มรดกแห่งความภาคภูมิใจและก้าวต่อไปของ "ดุสิตธานี" บทพิสูจน์แห่งศักดิ์ศรี ของ "ชนินทธ์ โทณวณิก"

Business

Business Strategy

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

Tag

มรดกแห่งความภาคภูมิใจและก้าวต่อไปของ "ดุสิตธานี" บทพิสูจน์แห่งศักดิ์ศรี ของ "ชนินทธ์ โทณวณิก"

Date Time: 26 ต.ค. 2569 04:30 น.

Video

AI Agent กับ Tokenization ทำงานร่วมกันยังไง? | Digital Frontiers EP.79

“Summary“

หัวมุมถนนสีลมตัดพระราม 4 ได้กลับมาสว่างไสวและสร้างแรงสะเทือนครั้งใหญ่แก่วงการการค้า ธุรกิจ และการท่องเที่ยวอีกครั้ง หลังการเผยโฉมของมหาโครงการมิกซ์ยูส Dusit Central Park และการเปิดตัว โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ โฉมใหม่

หัวมุมถนนสีลมตัดพระราม 4 ได้กลับมาสว่างไสวและสร้างแรงสะเทือนครั้งใหญ่แก่วงการการค้า ธุรกิจ และการท่องเที่ยวอีกครั้ง หลังการเผยโฉมของมหาโครงการมิกซ์ยูส Dusit Central Park และการเปิดตัว โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ โฉมใหม่ ไม่ได้เป็นเพียงการลงทุนก้อนโตที่สุดในประวัติศาสตร์ของกลุ่มดุสิตธานีเท่านั้น หากแต่คือการเดิมพันด้วยชีวิต หัวใจ เจตนารมณ์ และเกียรติภูมิของแบรนด์โรงแรมสัญชาติไทยที่ยืนหยัดมานานกว่า 6 ทศวรรษ

“ทีมเศรษฐกิจไทยรัฐ” ได้มีโอกาสเปิดหัวใจ “นายชนินทธ์ โทณวณิก” ในวัยเกือบ 70 ปี ทายาท “ท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย” ผู้ก่อตั้งโรงแรมดุสิตธานี ผู้ได้รับมอบหมายให้เป็นเสาหลักในการดูแลกิจการเคียงข้างท่านผู้หญิงชนัตถ์มาตลอดมากกว่า 30ปี ซึมซับหัวใจ วิสัยทัศน์ แนวคิด เจตจำนง และเป้าหมายของคุณแม่มาเต็มหัวใจ ในวันที่ “นายชนินทธ์” ต้องกลับมานั่งควบตำแหน่งรักษาการประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัทดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) อีกครั้ง ถึงเบื้องหลัง เป้าหมายและหัวใจสำคัญของการลงทุนปฏิวัติพื้นที่บนหัวถนนสีลมครั้งใหญ่ โดยยอมรื้อตึกเก่าดั้งเดิมที่สวยงามที่มีคุณค่าและเป็นเอกลักษณมายาวนาน กว่า 60 ปี  เพื่อก่อสร้างโรงแรมที่สวยงามทันสมัยแห่งใหม่ขึ้นมาแทน

สิ่งที่เป็นแรงขับเคลื่อนสูงสุดไม่ใช่เรื่องของกำไรระยะสั้นหากแต่คือการเดินหน้าพัฒนา “ดุสิตธานี” ให้บรรลุตามเจตจำนงและเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์อันเป็น “หัวใจ” ของคุณแม่ผู้ก่อตั้งเครือดุสิตธานีที่ต้องการผลักดันแบรนด์โรงแรมดุสิตของคนไทยให้ผงาดเทียบชั้นแบรนด์โรงแรมระดับโลก ได้การยอมรับจากทั่วโลก และสามารถก้าวออกไปปักธงสู้กับเชนต่างชาติในเมืองท่องเที่ยวสำคัญ ที่เป็นหมุดหมายของคนทั่วโลกได้อย่างสมศักดิ์ศรีความเป็นไทยมาตรฐานโลก!!

