
เบื้องหลังลุคสุดไวรัลของ Zendaya บนพรมแดง ไม่ว่าจะเป็นชุดเกราะหุ่นยนต์จาก Mugler ในงานโปรโมตภาพยนตร์ Dune: Part Two หรือแฟชั่นที่ได้รับแรงบันดาลใจจากกีฬาเทนนิสใน Challengers มีชายคนหนึ่งที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จเหล่านั้น เขาคนนั้น คือ “Law Roach” สไตลิสต์ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในผู้ทรงอิทธิพลที่สุดของวงการแฟชั่นโลก
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เขาเพิ่งเดินทางมาประเทศไทยเพื่อเป็นแขกคนสำคัญร่วมงานแฟชั่นโชว์ของแบรนด์ไทย พร้อมกับเป็นสปีกเกอร์ในงาน Business of Luxury Summit ด้วยเช่นกัน ทำให้ภาพของประเทศเรากลายเป็นอีกหมุดหมายของวงการแฟชั่นลักซ์ชูรี่ระดับโลก
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้เรื่องราวของ Law Roach น่าสนใจ ไม่ได้มีเพียงความสามารถในการเปลี่ยนคนดังให้กลายเป็นแฟชั่นไอคอนเท่านั้น แต่เป็นวิธีที่เปลี่ยนภาพของอาชีพสไตลิสต์ จากเดิมที่มีรายได้จากการรับจ้างเลือกเสื้อผ้าเป็นครั้ง ๆ ให้กลายเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้ระดับหลายล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี
จากจุดเริ่มต้นของการเปิดร้านขายเสื้อผ้ามือสองที่ชิคาโกเพราะความชอบส่วนตัว สู่การทำงานกับคนดังระดับโลก ก่อนขยายธุรกิจให้เป็นมากกว่าแค่เรื่องของแฟชั่น ไปสู่การให้คำปรึกษามหาเศรษฐี ครีเอทีฟ งานโฆษณา รายการโทรทัศน์ การออกแบบสินค้า และแพลตฟอร์มการศึกษา
Law Roach คือภาพที่ทำให้เราเห็นว่า ในโลกที่ชื่อเสียงและภาพลักษณ์สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มหาศาล คนที่อยู่เบื้องหลังการสร้างภาพลักษณ์ก็สามารถสร้างอาณาจักรธุรกิจของตัวเองได้เช่นกัน
บทความนี้ Thairath Money ใน How to Make Money จะมาชวนถอดเส้นทางสร้างความมั่งคั่งของ Law Roach คนที่ไม่ได้ขายแค่ความสามารถในการแต่งตัว แต่ขายความเชี่ยวชาญในการสร้างมูลค่าให้คนดัง พร้อมกลยุทธ์ที่ทำให้ก้าวข้ามจากงานรับจ้างในวงการแฟชั่น มาเป็นผู้กำหนดเงื่อนไขทางธุรกิจด้วยตัวเอง
ขอพาย้อนกลับไป Lawrence “Law” Roach เกิดเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 1978 เติบโตในย่านเซาท์ไซด์ ของเมืองชิคาโก สหรัฐอเมริกา เป็นลูกคนโตจากพี่น้องทั้งหมด 5 คน โดยมีแม่เลี้ยงเดี่ยวและคุณยายเป็นผู้เลี้ยงดูมาโดยตลอด
จุดเริ่มต้นความสนใจด้านแฟชั่นของเขาไม่ได้มาจากการเรียนในสถาบันออกแบบชื่อดัง แต่เกิดจากการเดินเลือกซื้อเสื้อผ้ามือสองกับคุณยายทุกสัปดาห์ เลยเป็นที่มาให้เขาได้รู้จักกับคุณค่าของเสื้อผ้าเก่า เรียนรู้ทั้งคุณภาพเนื้อผ้า เทคนิคการตัดเย็บ และเอกลักษณ์ของแฟชั่นแต่ละยุคสมัย
