
ถ้าพูดถึงแอปพลิเคชันฝึกภาษา ชื่อแรกที่มักจะเด้งมาในหัวเลยคือ Duolingo ที่นอกจากจะมีจุดเด่นเป็นนกฮูกตัวสีเขียวสุดป่วนแล้ว ยังขึ้นชื่อว่าเป็นแอปฯ ที่ใช้งานง่าย เรียนได้หลายภาษาแบบสนุก ๆ และหลายคนก็ติดหนึบใช้งานทุกวันจนเก็บสะสมเวลาเรียนต่อเนื่องได้ถึงหลักหลายพันวัน
ผู้ที่อยู่เบื้องหลังการเติบโตของ Duolingo นี้คือ “Luis von Ahn” ชื่อที่ใครหลายคนอาจเคยได้ยินมาจากการเป็นผู้พัฒนา CAPTCHA หรือตัวอักษรยึกยือที่มักจะให้เราพิมพ์ตอนเข้าใช้งานเว็บไซต์ต่าง ๆ เพื่อยืนยันว่าเป็นมนุษย์จริง ซึ่งหลังจากที่เขาขายกิจการนี้ไปให้บริษัทเทคยักษ์ใหญ่ของโลกแล้ว เขาก็ได้หันมาสร้างแอปฯ เรียนภาษา ที่ไม่ว่าใครก็เรียนได้ และเข้าถึงได้แบบฟรี ๆ
แนวคิดนี้มาจากเบื้องหลังชีวิตวัยเด็กของเขาเอง ที่เห็นทั้งความเหลื่อมล้ำในโลกการศึกษา ที่คนได้ภาษา (แบบตัวเขาเอง) มักจะมีโอกาสในชีวิตที่ดีกว่า บวกกับประเทศบ้านเกิดของเขาอย่างกัวเตมาลา ที่ตั้งอยู่ตอนใต้ของเม็กซิโก ไม่ได้มีการสอบวัดระดับภาษาอังกฤษ ทำให้คนที่มีเงินเท่านั้นจะสามารถส่งลูกบินไปสอบในอีกประเทศ ทำให้เขาเห็นช่องว่างขนาดมหึมาในโลกที่การศึกษาควรจะเข้าถึงทุกคน
บทความนี้ Thairath Money คอลัมน์ How to Make Money จะพาไปทำความรู้จักกับ Luis von Ahn แบบเจาะลึกตั้งแต่วัยเด็ก ถึงเส้นทางการเติบโตจนกลายมาเป็นอัจฉริยะนักคิด อีกหนึ่งเศรษฐีที่นอกจากจะเปลี่ยนโลกอินเทอร์เน็ตมาแล้วหนึ่งครั้ง ก็ยังคงเดินหน้าเปลี่ยนโลกทั้งใบด้วยการส่งการศึกษาถึงมือทุกคน
Luis von Ahn เกิดเมื่อ 19 สิงหาคม ปี 1978 ในช่วงวัยเด็กเขาเติบโตขึ้นมาในเมืองกัวเตมาลาซีตี้ ประเทศกัวเตมาลา ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับการเกิดสงครามกลางเมืองในประเทศ ทำให้เขาได้เห็นความยากลำบาก และความไม่เท่าเทียมที่เกิดขึ้น ไม่ใช่แค่เฉพาะเรื่องความเป็นอยู่ แต่ยังเป็นเรื่องการศึกษาที่คนมีฐานะได้เข้าถึงสิ่งที่ดีกว่า
คุณแม่ของ Luis von Ahn เป็นโรลโมเดลที่ดีให้กับเขามาตั้งแต่ลืมตาดูโลก โดยคุณแม่เป็นผู้หญิงคนแรก ๆ ของประเทศที่สามารถจบการศึกษาด้านการแพทย์ และเธอยังเป็นคนที่ยอมทุ่มเททุกอย่างให้ลูกชายเติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่ดี เพื่อที่จะได้เข้าถึงการศึกษาที่คุณภาพดี
“คนที่มีเงินจะเข้าถึงการศึกษาที่ดีกว่าเสมอ ซึ่งรวมถึงตัวผมเองด้วย ที่ได้เข้าถึงการศึกษาที่ดีมาก ขณะที่คนที่ไม่ได้มีเงินมากมาย พวกเขาไม่ได้เรียนแม้กระทั่งจะอ่านเขียน” Luis von Ahn กล่าว
ภาพความเหลื่อมล้ำที่เขาเห็นชัดเจนอีกอย่างหนึ่งคือ กำแพงทางภาษา เขาเคยเล่าว่า ในการจะสอบวัดระดับภาษา เขาต้องจ่ายเงินจำนวนมากเพื่อสมัครสอบ และยังต้องบินไปสอบในอีกประเทศ ซึ่งก็คือเอลซัลวาดอร์ เพราะกัวเตมาลาไม่มีการเปิดสอบ สิ่งนี้ยิ่งเป็นเครื่องกีดขวางขนาดมหึมา ยากที่คนไม่มีทุนจะข้ามน้ำข้ามทะเลไปสอบได้
จากประสบการณ์เหล่านี้ กลายเป็นรากฐานในอุดมการณ์ของเขาที่อยากจะอุดช่องว่างในเรื่องการศึกษา และมองว่า หากคนที่ได้ภาษามีโอกาสได้สอบ ได้เข้าเรียนในสถานศึกษาดี ๆ จะเป็นผลดีกับบ้านเมืองอย่างมาก โดยตัวเขาเองมองว่าโอกาสในการเรียนรู้ที่เขาได้รับนั้นจะเป็นประโยชน์ หากคนอื่น ๆ เข้าถึงได้เช่นกัน
