
DKSH เผยไทยเป็นหนึ่งในตลาดที่ใหญ่ที่สุดของกลุ่มทั่วโลก ปัจจุบันมีพนักงานและบุคลากรผู้เชี่ยวชาญเกือบ 7,000 คน ดูแลแบรนด์คู่ค้า และซัพพลายเออร์กว่า 840 แบรนด์ ครอบคลุมจุดจำหน่ายมากกว่า 135,000 แห่ง เดินหน้าขยายธุรกิจ 4 กลุ่มหลัก ได้แก่สินค้าอุปโภคบริโภค ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ วัตถุดิบอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี พร้อมยกระดับบริการด้านการตลาดการขาย และระบบซัพพลายเชน ตั้งเป้าปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593
นางสาวภรณี ดาลิลีโอ หัวหน้าคณะผู้บริหารและรองประธานฝ่ายการเงิน บริษัท ดีเคเอสเอช (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทมีจุดเริ่มต้นการดำเนินธุรกิจในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2449 ภายใต้ชื่อดีทแฮล์ม จากพนักงานเพียง 6 คน ปัจจุบันมีพนักงานและบุคลากรผู้เชี่ยวชาญเกือบ 7,000 คน ดูแลแบรนด์คู่ค้าและซัพพลายเออร์กว่า 840 แบรนด์ ผ่านเครือข่ายและบริการจนมีบทบาทเป็นพันธมิตรด้านการขยายตลาด หรือ Market Expansion Services ให้แก่แบรนด์ไทยและต่างประเทศ
บริการดังกล่าวครอบคลุมตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ วิเคราะห์ข้อมูลตลาด การตลาด การขาย และบริหารหน้าร้าน ไปจนถึงโลจิสติกส์ คลังสินค้า การกระจายสินค้า และบริการหลังการขาย เพื่อสนับสนุนการนำสินค้าและบริการเข้าสู่ตลาด ตลอดจนขยายการเข้าถึงลูกค้าในช่องทางต่าง ๆ
สำหรับธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภค บริษัทกระจายสินค้าไปยังจุดจำหน่ายกว่า 120,000 แห่งทั่วประเทศ ผ่านทีมขายและการตลาดภาคสนามกว่า 2,000 คน ครอบคลุมตั้งแต่ห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ไปจนถึงร้านค้าชุมชน โดยให้บริการทั้งการขาย การตลาด การบริหารหน้าร้าน และการกระจายสินค้า
นอกจากนี้ ยังขยายบริการคลังสินค้าและการจัดส่งสำหรับอีคอมเมิร์ซ รองรับทั้งการให้บริการระหว่างธุรกิจกับธุรกิจ หรือ B2B และระหว่างธุรกิจกับผู้บริโภค หรือ B2C เพื่อสนับสนุนแบรนด์คู่ค้าในการจำหน่ายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ควบคู่กับเครือข่ายค้าปลีก
ส่วนธุรกิจผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ดูแลการกระจายสินค้ากว่า 35,000 รายการ ไปยังโรงพยาบาล คลินิก และร้านขายยากว่า 40,000 แห่งใน 77 จังหวัด ครอบคลุมยาและเครื่องมือแพทย์ที่ต้องอาศัยระบบจัดเก็บและขนส่งตามข้อกำหนดของผลิตภัณฑ์
บริษัทใช้ระบบขนส่งควบคุมอุณหภูมิ หรือ Cold Chain ควบคู่กับเทคโนโลยีบริหารคลังสินค้าอัตโนมัติ เพื่อสนับสนุนการจัดเก็บและกระจายผลิตภัณฑ์สุขภาพ รวมถึงรองรับการจัดส่งที่ต้องการความรวดเร็ว
ขณะที่ธุรกิจวัตถุดิบอุตสาหกรรม ทำงานร่วมกับผู้ผลิตกว่า 1,500 ราย ผ่านศูนย์นวัตกรรม 8 แห่งในประเทศไทย เพื่อสนับสนุนการพัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์สำหรับอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่ม ยา เครื่องสำอาง และสินค้าอุปโภคบริโภค โดยมีบทบาทตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบไปจนถึงการร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์
ด้านธุรกิจเทคโนโลยี จัดหาเครื่องมือตรวจวัดและวิเคราะห์ให้แก่โรงงานผลิตอาหารกว่า 900 แห่งทั่วประเทศ รวมถึงสนับสนุนเทคโนโลยีด้านการแพทย์ การวิจัยและพัฒนายาและวัคซีน ตลอดจนอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ พร้อมบริการหลังการขาย
นางสาวภรณีกล่าวว่า การดำเนินธุรกิจในระยะต่อไปจะให้ความสำคัญกับการพัฒนาประสิทธิภาพซัพพลายเชนควบคู่กับการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยบริษัทตั้งเป้าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593 พร้อมขยายการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ เพิ่มรถขนส่งไฟฟ้า และพัฒนาระบบกระจายสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ในด้านบุคลากร บริษัทระบุว่า ผู้หญิงมีสัดส่วน 47% ของพนักงานในตำแหน่งบริหาร และได้รับการรับรอง Great Place to Work ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 รวมถึงได้รับรางวัลด้านองค์กรและประสบการณ์พนักงานจาก HR Asia Awards 2025