
ในสายตาแฟนคลับ “อิน–สาริน รณเกียรติ” คือพระเอกหนุ่มหล่อหน้าใสที่มีรอยยิ้มหวานๆเป็นอาวุธ แต่เบื้องหลังเขายังเป็นนักธุรกิจหนุ่มที่มีความคิดเฉียบคม เป็นเจ้าของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และผู้ร่วมก่อตั้งอาณาจักรอาหารและขนมหวานที่กำลังเติบโต จากจุดเริ่มต้นเพียง 4 ชีวิต สู่พนักงานกว่า 200 คน มีรายได้ปีล่าสุดถึง 240 ล้านบาท!!
ที่น่าสนใจกว่านั้น “อิน” ไม่ได้มองธุรกิจอาหารเป็นแค่รายได้เสริมของคนดัง แต่วางหมากไกลถึงการสร้าง House of Brands อาณาจักรแบรนด์อาหารหลากหลายทั้งนำเข้าแบรนด์ต่างประเทศ และส่งแบรนด์ไทยบุกตลาดอาเซียน!! ฟังดูเหมือนฝันใหญ่เกินตัว แต่เมื่อได้พูดคุยถึงเส้นทางชีวิตและวิธีทำธุรกิจ พบว่าหนุ่มหล่อคนนี้มุ่งสร้างรากฐานให้ธุรกิจเติบโตได้ด้วยคุณภาพและคุณค่าของสินค้า โดยไม่ต้องอาศัยชื่อเสียงตัวเอง ซึ่งรากฐานธุรกิจนั้นไม่ได้เริ่มจากแสงไฟในสตูดิโอ แต่เริ่มจากการเดินตามหลัง“อากง” และคุณพ่อตั้งแต่วัย 10 ขวบ!!
“อิน” เติบโตมากับครอบครัวที่ทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ทั้งโกดัง อพาร์ตเมนต์ และพื้นที่ให้เช่าในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด จึงได้เรียนรู้การประเมินทำเลและศักยภาพของที่ดิน สิ่งที่จดจำได้แม่นคือวิธีวัดขนาดที่ดินของอากงด้วยการนับก้าวเดิน ขณะที่คุณพ่อสอนทั้งการเขียนสัญญา กฎหมายอสังหาริมทรัพย์ การทำบัญชี และการแก้ปัญหาที่ดินตาบอดให้กลับมามีมูลค่า
ความรู้เหล่านี้ค่อยๆซึมซับก่อนต่อยอดด้วยการเรียนสถาปัตยกรรมศาสตร์ หลักสูตรนานาชาติ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ฝึกให้คิดวิเคราะห์อย่างมีเหตุผล เข้าใจตัวเลข และบริหารจัดการเป็นระบบ เขาจึงไม่ได้มองเพียงว่าที่ดินมีราคาเท่าไร แต่คิดว่าจะใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์และสร้างรายได้สูงสุดอย่างไร
บทเรียนธุรกิจจริงเริ่มขึ้นเมื่อคุณพ่อมอบหมายให้เขาบริหารพื้นที่ 2 ไร่ครึ่ง ย่านเจริญนคร ตั้งแต่อายุเพียง 21ปี ยังเรียนอยู่จุฬาฯปี 4 ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่เขาเพิ่งก้าวเข้าสู่วงการบันเทิงโดยเล่นละครกับช่อง 3 โจทย์สำคัญคือทำเลเจริญนครที่ลูกค้าต้องตั้งใจเดินทางมา