ถอดรหัส Sushiro ขาย “ซูชิ” ยังไงให้คนไทยต่อคิวไม่หยุด ปี 68 รายได้พุ่ง 4.7 พันล้าน กำไร 728 ล้าน

Business & Marketing

Corporates & Leadership

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

ถอดรหัส Sushiro ขาย “ซูชิ” ยังไงให้คนไทยต่อคิวไม่หยุด ปี 68 รายได้พุ่ง 4.7 พันล้าน กำไร 728 ล้าน

Date Time: 16 ม.ค. 2569 17:01 น.

Video

เบื้องหลังโลก “คริปโต” จากเคยถูกต่อต้าน ทำไมตอนนี้ทั้งรัฐบาล ธนาคารถึงยอมรับ ? | Digital Frontiers EP.52

Summary

Sushiro เปิดสาขาแรกในไทยปี 2564 ภายใต้การบริหารของบริษัทแม่จากญี่ปุ่น

  • ปี 2568 รายได้รวม 4,731 ล้านบาท กำไรสุทธิ 728 ล้านบาท, อัตรากำไรสุทธิ 15.4%
  • Sushiro เน้นคุณภาพอาหาร, ราคาหลากหลาย, และเมนูพิเศษที่เปลี่ยนทุกเดือน
  • ใช้เทคโนโลยีในการจัดการข้อมูล, ลดต้นทุน, และเพิ่มประสิทธิภาพ
  • ขยายสาขาอย่างรวดเร็ว, ปัจจุบันมีกว่า 40 สาขา, ครอบคลุมกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่

Latest


ขณะที่สมรภูมิร้านอาหารไทยในปี 2568 เผชิญกับมรสุมเศรษฐกิจครั้งใหญ่ กำลังซื้อของผู้บริโภคที่หดตัวทำให้เราเห็นภาพร้านอาหารหลายแห่งต้องประกาศปิดตัวหรือชะลอการขยายสาขา แต่ บริษัท ซูชิโร่ จีเอช (ประเทศไทย) จำกัด เจ้าของร้าน Sushiro ในไทย กลับสร้างปรากฏการณ์โตสวนกระแส ด้วยตัวเลขผลประกอบการที่น่าทึ่ง สะท้อนให้เห็นว่าตลาดอาหารญี่ปุ่น โดยเฉพาะ “ซูชิ” ในไทยยังมีช่องว่างและโอกาสอยู่สำหรับผู้ที่เป็นตัวจริงในด้านประสิทธิภาพ

ส่องตัวเลขเขย่าวงการ 3 ปีแห่งการเติบโตแบบก้าวกระโดด

หากดูจากงบการเงินล่าสุดจะเห็นว่าซูชิโร่ไทยไม่ได้เพียงแค่ประคองตัว แต่เป็นการโตแบบติดสปีดอย่างต่อเนื่อง 3 ปีติด ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ระบุว่า

  • ปี 2566 รายได้รวม 1,892 ล้านบาท กำไรสุทธิ 172 ล้านบาท
    ปี 2567 รายได้รวม 2,902 ล้านบาท กำไรสุทธิ 369 ล้านบาท (+114%)
    ปี 2568 รายได้รวม 4,731 ล้านบาท กำไรสุทธิ 728 ล้านบาท (รายได้ +63% กำไร+97%)

สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่ารายได้ คือ อัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) ที่ขยับจาก 9.1% ในปี 2566 ขึ้นมาเป็น 15.4% ในปีล่าสุด ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงมากสำหรับธุรกิจร้านอาหารในยุคที่ต้นทุนวัตถุดิบและค่าแรงพุ่งสูงขึ้น

กุญแจสำคัญที่ทำให้ Sushiro กลายเป็นเจ้าตลาด ชนะคู่แข่งในไทย

เมื่อย้อนรอยเส้นทางของ Sushiro ในประเทศไทย จะเห็นได้ว่า นี่คือกรณีศึกษาการทำธุรกิจที่ผสมผสานระหว่าง ความเชื่อมั่นในแบรนด์ระดับโลกกับการปรับตัวให้เข้ากับจริตคนไทยได้อย่างลงตัวที่สุดแบรนด์หนึ่ง