เปิดหัวใจและวิสัยทัศน์ท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย

นายชนินทธ์ เริ่มต้นเล่าว่า ย้อนกลับไปเมื่อ 60 กว่าปีก่อน ในวันที่ท่านผู้หญิงชนัตถ์เริ่มต้นสร้างโรงแรมดุสิตธานีแห่งแรก บริบทของการท่องเที่ยวไทยยังไม่มีเชนต่างชาติเข้ามาครอบครองเหมือนในปัจจุบัน สิ่งที่คุณแม่มองเห็นตั้งแต่วันนั้น ไม่ใช่แค่การสร้างตึก หรือทำธุรกิจโรงแรมให้รอดไปวันๆ แต่คือความตั้งใจที่จะทำให้ประเทศไทยมีแบรนด์โรงแรมสัญชาติไทยที่ได้รับความเชื่อถือจากคนทั่วโลก

“คนส่วนใหญ่อาจมองเห็นแค่รูปโฉมภายนอก แต่สิ่งที่คุณแม่วางไว้ตั้งแต่แรก มีมากกว่าเรื่องโครงสร้างตึก คุณแม่ไม่ได้บอกว่าเราต้องการเป็นโรงแรมไทยที่ดีที่สุด แต่เราต้องการเป็นโรงแรมไทยที่มีศักยภาพ และมาตรฐานในการแข่งขันกับคนที่ดีที่สุดในโลกได้ หลักการของคุณแม่มี 2 อย่าง คือ 1.ทำแบรนด์เราให้ดี 2.ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อคนไทยและชุมชน เพราะถ้าประเทศเราเจริญ การท่องเที่ยวเจริญ แต่ชื่อโรงแรมและผู้ประกอบการกลายเป็นต่างชาติทั้งหมด แล้วเราทำไปเพื่อประโยชน์อะไร” นายชนินทร์ย้อนถึงหัวใจของคุณแม่

อย่างไรก็ดี บาดแผลลึกในใจของผู้บริหารแบรนด์ไทยคือ “ค่านิยมของสังคมไทย” ที่มักจะให้คุณค่าและเครดิตกับแบรนด์ต่างชาติมากกว่าแบรนด์ในประเทศตน ต่างจากหลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่นที่มีความรักชาติ (National Pride) สูงมาก เมื่อมีสินค้าหรือบริการของคนญี่ปุ่น คนในประเทศจะช่วยกันอุดหนุนและภาคภูมิใจก่อนเสมอ

“คนไทยมักจะเอาฝรั่งก่อนเสมอ บางทีเราทำงานในสายโรงแรมก็น้อยใจเหมือนกัน สิ่งที่เราพยายามทำกับดุสิตธานีใหม่ในวันนี้ คือการพิสูจน์ให้เห็นว่าบริษัทคนไทย บริหารโดยคนไทย ก็สร้างมาตรฐานระดับโลก (World–class Standard) ที่ทัดเทียมหรือเหนือกว่าแบรนด์ต่างชาติได้ เราต้องการสร้าง Trust ให้เกิดขึ้น ให้คนไทยเห็นว่าเราทำได้ดี ไม่ใช่วิ่งตามฝรั่งตลอดเวลา” นายชนินทร์ย้ำด้วยน้ำเสียงจริงจัง

ยอมทุบตึกประวัติศาสตร์...เพื่อไปต่อ

การตัดสินใจทุบอาคารโรงแรมดุสิตธานีเดิม ซึ่งเป็นอาคารสถาปัตยกรรมระดับตำนาน และเป็นตึกที่ท่านผู้หญิงชนัตถ์รักมากที่สุดนั้น นายชนินทธ์ เปิดเผยว่า การตัดสินใจครั้งนี้ใช้เวลาตกผลึกและศึกษานานถึง 10-11 ปี (คิด-ต่อสู้ก่อนตัดสินใจ 5 ปี+ก่อสร้างอีก 6 ปี) โดย 5 ปีแรก ก่อนตัดสินใจทุบ เป็นช่วงเวลาที่ต้องต่อสู้กับความรู้สึกภายในใจและเสียงคัดค้านต่อต้านทั้งจากภายนอกและภายในอย่างหนักหน่วง