ที่น่าสนใจคือ Law Roach ไม่ได้เรียนจบด้านแฟชั่น แต่สำเร็จการศึกษาด้านจิตวิทยาจาก Chicago State University ก่อนทำงานด้านสุขภาพจิตและสังคมสงเคราะห์เป็นเวลากว่า 2 ปี จนประสบการณ์ในด้านนี้ กลายเป็นพื้นฐานสำคัญของวิธีคิดในการทำงานด้านแฟชั่นในเวลาต่อมา
เพราะสำหรับเขาการเลือกเสื้อผ้าไม่ได้มีเป้าหมายเพียงทำให้คนคนหนึ่งดูดี แต่ยังต้องเข้าใจบุคลิก ความไม่มั่นใจ และภาพลักษณ์ที่คนคนนั้นต้องการสื่อสารออกไป เขาจึงมองแฟชั่นเป็นเครื่องมือช่วยสร้างความมั่นใจ และเปลี่ยนวิธีที่ผู้คนมองตัวเอง มากกว่าการเลือกเสื้อผ้าให้เข้ากันเท่านั้น
จนกระทั่งปี 2009 เขาตัดสินใจเปลี่ยนความชื่นชอบเสื้อผ้ามือสองให้กลายเป็นธุรกิจ ด้วยการเปิดร้าน “Deliciously Vintage” ในย่านพิลเซน ในชิคาโก ร่วมกับหุ้นส่วน Siobhan Strong
โมเดลธุรกิจของร้านนั้นค่อนข้างเรียบง่าย แต่กลับสร้างกำไรได้มหาศาล นั่นคือ การเลือกซื้อเสื้อผ้าวินเทจและเสื้อผ้าดีไซเนอร์จากยุค 1970-1980 ในราคาถูก ก่อนนำมาปรับแก้รายละเอียด แล้วขายต่อในราคาที่สูงขึ้น ซึ่งสินค้าบางรายการสามารถสร้างอัตรากำไรได้มากกว่า 1,000% เลยทีเดียว
แต่แล้ว จุดเปลี่ยนสำคัญก็มาถึง ในปีเดียวกันนั้น Kanye West ศิลปินและโปรดิวเซอร์ชื่อดัง เดินทางมาซื้อเสื้อผ้าที่ร้านของเขา ซึ่งการปรากฏตัวของ Kanye West ทำให้ร้านได้รับความสนใจจากสื่อและช่างภาพปาปารัสซีอย่างมาก จนทำให้ชื่อเสียงของ Law Roach เริ่มเป็นที่รู้จักในวงการแฟชั่น ก่อนขยายธุรกิจด้วยการเปิดสาขาที่สองในย่านฮาร์เลม ในมหานครนิวยอร์ก
จากร้านขายเสื้อผ้ามือสอง ธุรกิจของเขาเริ่มกลายเป็นแหล่งจัดหาเสื้อผ้าวินเทจหายากให้กับสไตลิสต์ที่ทำงานกับคนดัง ทั้งในมิวสิกวิดีโอและนิตยสารแฟชั่น เลยทำให้เขาเห็นโอกาสทางธุรกิจที่ใหญ่กว่ามาก
เขาพบว่า คนที่นำเสื้อผ้าจากร้านของเขาไปใช้ สามารถสร้างรายได้จากการทำงานกับคนดังได้มากกว่าการขายเสื้อผ้าเพียงอย่างเดียว นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนจากเจ้าของร้านเสื้อผ้า ไปสู่การเป็นสไตลิสต์ที่ทำงานกับคนดังโดยตรง
ต่อมาในปี 2011 เป็นปีที่ Law Roach ได้รู้จักกับ Zendaya นักแสดงจาก Disney Channel ซึ่งขณะนั้นมีอายุเพียง 14 ปี แต่การทำความรู้จักครั้งนี้มาพร้อมกับความท้าทายสำคัญคือ ตอนนั้น Zendaya ยังไม่ได้เป็นนักแสดงระดับแถวหน้าของฮอลลีวูด ทำให้แบรนด์แฟชั่นหรูส่วนใหญ่ไม่สนใจสนับสนุนเสื้อผ้าให้เธอ
แทนที่จะรอให้แบรนด์ใหญ่ยอมรับ Law Roach กลับเลือกใช้กลยุทธ์ที่แตกต่างออกไป ด้วยการนำชุดที่เคยมีคนดังระดับโลกสวมใส่มาแล้ว ให้ Zendaya ใส่อีกครั้ง เป้าหมายคือทำให้เธอถูกนำไปเปรียบเทียบในคอลัมน์บันเทิงอย่าง “Who Wore It Best?” หรือ “ใครใส่ชุดนี้ได้ดีกว่ากัน?”