นอกจากนี้ ในวัยเด็กคุณแม่ของ Luis von Ahn ยังได้มอบโอกาสด้านเทคโนโลยีให้อีกด้วย โดยตอนที่เขาอายุเพียง 8 ขวบเขาก็มีคอมพิวเตอร์ Commodore 64 ใช้เองที่บ้าน และตอนอายุได้ 10 ขวบเขาก็สามารถสร้างเกมคอมพิวเตอร์เล็ก ๆ ได้ด้วยตัวเองแล้ว
จากพื้นฐานที่มีทั้งด้านภาษาและด้านเทคโนโลยี ในปี 2000 เขาก็ได้บินไปศึกษาต่อในระดับปริญญาที่สหรัฐอเมริกา เลือกเข้าเรียนใน Duke University สาขาวิทยาศาสตร์ เอกคณิตศาสตร์ และในเวลาเพียง 5 ปี ช่วง 2005 เขาสามารถเรียนจบระดับ Ph.D. ในสาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์จาก Carnegie Mellon
ในช่วงที่เขากำลังศึกษาระดับปริญญาเอกนั้น เขาได้ทำวิทยานิพนธ์ในเรื่อง Human Computation คิดค้นคอนเซปต์ริเริ่มที่จะผสานการทำงานของพลังสมองของมนุษย์เข้ากับคอมพิวเตอร์เพื่อแก้ปัญหาที่มนุษยชาติยังแก้ไม่ได้ นอกจากนี้เขายังสนใจในเรื่องการเข้ารหัส (Cryptography) และยังทำให้ศาสตร์ Steganography หรือการเข้ารหัสผ่านการอำพรางข้อมูลด้วยภาพ
ผลงานเด่น ๆ ของ Luis von Ahn เกิดขึ้นในช่วงปี 2000 เมื่อเขาได้ร่วมมือกับ Manuel Blum พัฒนาสิ่งที่เราเรียกกันว่า “CAPTCHA” ย่อมาจาก Completely Automated Public Turing test to tell Computers and Humans Apart หรือแคปช่า หนึ่งในนวัตกรรมเปลี่ยนโลกอินเทอร์เน็ต เป็นมาตรการความปลอดภัยที่จะใช้แยกมนุษย์จริงกับโปรแกรมคอมพิวเตอร์หรือบอตออกจากกัน โดยมักจะมาในรูปแบบของภารกิจง่าย ๆ อย่างเช่น พิมพ์อักษรที่บิดเบี้ยว หรือคลิกเลือกภาพ เป็นต้น
ความสำเร็จจากสิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้นำมาสู่การเป็นที่รู้จักในวงกว้าง จนในปี 2006 หลังจากเรียนจบปริญญาเอกมาไม่นาน เขาก็ได้เข้าร่วมเป็นอาจารย์สอนในสาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ของ Carnegie Mellon และในระหว่างนั้นเอง เขาก็ได้พัฒนาเกมขึ้นมา เรียกว่า “ESP Game” เป็นเกมออนไลน์ที่เอาไว้ให้ผู้เล่นจำแนกสิ่งต่าง ๆ ในภาพ และต่อมาเกมนี้ก็กลายเป็นพื้นฐานของระบบจำแนกภาพ (Image Search) ที่ Google ได้ซื้อใบอนุญาตต่อ และนำมาพัฒนาเป็น Google Image Labeler ระบบเลือกสิ่งของในภาพที่เราเจอในโลกอินเทอร์เน็ตกันอยู่ทุกวันนี้
นอกจากนี้ Luis von Ahn ยังได้พัฒนานวัตกรรมต่อจาก CAPTCHA มาเป็น “reCAPTCHA” ระบบใหม่ใช้แยกมนุษย์ออกจากบอตผ่านการคลิกปุ่มง่าย ๆ แค่กด I’m not a robot ซึ่งไอเดียนี้ก็ถูก Google ซื้อไปอีกครั้งในปี 2009 และหลังจากนั้นเขาก็เดินหน้าตามอุดมการณ์ของตัวเองอย่างจริงจัง คือ การปิดช่องว่างในโลกการเรียนและภาษา
ในปี 2011 เป็นจุดเริ่มต้นของแอปพลิเคชันเรียนภาษาที่ทั่วโลกรู้จัก เมื่อ Luis von Ahn จับมือกับ Severin Hacker นักเรียนในคลาสชาวสวิตเซอร์แลนด์ ร่วมกันก่อตั้ง “Duolingo” แอปฯ สำหรับเรียนภาษาด้วยเป้าประสงค์ง่าย ๆ เลยคือ ต้องการสร้างแอปฯ เรียนฟรี ที่ทำให้คนหลายล้านคนรอบโลกสามารถเข้าถึงการเรียนภาษาได้แบบง่าย ๆ