เริ่มแรกแบรนด์ Sushiro ก่อตั้งขึ้นในปี 1984 ณ เมืองโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น ส่วนในประเทศไทย Sushiro เข้ามาเปิดสาขาแรกที่ CentralWorld เมื่อเดือนมีนาคมปี 2564 ภายใต้การบริหารของ “บริษัท ซูชิโร่ จีเอช (ประเทศไทย) จำกัด” ซึ่งเป็นการร่วมทุนของ “บริษัท Food & Life Companies Ltd.” (บริษัทแม่จากญี่ปุ่นโดยตรง) เพื่อควบคุมมาตรฐานอย่างใกล้ชิด ทั้งคุณภาพอาหาร เทคโนโลยีสายพาน และประสบการณ์การบริการให้เหมือนกับที่ญี่ปุ่น 100% ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้แบรนด์ประสบความสำเร็จไปทั่วโลก

Sushiro เข้ามาในประเทศไทยในช่วงที่ยังเผชิญกับสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งนับเป็นจังหวะเวลาที่ท้าทายที่สุด อย่างไรก็ตาม Sushiro สาขา Central World ที่ขึ้นชื่อว่าใหญ่ที่สุดในอาเซียนก็ได้สร้างปรากฏการณ์คิวเต็มตลอดทั้งวัน ความโหยหาการท่องเที่ยวในช่วงที่คนไทยไปญี่ปุ่นไม่ได้ Sushiro เข้ามาเติมเต็มช่องว่างนี้ด้วยประสบการณ์การกินซูชิเหมือนอยู่ในประเทศญี่ปุ่น ทั้งเสียงตะโกนทักทาย ระบบสายพาน และรสชาติที่ถอดแบบมาจากโอซาก้า

“Value for Money”

Sushiro วางแบรนด์ดิ้งและโพสิชันนิงเริ่มแรกในฐานะซูชิคุณภาพระดับพรีเมียมที่ราคาเข้าถึงได้ โดยมีจุดเด่นที่การรักษามาตรฐานของรสชาติ ความสดใหม่ การใช้ระบบจัดหาวัตถุดิบ (Global Sourcing) ร่วมกับบริษัทแม่ที่ญี่ปุ่นทำให้ได้ต้นทุนที่ต่ำกว่ารายย่อย ขณะที่คุณภาพเหนือกว่าร้านในราคาเดียวกัน นอกจากนี้ยังมอบความหลากหลายให้กับลูกค้าด้วยเมนูพิเศษที่ปรับเปลี่ยนตลอดเดือนทุกเดือน ทำให้ลูกค้าต้องกลับมาซ้ำบ่อยๆ (High Repeat Order) เพื่อลองเมนูใหม่ที่มีเฉพาะช่วงนี้เท่านั้น

อีกจุดเด่นสำคัญ คือ การตั้งโครงสร้างราคาที่ชาญฉลาด Sushiro แบ่งราคาอาหารตามสีจาน เริ่มตั้งแต่ 40 บาท ไปจนถึง 120 บาท ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าควบคุมงบประมาณได้ และกล้าที่จะหยิบจานราคาถูกหลายๆ จาน จนสุดท้ายยอดต่อบิล (Average Ticket Size) มักจะสูงกว่าที่ลูกค้าคาดไว้ตอนแรก

การขยายสาขาโดยเลือกปักหมุดในห้างชั้นนำ ไม่ใช่แค่ช่วยตอกย้ำภาพลักษณ์แบรนด์พรีเมียมที่เข้าถึงง่าย แต่ทำให้แบรนด์เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในวงกว้าง กลุ่มครอบครัวและคนวัยทำงาน ไม่จำกัดแค่กลุ่มพรีเมียม แต่ครอบคลุมกลุ่มแมสที่มองหาความคุ้มค่า