ไม่ใช่พื้นที่ที่มีคนเดินผ่านตลอดเวลา ช่วงแรกเขาจัดสรรพื้นที่เป็นคอมมูนิตี้มอลล์ โครงการ OURS ให้ร้านค้ามาเช่า พร้อมจับมือพาร์ตเนอร์ “ไท้–วสุวัส คูหาเปรมกิจ” สร้างธุรกิจอาหาร เบเกอรีและขนมหวาน คือร้าน Holiday Pastry ที่พัฒนาเมนูร่วมกับเชฟชื่อดังจากนิวยอร์ก เพื่อเป็นแม่เหล็กดึงดูดลูกค้ามาเข้าโครงการ
ท่ามกลางวิกฤติโควิด-19 และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป เขาจึงปรับพื้นที่ส่วนหนึ่งเป็น Delivery Hub หรือครัวกลาง รองรับแบรนด์ร้านอาหารต่างๆที่ต้องการส่งสินค้าไปให้ลูกค้าย่านสาทร-สีลม โดยคิดค่าเช่าถูกกว่าห้างสรรพสินค้าถึง 4 เท่า ช่วยลดต้นทุนผู้ประกอบการ และผลักดันอัตราการเช่าพื้นที่ (Occupancy Rate) ขึ้นไปถึง 80-90%
นี่คือบทเรียนสำคัญ แทนที่จะฝืนเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคให้เดินทางมาหา เขากลับเลือกเปลี่ยนรูปแบบการใช้พื้นที่ให้ตอบโจทย์ตลาดดีลิเวอรีที่เติบโตอย่างรวดเร็ว!!
ที่น่าสนใจคือ สองหนุ่มไม่ได้คิดเปิดร้านใหม่เพียงเพราะกระแสกำลังมา แต่มองหา “ช่องว่างในตลาด” เพื่อสร้างแบรนด์ให้เป็นตัวเลือกแรกในใจผู้บริโภค อย่างร้านทาร์ตไข่ “YOLK” ที่เกิดขึ้นหลังเดินทางไปเที่ยวไต้หวันและมาเก๊า เห็นทาร์ตไข่ขายดีทั้งคนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวรุมซื้อ ขณะที่ไทยยังไม่มีแบรนด์เจ้าตลาด เขาจึงกลับมาพัฒนาสูตรตั้งเป้าเป็น Top of Mind ด้วยรสชาติและวัตถุดิบคุณภาพ เมื่อผู้บริโภคอยากกินทาร์ตไข่ต้องคิดถึง YOLK
ในที่สุด “YOLK” ที่มีทาร์ตไข่เป็น Product Hero เปิดสาขาแรกที่บรรทัดทองก็สร้างปรากฏการณ์ลูกค้าต่อคิวยาวเป็นหางว่าว ถึงขนาดต้องจ้างคนมาเข้าคิวซื้อ ปัจจุบันยังคงขายดีแม้ขยายแล้ว 11 สาขา และยังรุกเข้าไปวางขายใน 7–11 บางสาขาด้วย
ล่าสุด “อิน” และพาร์ตเนอร์ เปิดร้านก๋วยเตี๋ยวต้มยำ “เส้นพาณิช” สาขาแรกที่สยามพารากอน โดยหยิบสูตรลับกว่า 80 ปีของอาม่าคุณไท้ที่ปรุงให้ลูกหลาน แขกคนสำคัญและลูกค้าร้านทองของครอบครัวรับประทานจนติดอกติดใจ มาพัฒนาร่วมกับ “เชฟชื่อดัง” ยกระดับด้วยเส้นบะหมี่ไข่สูตรพิเศษ หมูสันคอไร้มัน และน้ำซุปกระดูกหมูคอลลาเจนกลายเป็นอาหารจานที่มีเรื่องราวเพื่อเสิร์ฟลูกค้าชาวไทยและต่างชาติ!!