และแม้จะเป็นเพียงการเปรียบเทียบชุด แต่กลยุทธ์นี้กลับช่วยให้ Zendaya ได้รับพื้นที่สื่อระดับประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยไม่ต้องเสียเงินซื้อโฆษณาหรือรอการสนับสนุนจากแบรนด์หรูเลยแม้แต่น้อย
จนต่อมาในปี 2014 เขาก็ได้ย้ายไปอาศัยที่ลอสแอนเจลิสอย่างถาวร และเริ่มปรับทิศทางการทำงาน โดยลดการรับงานกับศิลปินเพลง แล้วหันมาให้ความสำคัญกับนักแสดงภาพยนตร์และโทรทัศน์มากขึ้น
เหตุผลคือ แม้งานของศิลปินเพลงจะมีงบประมาณสูงกว่า แต่ส่วนใหญ่เป็นงานระยะสั้น ๆ แต่การทำงานกับนักแสดงเปิดโอกาสให้สร้างภาพลักษณ์ระยะยาวผ่านงานประกาศรางวัล งานพรมแดง และการเดินสายโปรโมตภาพยนตร์ที่มีต่อเนื่อง
จุดนี้ Law Roach ยอมรับค่าตอบแทนที่ต่ำกว่าในช่วงแรก เพื่อสะสมชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือ ซึ่งสามารถนำไปต่อยอดสู่สัญญาโฆษณาและการร่วมงานกับแบรนด์หรูในอนาคต จนกลยุทธ์นี้กลายเป็นรากฐานสำคัญของโมเดลธุรกิจที่เขาสร้างขึ้นในเวลาต่อมา
หนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ Law Roach แตกต่างจากสไตลิสต์ทั่วไป คือการมองว่าการแต่งตัวของคนดังไม่ได้เป็นแค่เรื่องของความสวยงาม แต่เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การสร้างแบรนด์
โดยกลยุทธ์สำคัญที่ทำให้ชื่อของเขาโด่งดังที่สุด คือ การทำงานร่วมกับ Zendaya ผ่านแนวคิด Method Dressing หรือก็คือ การนำธีมและเรื่องราวของภาพยนตร์มาเชื่อมโยงกับเสื้อผ้าที่นักแสดงสวมใส่ระหว่างเดินสายโปรโมต เพื่อทำให้แฟชั่นกลายเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือประชาสัมพันธ์ภาพยนตร์
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือภาพยนตร์ Dune: Part Two ในปี 2024 ซึ่ง Zendaya ปรากฏตัวในชุดเกราะหุ่นยนต์โลหะจากคอลเลกชัน Fall/Winter 1995 ของ Thierry Mugler โดยชุดนี้ไม่ได้สร้างแค่ความตื่นตาตื่นใจบนพรมแดง แต่ยังเป็นการบรรยายถึงบรรยากาศโลกอนาคตของภาพยนตร์ ทำให้ภาพของ Zendaya ถูกพูดถึงไปทั่วโลก
เช่นเดียวกับการโปรโมต Challengers ในปีเดียวกัน เขานำแรงบันดาลใจจากกีฬาเทนนิสมาสร้างสรรค์แฟชั่นให้ Zendaya ผ่านการร่วมงานกับแบรนด์อย่าง Loewe และ Thom Browne รวมถึงรองเท้าส้นสูงที่มีรายละเอียดคล้ายลูกเทนนิส
ผลลัพธ์ของกลยุทธ์นี้ไม่ได้วัดได้เพียงจำนวนคนกดไลก์หรือแชร์เท่านั้น แต่ยังสามารถประเมินเป็นมูลค่าทางการตลาดได้อีกด้วย
