
ตลาดแรงงานในปี 2025 ทำให้โลกเข้าสู่ยุค “Hiring Recession” หรือการจ้างงานถดถอย นักเศรษฐศาสตร์ระบุว่า เป็นเพราะจำนวนการจ้างงานที่ลดน้อยลง และตำแหน่งงานที่เริ่มหายไป ส่งผลให้คนหางานได้ยากขึ้น และตกงานมากขึ้นในปีที่ผ่านมา
รายงานของ Heather Long หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จาก Navy Federal Credit Union ระบุว่า “ปี 2025 สหรัฐอเมริกาเข้าสู่ยุคการจ้างงานถดถอยแล้ว” ซึ่งสิ่งนี้จะกระทบกับทั้งกลุ่มผู้ใช้แรงงาน (Blue Collar) และกลุ่มพนักงานออฟฟิศ (White Collar)
ยอดของการจ้างงานปีที่ผ่านมาในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นมาราว 584,000 ตำแหน่ง (ตามข้อมูลของ Bureau of Labor Statistics) นับว่าเป็นปีที่ย่ำแย่ที่สุด โดยส่วนใหญ่แล้วการจ้างงานเกิดขึ้นก่อนเดือนเมษายนเสียด้วยซ้ำ
นอกจากนี้ การจ้างงานในสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ยังเป็นในกลุ่มงานสายดูแลสุขภาพ (Healthcare) อยู่ที่ราว 69% ของการจ้างงานทั้งหมด ทำให้เป็นเรื่องยากที่จะหาผู้ที่มีความรู้เฉพาะทางเข้าสู่ตลาดแรงงานได้ และการพึ่งพาเพียงอุตสาหกรรมเดียวในตลาดแรงงานมากถึงขนาดนี้ ยังส่งผลกระทบว่าในปี 2026 จะเกิดความไม่มั่นคงในตลาด
ขณะเดียวกัน แรงงานที่ไม่มีงานทำหรือคนที่ตกงานมีระยะเวลาที่ว่างงานยาวนานขึ้น โดยพบว่า 26% ไม่ได้ทำงานมาแล้วอย่างน้อย 6 เดือน เป็นตัวเลขที่สูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ปี 2022 และยังพบอีกว่าตัวเลขการจ้างงานในเดือนพฤศจิกายนร่วงลงมา 3.2% และนับว่าเป็นเรทที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2013
Nicole Bachaud นักเศรษฐศาสตร์แรงงานจากแพลตฟอร์ม ZipRecruiter กล่าวว่า “การว่างงานกลายเป็นสภาวะ ‘ถาวร’ มากกว่าที่จะเป็นการเปลี่ยนแปลงแบบชั่วคราวแล้ว”
แนวโน้มตลาดแตกต่างไปมากจากช่วงปี 2021-2022 ที่แรงงานส่วนใหญ่ใช้โอกาสช่วง “Great Resignation” ลาออกจากงาน เพื่อหาตำแหน่งที่ดีขึ้น ได้ผลตอบแทนดีขึ้น อย่างไรก็ตามในช่วงเวลานั้น นักเศรษฐศาสตร์มองว่า ไม่ยั่งยืนต่อตลาดในระยะยาว
ในช่วงที่ผู้คนทยอยลาออกกันจำนวนมากนั้น ทางธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) จึงได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อช่วยชะลอความร้อนแรงของตลาดแรงงานและควบคุมอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งในปี 2022 นั้นพุ่งสูงขึ้นถึงระดับสูงสุดในรอบสี่ทศวรรษ