ทั้งคู่วางโครงสร้างธุรกิจแบบ Holding Company ภายใต้กลุ่ม The Holiday Group แยกธุรกิจตามประเภทสินค้า โดย“อิน”รับบทCCO และ Business Development ดูแลการค้า แบรนดิ้ง การตลาดและแสวงหาโอกาสใหม่ๆ ส่วน “คุณไท้” ดูแลระบบบริหารหลังบ้านพร้อมวางโมเดล Revenue Streams สร้างรายได้ทั้งหน้าร้าน (Offline)ออนไลน์(Online) พรีออเดอร์ (Pre-order) บริการจัดเลี้ยง (Catering) ชุดอาหารว่าง(Snack Box) สปอนเซอร์ (Sponsorship) การวางขายใน 7-Eleven เพื่อเพิ่มช่องทางเข้าถึงผู้บริโภคโดยไม่ต้องพึ่งพาหน้าร้านเพียงอย่างเดียว
อีกแนวคิดที่น่าสนใจคือ “อิน” เล่าว่า การวางตัวเองเป็น “Curator” หรือนักคัดสรร แทนที่จะพยายามเก่งทุกอย่างด้วยตัวเอง แต่เลือกดึงคนเก่ง เชฟฝีมือดี และผู้เชี่ยวชาญแต่ละด้านมาร่วมพัฒนาสินค้าที่ดีที่สุด ถือเป็นแนวคิดที่น่าสนใจของคนรุ่นใหม่ที่มองว่าผู้ประกอบการไม่จำเป็นต้องทำอาหาร ออกแบบ หรือทำการตลาดเก่งที่สุด แต่ต้องรู้จักเลือกคนที่เหมาะสมมาร่วมสร้างธุรกิจ และมีวิสัยทัศน์ชัดเจนว่าจะพาแบรนด์ไปทางไหน
เมื่อถามถึงความสำเร็จและเป้าหมาย “อิน” ในวัย 31 ปี บอกว่า ประสบการณ์กว่า 10 ปีที่ผ่านมาเป็นเพียงจุดเริ่มต้น หากนับความสำเร็จจาก 1–10 วันนี้เขาเพิ่งอยู่ที่ 2–3 ที่ผ่านมาคือการเรียนรู้ ลองผิดลองถูกสั่งสมประสบการณ์จนมีพื้นฐานที่ดี และหลังจากนี้หวังจะเห็นการเติบโตแบบก้าวกระโดด ด้วยแผน “Mission to the Moon 2030” ที่เขาตั้งเป้าผลักดัน The Holiday Group สู่ House of Brands เต็มรูปแบบภายในปี 2573 ที่ไม่จำกัดเพียงการสร้างแบรนด์ของตัวเอง แต่รวมถึงการซื้อ-ควบรวมกิจการ (M&A) และการนำเข้าแบรนด์อาหารต่างประเทศ ที่สำคัญคือการผลักดันแบรนด์ของ The Holiday Group ออกไปเติบโตในตลาดต่างประเทศโดยเฉพาะเอเชียแปซิฟิก
ท่ามกลางบทบาทนักธุรกิจที่ต้องรับผิดชอบมากมาย “อิน สาริน” ทิ้งท้ายว่า เขายังคงรักงานแสดงในวงการบันเทิง เพราะงานแสดงกับธุรกิจไม่ใช่สิ่งที่ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่เป็นสองโลกที่ช่วยเติมเต็มกันทั้งศิลปะ ความคิดสร้างสรรค์ รสนิยม และทักษะการทำงานร่วมกับผู้คน
ที่ผ่านมาเขาบริหารเวลาทำงานทั้งสองด้านมาตั้งแต่อายุ 20-21ปี จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต และไม่ว่าจะอยู่ในฐานะนักแสดงหรือผู้ประกอบการ สิ่งสำคัญที่ยึดมั่นคือความตั้งใจเต็มร้อยในทุกงานความสม่ำเสมอ และการทำงานเป็นทีม ซึ่งเขามั่นใจว่าเป็นคุณสมบัติสำคัญที่จะนำไปสู่ความสำเร็จทั้งบทบาทนักแสดงและนักธุรกิจ!!
เลดี้แจน
คลิกอ่านคอลัมน์ “Business on my way” เพิ่มเติม