“ไป ๆ มา ๆ เราก็ตัดสินใจกันว่าเราต้องการจะสอนภาษา เพราะว่าภาษาอังกฤษ เราทั้งคู่ไม่ใช่เจ้าของภาษา แต่ภาษาอังกฤษเปลี่ยนชีวิตของเราทั้งคู่ไปมาก และในหลายประเทศทั่วโลก ภาษาอังกฤษยังช่วยเพิ่มศักยภาพด้านรายได้ให้คนอีกด้วย” Luis von Ahn กล่าว
แต่การพัฒนา Duolingo ในช่วงแรกนั้นกลับเต็มไปด้วยอุปสรรค โดยปัญหาขั้นแรกคือ ทั้งคู่ไม่ใช่เจ้าของภาษา ดังนั้นเลยหันมาทดลองกับภาษาที่ตัวเองถนัด โดยของ Luis von Ahn คือภาษาสเปน ในขณะที่ Severin Hacker นั้นใช้ภาษาเยอรมัน แม้ว่าทั้งสองจะไม่รู้ว่าการสอนภาษาที่ดีต้องเป็นแบบไหน แต่เพราะเป็นภาษาที่ถนัดเลยทำให้ทั้งคู่ได้เห็นว่า การจะเรียนภาษาได้ดีนั้นต้องสนุกและต้องดึงคนให้อยู่กับภาษานั้นได้นาน ๆ
ทั้งหมดนี้จึงเป็นที่มาให้ Duolingo ถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการในปี 2012 ภายใต้คอนเซปต์เรียนภาษาแบบฟรีและสนุก โดย Duolingo เข้ามาเปลี่ยนโลกการเรียนภาษาออกไปอย่างสิ้นเชิงด้วยรูปแบบแอปฯ ที่ให้เรียนผ่านเกม เก็บสะสมวันเรียนไปเรื่อย ๆ เพื่อให้ผู้เรียนไม่เบื่อ
กระทั่งปี 2022 Duolingo ก็ได้สร้างประวัติศาสตร์ครั้งใหม่ ขึ้นแท่นเป็นแอปฯ เรียนภาษาที่ได้รับความนิยมมากที่สุด โดยมีเปิดสอนกว่า 100 คอร์สเรียน มากว่า 40 ภาษา และยังขยายไปยังสาขาอื่น ๆ นอกเหนือจากภาษา อย่างเช่น หมากรุก ดนตรี และคณิตศาสตร์ โดยมีจำนวนผู้ใช้งานกว่า 130 ล้านคนต่อเดือน และมากถึง 50 ล้านคนต่อวัน กลุ่มผู้ใช้กระจายตัวตั้งแต่ผู้อพยพ คนที่อาศัยในต่างประเทศ ไปจนถึงคนโปรไฟล์ดี ๆ อย่างเช่น Bill Gates ผู้ก่อตั้ง Microsoft
นอกจากนี้ Duolingo ยังได้พัฒนาไปอีกขั้นของการเรียนภาษา คือเปิดให้มีการสอบวัดระดับภาษาได้ผ่านทางออนไลน์ เพื่อตอบโจทย์กับกลุ่มนักเรียนในพื้นที่ที่ไม่มีศูนย์สอบอยู่ใกล้เคียง แถมยังสมัครสอบได้ในราคาย่อมเยาเพียง 49 ดอลลาร์สหรัฐ โดยจะทำข้อสอบได้ในระยะเวลา 45 นาที การสอบวัดระดับนี้ยังเข้ามาช่วยปิดช่องว่างเรื่องราคาสอบที่แพง และต้องเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลไปสอบ โดยผลสอบของ Duolingo ก็เปิดรับในหลายสถาบันรอบโลก ไม่ว่าจะเป็น Duke, UCLA, Columbia, Dartmouth, New York University และ Yale ที่ใช้เป็นผลสอบในการคัดเลือกเข้าศึกษาต่อได้
แม้ว่าปัจจุบันนี้ แอปฯ Duolingo จะเสนอโปรแกรมแบบจ่ายเงิน แต่ก็ยังเปิดให้ผู้ใช้ส่วนใหญ่ใช้งานได้ฟรี เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงการเรียนได้อย่างทั่วถึง เท่าเทียม และช่วยปิดช่องว่างการเรียนทั่วโลก โดยในปี 2024 บริษัท Duolingo ที่อยู่ในตลาด Nasdaq เติบโตจนมีมูลค่ากว่า 9,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำรายได้ได้กว่า 750 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และช่วงเวลานั้นก็ทำให้ Luis von Ahn เองขึ้นแท่นเป็นมหาเศรษฐีที่มีความมั่งคั่งกว่า 1,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ติดตามเพจ Facebook: Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ - https://www.facebook.com/ThairathMoney