ข้อมูลจาก Launchmetrics บริษัทวิเคราะห์ประสิทธิภาพการตลาดแบรนด์หรู ระบุว่า การปรากฏตัวของ Zendaya สามารถสร้าง Media Impact Value หรือ MIV ได้หลายสิบล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยหนึ่งในลุคของ Schiaparelli สร้างมูลค่าผลกระทบทางสื่อประมาณ 21.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายใน 7 วัน
แม้ตัวเลขดังกล่าวไม่ใช่รายได้จริง แต่มันทำให้เห็นว่า การแต่งตัวบนพรมแดงเพียงครั้งเดียว สามารถสร้างมูลค่าการประชาสัมพันธ์ได้มหาศาล และในบางกรณีอาจมีผลกระทบทางสื่อมากกว่าแคมเปญโฆษณาที่ใช้งบประมาณหลายล้านดอลลาร์สหรัฐ
นี่คือสิ่งที่ Law Roach ใช้เป็นจุดขายสำคัญ เพราะเขาไม่ได้เพียงทำให้คนดังดูดี แต่สามารถสร้างกระแส ความสนใจ และมูลค่าทางการตลาดให้กับทั้งคนดังและแบรนด์ที่เกี่ยวข้อง
แม้ภาพลักษณ์ของสไตลิสต์ระดับโลกจะดูหรูหรา แต่ในความเป็นจริง งานพรมแดงไม่ได้เป็นธุรกิจที่ทำกำไรสูงเสมอไป
บางครั้งสตูดิโอภาพยนตร์จัดสรรงบประมาณให้สไตลิสต์เพียงประมาณ 1,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อการปรากฏตัวหนึ่งครั้งเท่านั้น ขณะที่ต้นทุนจริงยังรวมถึงการจัดหาเสื้อผ้า การปรับแก้ชุด ค่าจ้างทีมงาน การขนส่ง และค่าประกันเสื้อผ้าหายาก และเมื่อหักค่าใช้จ่ายทั้งหมด งานบางครั้งอาจแทบไม่เหลือกำไร หรือถึงขั้นขาดทุน
แต่สำหรับ Law Roach นี่ไม่ใช่ปัญหา เพราะเขาไม่ได้มองงานพรมแดงเป็นแหล่งรายได้หลัก ตรงกันข้าม เขาใช้กลยุทธ์ที่เรียกว่า Loss Leader หรือการยอมทำกิจกรรมที่มีกำไรต่ำหรือขาดทุน เพื่อสร้างโอกาสทำรายได้จากธุรกิจอื่นที่มีมูลค่าสูงกว่า
ทุกครั้งที่ Zendaya ปรากฏตัวในชุดที่กลายเป็นไวรัล ชื่อของ Law Roach จะถูกพูดถึงไปพร้อมกัน ทำให้เขาได้รับความสนใจจากแบรนด์แฟชั่น บริษัทโฆษณา และลูกค้าระดับมหาเศรษฐี ชื่อเสียงนี้จึงทำหน้าที่เสมือนเครื่องมือการตลาดที่ช่วยดึงดูดลูกค้าใหม่ โดยไม่จำเป็นต้องซื้อพื้นที่โฆษณาด้วยตัวเอง
รายได้สำคัญของเขาจึงไม่ได้มาจากการจัดชุดพรมแดง แต่เกิดจากการเปลี่ยนชื่อเสียงเหล่านั้นให้กลายเป็นสัญญาทางธุรกิจที่มีมูลค่าสูงกว่า
โดยเบื้องหลังภาพจำการเป็นสไตลิสต์ของ Zendaya ธุรกิจของ Law Roach มีรายได้จากหลายช่องทาง โดยสามารถแบ่งออกเป็น 6 กลุ่มสำคัญ
หนึ่งในธุรกิจที่ทำเงินมากที่สุดของ Roach กลับไม่ใช่งานในฮอลลีวูด แต่เป็นบริการสไตลิสต์ส่วนตัวสำหรับกลุ่ม Ultra-High-Net-Worth Individuals หรือ UHNWI
เขาเริ่มรับลูกค้ากลุ่มนี้ราวปี 2017 โดยมุ่งเน้นบุคคลที่มีสินทรัพย์สุทธิระดับหลายร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐขึ้นไป เช่น Gustav Magnar Witzøe ทายาทธุรกิจอุตสาหกรรมชาวนอร์เวย์ และ Jaime Xie นักธุรกิจหญิงชาวอเมริกัน