อีกทั้งยังมีอีกหลายปัจจัยเข้ามาเสริมด้วย ทำให้สภาพแวดล้อมการจ้างงานอ่อนแอลงไปมาก ไม่ว่าจะเป็นนโยบายด้านเศรษฐกิจ อย่างภาษี ความไม่แน่นอนของธุรกิจ การจ้างงานที่มากเกินไปในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และยังมีเรื่องการจ้างงานพนักงานทั้งที่บริษัทยังลังเลว่าจะใช้ AI เข้ามาแทนที่หรือไม่
CNBC ระบุว่า ในช่วงครึ่งปีแรก 2026 ตลาดแรงงานจะยังคงชะลอตัวเรื่องการจ้างงาน และคาดว่าในครึ่งปีหลังจะเป็นช่วงที่เหมาะสมสำหรับการหางาน พร้อมกับแนะวิธีพิชิตใจนายจ้างสำหรับคนหางานไว้ดังนี้
ตลาดแรงงานกำลังเปลี่ยนจากการดูวุฒิการศึกษา ไปสู่สิ่งที่เรียกว่า Skills-based Hiring หรือการจ้างงานโดยดูจากทักษะและประสบการณ์จริงเป็นหลัก ข้อมูลจาก ZipRecruiter ระบุว่า 88% ของงานระดับเริ่มต้นไม่ระบุว่าต้องจบปริญญา และกว่า 70% ของคนที่เพิ่งได้งานใหม่มีวุฒิต่ำกว่าปริญญาตรี
หัวใจสำคัญคือ เรซูเม่ต้องเชื่อมโยงกับประกาศงานอย่างชัดเจน โดยเขียนให้เห็น Value ที่เคยสร้าง เช่น ใช้ทักษะด้าน X ช่วยองค์กรบรรลุผลลัพธ์ Y ไม่ใช่ประโยคกว้าง ๆ อย่าง มีมนุษยสัมพันธ์ดี ซึ่งแทบไม่ช่วยอะไรในปี 2026
ผู้เชี่ยวชาญจาก Indeed ยังแนะนำให้ใช้ AI ช่วยจับคีย์เวิร์ดจากประกาศงานมาใส่ในเรซูเม่ เพื่อให้ผ่านด่านระบบคัดกรองอัตโนมัติ (Applicant Tracking System หรือ ATS) ของบริษัท
การได้งานไม่ใช่เรื่องของการสมัครให้มากที่สุด แต่คือการเลือกสมัครให้ตรงจุด อุตสาหกรรมที่ยังมีความต้องการสูง ได้แก่
แม้จะไม่มีประสบการณ์ตรง เช่น ไม่เคยทำขายในสายสุขภาพมาก่อน แต่สามารถดึงทักษะที่ถ่ายโอนได้ เช่น ทักษะการขาย การสื่อสาร การเจรจา มาเล่าให้เห็นภาพ พร้อมเสริมใบรับรองหรือคอร์สสั้น ๆ เพื่ออุดช่องว่าง
เครือข่ายยังคงเป็นอาวุธลับของการหางาน ไม่ว่าจะมีงานอยู่แล้ว ว่างงาน หรืออยากเปลี่ยนงาน การพูดคุยกับเพื่อนร่วมวงการ การเข้ากลุ่มวิชาชีพ งานอีเวนต์ หรือแม้แต่การสร้างตัวตนบนโลกออนไลน์ ล้วนเพิ่มโอกาสได้งานก่อนประกาศจริง
ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่า “เรซูเม่หน้าเดียว” ไม่ใช่กฎตายตัว สิ่งสำคัญคือรูปแบบต้องอ่านง่าย เหมาะกับระบบ ATS เช่น ใช้โครงสร้างคอลัมน์เดียว มีหัวข้อชัดเจน ซึ่งโดยทั่วไปแล้วควรจะมีรายละเอียดอย่างเช่น ประสบการณ์ 5-10 ปี ใช้ได้ 2 หน้า มากกว่า 10 ปี อาจยาวถึง 3 หน้า และอย่าตัดประสบการณ์สำคัญทิ้ง เพียงเพราะกลัวเรซูเม่ยาวเกินไป
ที่มา: CNBC
ติดตามเพจ Facebook: Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ - https://www.facebook.com/ThairathMoney