจากเข้ารับตำแหน่ง Fed ก็ต้องเผชิญบททดสอบครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ นั่นคือ วิกฤติการเงินโลกปี 2008 ที่เกือบทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ดิ่งสู่ภาวะถดถอยรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ยุค Great Depression
ในช่วงที่ธนาคารยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ กำลังเผชิญภาวะฉุกเฉิน Warsh ในฐานะเจ้าหน้าที่ Fed ที่มีสายสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับวอลล์สตรีท มีบทบาทสำคัญในการประสานงานมาตรการรับมือวิกฤต โดยเขามีส่วนร่วมในการอุ้ม AIG (American International Group) บริษัทประกันรายใหญ่ที่สุดในโลกตอนนั้น และช่วยวางแผนให้ JPMorgan Chase เข้าซื้อกิจการ Bear Stearns ธนาคารเพื่อการลงทุนที่ล้มลงจากแรงกระแทกของวิกฤติ
แม้เขาจะเป็นผู้สนับสนุนนโยบายเชิงรุกของ Fed ในช่วงแรก แต่ Warsh เริ่มแสดงความกังวลในเวลาต่อมาว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของ Fed อาจนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อในระยะยาว โดยในปี 2010 เมื่อ Fed เริ่มใช้นโยบายเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (QE) เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เขาได้ออกมาแสดงจุดยืนอย่างชัดเจน พร้อมระบุว่าการตัดสินใจขยายงบดุลเพิ่มเติม ควรถูกตรวจสอบอย่างเข้มงวดเป็นพิเศษ แต่ท้ายที่สุดเขาก็ยอมโหวตสนับสนุนการเข้าซื้อพันธบัตรฯ เพื่อรักษาฉันทามติของคณะกรรมการ
หลังหมดวาระผู้ว่าการ Fed ทาง Kevin Warsh ได้หันไปเดินสายเป็นนักวิชาการของ Hoover Institution ของ Stanford University เป็นสถาบันวิจัยนโยบายสาธารณะของอเมริกาที่มีแนวคิดอนุรักษนิยม และได้รับตำแหน่งกรรมการบริษัท UPS บริษัทโลจิสติกส์เจ้าใหญ่ของสหรัฐฯ ด้วยเช่นกัน
หลัง Donald Trump ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสมัยแรกเมื่อปี 2016 เขาก็ถูกดึงตัวเข้าไปอยู่ในกลุ่มที่ปรึกษาภายนอกของทำเนียบขาว จนกระทั่งเมื่อวาระของ Janet Yellen อดีตประธาน Fed ใกล้สิ้นสุดในปี 2017 ประธานาธิบดี Donald Trump ก็มีโอกาสเลือกประธาน Fed คนใหม่ทันที และชื่อของ Warsh ก็เป็นหนึ่งในนั้นที่ถูกมองว่าเป็นตัวเต็ง
ตามขั้นตอนการเสนอชื่อเพื่อชิงตำแหน่งประธาน Fed เขาได้เข้าพบและสัมภาษณ์กับ Trump ด้วย แต่สุดท้ายพลาดตำแหน่งไป ส่วนหนึ่งเพราะ Trump มองว่า Warsh ในวัยเพียง 47 ปีดูอ่อนวัยเกินไป ทำให้ตำแหน่งนั้นตกไปเป็นของ Jerome Powell เข้ารับตำแหน่งเป็นสมัยแรก
อย่างไรก็ตาม ต่อมาในสมัยที่สองของ Jerome Powell และสมัยที่สองของ Donald Trump ทั้งคู่ได้กลายเป็นคู่ที่ค่อนข้างจะขัดแย้งกัน ทรัมป์ถึงขั้นที่เรียก Powell ว่าเป็น “คนทึ่ม” “คนปัญญาอ่อน” “คนนิสัยไม่ดี” จากการที่ Fed นำโดย Powell ปรับขึ้นดอกเบี้ยสวนทางความต้องการของผู้นำสหรัฐฯ
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา Warsh แสดงจุดยืนวิพากษ์วิจารณ์ Fed มากขึ้น โดยนักวิเคราะห์ของ Deutsche Bank ระบุว่า เขามองว่าเฟดให้ความสำคัญกับข้อมูลเศรษฐกิจย้อนหลังมากเกินไป แทนที่จะมองไปข้างหน้าและคาดการณ์การเปลี่ยนแปลง
Kevin Warsh เคยให้สัมภาษณ์กับ CNBC ด้วยว่า “AI จะทำให้ต้นทุนทุกอย่างถูกลง และสหรัฐฯ อาจเป็นผู้ชนะรายใหญ่ หากผมเป็นประธานาธิบดี สิ่งที่ผมจะกังวลคือการที่ธนาคารกลางมองไม่เห็นสิ่งเหล่านี้ ธนาคารกลางที่ยังยึดติดกับโมเดลจากปี 1978”
นอกจากนี้ วงจรชีวิตของ Kevin Warsh ก็ได้วนเวียนอยู่ในเส้นทางเดียวกับเหล่ามหาเศรษฐี โดยเขาแต่งงานกับ Jane Lauder ลูกสาวของ Ronald Lauder ทายาทธุรกิจเครื่องสำอาง Estée Lauder ที่เป็นผู้สนับสนุนสำคัญของ Republican เขายังทำงานใกล้ชิดกับ Stanley Druckenmiller มหาเศรษฐีนักลงทุนระดับโลก และถูกแต่งตั้งเป็นพาร์ทเนอร์ของ Duquesne Family Office โดย Warsh เคยออกมาให้สัมภาษณ์ว่า เขาดูแลเงินก้อนเล็ก ๆ ของมหาเศรษฐีเหล่านี้อยู่
ติดตามเพจ Facebook: Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ - https://www.facebook.com/ThairathMoney