บริการของ Roach ไม่ได้จำกัดอยู่ที่การเลือกเสื้อผ้า แต่ครอบคลุมการจัดหาเสื้อผ้า Haute Couture หายาก การสร้างคลังสะสมเสื้อผ้าส่วนตัว ไปจนถึงการจัดหาที่นั่งแถวหน้าในแฟชั่นโชว์ระดับโลก ซึ่งธุรกิจนี้ใช้รูปแบบการว่าจ้างระยะยาว และเป็นแหล่งรายได้ที่มีอัตรากำไรสูงที่สุดของเขา
อีกหนึ่งแหล่งรายได้สำคัญคืองานสไตลิ่งสำหรับแคมเปญโฆษณาของบริษัทขนาดใหญ่ โดยเขาทำงานกับแบรนด์อย่าง Lancôme, Valentino, Bulgari, Max Factor และ Smartwater โดยเฉลี่ยประมาณ 13 แคมเปญใหญ่ต่อปี
งานกลุ่มนี้มีงบประมาณสูงกว่างานพรมแดง และเปิดโอกาสให้เขาได้รับค่าตอบแทนระดับพรีเมียมจากความสามารถในการสร้างภาพลักษณ์ที่ตอบโจทย์แบรนด์
Law Roach ขยายชื่อเสียงจากเบื้องหลังวงการแฟชั่นไปสู่การเป็นบุคคลในวงการบันเทิง ด้วยการรับหน้าที่กรรมการในรายการ America's Next Top Model ซีซัน 23-24 และ Legendary ซีซัน 1-3 รวมถึงปรากฏตัวในรายการ RuPaul’s Drag Race และ Project Runway
นอกจากค่าตอบแทนจากรายการแล้ว การปรากฏตัวบนหน้าจอยังช่วยให้เขาเป็นที่รู้จักในวงกว้าง และเพิ่มโอกาสต่อยอดไปสู่ธุรกิจที่เข้าถึงผู้บริโภคทั่วไป
เขาไม่ได้หยุดอยู่ที่การเลือกเสื้อผ้าของดีไซเนอร์คนอื่น แต่ขยายบทบาทไปสู่การร่วมออกแบบสินค้าและกำหนดทิศทางสร้างสรรค์ของแบรนด์
โดยมีผลงานสำคัญ คือ Daya by Zendaya ในปี 2015-2016 ซึ่งเป็นแบรนด์รองเท้าและเสื้อผ้าที่เน้นราคาจับต้องได้และไซซ์ที่หลากหลาย ต่อมาในปี 2019 เขาทำหน้าที่ Creative Director ให้กับ Tommy x Zendaya ซึ่งมีแฟชั่นโชว์สำคัญทั้งในปารีสและนิวยอร์ก โดยได้รับแรงบันดาลใจจากซูเปอร์โมเดลผิวดำในยุค 1970
นอกจากนี้ ยังมีการร่วมออกแบบคอลเลกชันกับ Hervé Léger ในปี 2022 และการทำงานในฐานะผู้ร่วมสร้างสรรค์และที่ปรึกษาให้กับ Zendaya x On Running ระหว่างปี 2024-2026
งานลักษณะนี้เปิดโอกาสให้เขาสร้างรายได้จากค่าจ้างด้านความคิดสร้างสรรค์ รวมถึงค่าลิขสิทธิ์ที่เชื่อมโยงกับยอดขายสินค้า
ปลายปี 2023 เขาและ Kent Belden ซีอีโอของ The Only Agency เข้าซื้อกิจการ School of Style แพลตฟอร์มการศึกษาด้านแฟชั่น โดย Law Roach รับตำแหน่ง Chief Creative Officer ร่วมพัฒนาแพลตฟอร์มให้เป็นหลักสูตรถ่ายทอดความรู้ตั้งแต่การวิเคราะห์เสื้อผ้าวินเทจ การสร้าง Mood Board การทำงานในกองถ่าย ไปจนถึงทักษะด้านธุรกิจ เช่น การจัดตั้งบริษัท การทำบัญชีภาษี และการเจรจาต่อรอง
จุดเด่นคือผู้เรียนที่มีผลงานดีมีโอกาสได้รับการสัมภาษณ์กับ The Only Agency ทำให้แพลตฟอร์มนี้ไม่ได้เป็นเพียงธุรกิจขายคอร์สเรียน แต่ยังเป็นช่องทางพัฒนาบุคลากรเข้าสู่อุตสาหกรรมแฟชั่น