“Tech-Driven Restaurant”

Sushiro ไม่ใช่แค่ร้านอาหารแต่เป็นบริษัท Data Solution ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและการลงทุนเทคโนโลยีอย่างจริงจัง ทำให้แบรนด์สามารถควบคุมต้นทุนค่าแรงได้ดีกว่าร้านอาหารรูปแบบเดิม ปัจจัยสำคัญที่เปลี่ยนจากต้นทุนสู่กำไร

  • IC Chip ใต้จาน ทุกจานมีชิปติดตามข้อมูล ช่วยให้ร้านรู้ล่วงหน้าว่าลูกค้าจะหยิบอะไร และจานไหนที่ควรคัดออกเพื่อความสดใหม่
  • Big Data ระบบเก็บข้อมูลว่าในเวลานี้ ลูกค้ากี่คน ชอบกินอะไร เพื่อให้ครัวทำอาหารออกมาเติมบนสายพานได้อย่างแม่นยำและลดขยะอาหาร

Sushiro เป็นแบรนด์แรกๆ ที่ทำให้คนไทยคุ้นชินกับการจองคิวผ่านแอปอย่างจริงจัง ระบบนี้ช่วยแก้ปัญหาคิวยาว ซึ่งเป็น Pain Point ใหญ่ของร้านดัง ทำให้ลูกค้าบริหารเวลาได้ และลดการเสียโอกาสในการขาย และที่สำคัญยังทำให้แบรนด์สามารถเก็บ Data ลูกค้าเพื่อนำมาทำโปรโมชั่นที่ตรงจุดในภายหลัง

“Trust & Brand Heritage”

การนำ Sushiro เข้ามาในประเทศไทย ไม่ใช่การขายแฟรนไชส์ให้กลุ่มทุนไทย แต่เป็นการเข้ามาลงทุนเองโดยตรงจากบริษัทแม่ในญี่ปุ่น โดยมีคณะผู้บริหารของ Sushiro มืออาชีพที่เข้ามาวางระบบและควบคุมมาตรฐานอย่างใกล้ชิด ประกอบด้วย Mr. Masato Moriwaki (มาซาโตะ โมริวากิ) Managing Director (กรรมการผู้จัดการ) ของ บริษัท ซูชิโร่ จีเอช (ประเทศไทย) จำกัด แม่ทัพหลักที่ดูแลการขยายสาขาและสร้างปรากฏการณ์ความสำเร็จในไทยตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมา และ Mr. Tsukasa Yoshida (สึคาสะ โยชิดะ) อีกหนึ่งผู้บริหารระดับสูง (Managing Director) ที่มีบทบาทสำคัญในการวางรากฐานและนโยบายการบริหารงาน

ความเชี่ยวชาญในธุรกิจร้านอาหารในระดับสากลมีบทบาทสำคัญในการกำหนดยุทธศาสตร์ระดับโลก รวมถึงตลาดประเทศไทย ภายในระยะเวลา 5 ปี Sushiro ขยายสาขาแล้วกว่า 40 แห่ง ครอบคลุมทั้งกรุงเทพฯ ปริมณฑล และเริ่มรุกสู่หัวเมืองใหญ่ ส่งผลให้กำไรในที่ผ่านมา พุ่งสูงถึง 728 ล้านบาท ซึ่งเป็นการเติบโตที่พิสูจน์ให้เห็นว่า  ความสำเร็จตลอด 5 ปีเกิดจากกลยุทธ์ที่แม่นยำ  หากมีระบบที่ดีและแบรนด์ชัดต่อให้เศรษฐกิจซบเซาแค่ไหนก็ยังเป็นโอกาสทอง และเป็นเหตุผลที่ทำให้ Sushiro ดัน “โมเดลซูชิสายพานคุณภาพสูง” เอาชนะใจผู้บริโภคชาวไทยได้


ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ -   


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