ในมุมธุรกิจ School of Style ช่วยให้เขาเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ส่วนตัวให้กลายเป็นสินค้าที่สามารถขายให้ผู้เรียนจำนวนมากได้ โดยไม่ต้องลงมือทำงานสไตลิ่งทุกครั้งด้วยตัวเอง
ในเดือนตุลาคม 2024 Law Roach ยังเปิดตัวหนังสือเล่มแรก How to Build a Fashion Icon: Notes on Confidence from the World’s Only Image Architect ซึ่งผสมผสานเรื่องราวชีวิตเข้ากับคำแนะนำในการสร้างความมั่นใจผ่านแฟชั่น
นอกจากนี้ เขายังรับงานบรรยายด้านภาวะผู้นำ การตลาดแบรนด์หรู และครีเอทีฟ โดยมีรายงานออกมาว่า ค่าตอบแทนสำหรับงานบรรยายออนไลน์อยู่ที่ประมาณ 50,000-100,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อครั้งเลยทีเดียว ขณะที่งานบรรยายในสถานที่จริงมีค่าตอบแทนระดับพรีเมียม
สุดท้ายแล้ว Law Roach ไม่ได้พึ่งพารายได้จากการทำงานสไตลิสต์เพียงอย่างเดียว แต่กำลังสร้างระบบธุรกิจที่สามารถทำเงินจากความเชี่ยวชาญและชื่อเสียงของตัวเองได้หลายรูปแบบ
เส้นทางของ Law Roach หากมองในเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ความสามารถในการสร้างผลงานอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความสำเร็จ แต่สิ่งที่ทำให้คนคนหนึ่งสามารถสร้างความมั่งคั่งได้ในระยะยาว คือการรู้ว่าจะเปลี่ยนความสามารถนั้นให้กลายเป็นโมเดลธุรกิจได้อย่างไร
จากเจ้าของร้านเสื้อผ้ามือสองที่เริ่มต้นด้วยการซื้อถูกขายแพง Roach ค่อย ๆ สร้างชื่อเสียงผ่านการทำงานกับคนดัง ก่อนใช้ชื่อเสียงเหล่านั้นเป็นเครื่องมือดึงดูดสัญญาโฆษณา ลูกค้ามหาเศรษฐี และโอกาสร่วมธุรกิจกับแบรนด์ระดับโลก
ความสำเร็จของเขาจึงไม่ได้อยู่ที่การทำให้ Zendaya กลายเป็นแฟชั่นไอคอนเพียงอย่างเดียว แต่ยังอยู่ที่การสร้างระบบธุรกิจที่ทำให้ตัวเขาเองสามารถได้รับผลตอบแทนจากคุณค่าที่สร้างขึ้น
และในวันที่ Law Roach ไม่จำเป็นต้องรับงานสไตลิสต์ทุกงานอีกต่อไป เขาก็ยังสามารถสร้างรายได้จากความรู้ ชื่อเสียง และอิทธิพลที่สะสมมาตลอดหลายสิบปี
เพราะท้ายที่สุด สิ่งที่เขาขายไม่ใช่เสื้อผ้าหรือความสามารถในการแต่งตัว แต่คือพลังในการเปลี่ยนภาพลักษณ์ให้กลายเป็นมูลค่าทางธุรกิจ
ที่มา: 10 Magazine, MELISSA MAGSAYSAY, The Root, CBC, What Goes Around NYC, ELLE, Fashionista
อ่านข่าวธุรกิจ กลยุทธ์การตลาด และสัมภาษณ์พิเศษ กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ “การเงินดีชีวิตดี” ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/business_marketing
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ https://www.facebook.com/ThairathMoney