“คุณแม่รักตึกเก่านี้มาก ตอนที่เริ่มกระบวนการรื้อถอน คุณแม่ก็ยังอยู่ และคงโกรธผมมาก แต่คนไม่เข้าใจว่ามันมี 2 ส่วนแยกกัน คือ ‘ตัวตึก’ กับ ‘ความตั้งใจ’ ตัวตึกเดิมด้วยสภาพโครงสร้าง ความสูงของเพดาน มันไม่สามารถปรับปรุงให้เราแข่งกับคู่แข่งระดับโลกในยุคปัจจุบันได้ดีพออีกต่อไปแล้ว แต่ ‘ความตั้งใจของคุณแม่’ คือการมีชื่อโรงแรมไทยที่แข่งกับคนอื่นได้ ถ้าเราไม่รื้อ ไม่เปลี่ยน เราก็แข่งไม่ได้”

นอกจากนี้ เหตุผลสำคัญที่สุดอีกประการคือ “ปัจจัยด้านอายุและ ศักยภาพของตนเอง” “สิ่งที่บังคับผมมากที่สุดคือ อายุของผมเอง ตอนที่เริ่มคิดจริงจัง ผมอายุ 50 ต้นๆ และตอนประกาศทำก็เกือบ 60 ปีแล้ว ผมคิดว่าถ้าจะทำอะไรใหญ่ขนาดนี้ มันต้องทำตอนที่เรายังพร้อม ยังมีกำลังทำไหว ถ้าปล่อยให้อายุมากกว่านี้แล้วไปทำ มันจะทำไม่ไหว ผมจึงต้องตัดสินใจเลือกรักษา ‘เป้าหมายดั้งเดิมของคุณแม่’ ไว้ ยอมทุบตึกเก่าเพื่อสร้างสิ่งใหม่ที่จะยกระดับโรงแรมเขาให้แข่งขันหรือสู้ต่างชาติได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว”

"ขุมพลังมงคลหัวมังกร" สีลม–พระราม 4

การลงทุนครั้งใหญ่ที่สุดบนทำเลหัวมุมถนนสีลมตัดพระราม 4 ถือเป็นการปักหมุดบนตำแหน่งที่เป็น “ทำเลมงคลหัวมังกร” ตามศาสตร์ความเชื่อของจีน ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อที่มีพลังงานมหาศาล โครงการถูกวางผังอาคารอย่างพิถีพิถัน ประสานทั้ง “ศาสตร์และศิลป์” มีการเชิญซินแสชื่อดังจากทั้งฮ่องกงและไทยมาช่วยวางทิศทางอาคาร ตัวอาคารหันหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อเปิดรับกระแสลม สวนสีลม สวนลุมพินี และโอบรับวิวสวนเบญจสิริ อาคารทุกตึกถูกจัดวางไม่ให้บังทิศทางลม และไม่บังทัศนียภาพซึ่งกันและกัน ถือเป็นทำเลมงคลที่จะนำพาความสุข ความเจริญ ความมั่งคั่งมาสู่ผู้ที่มาอยู่อาศัย ประกอบกิจการค้าขาย หรือแม้กระทั่งการมาจัดงานแต่งงานที่โรงแรม ซึ่งตามตำราบ่งบอกว่าจะช่วยเสริมดวงชะตาให้อยู่ครองคู่กันอย่างยาวนานและมีความสุข

ในส่วนของโครงการที่อยู่อาศัย Dusit Residences & Dusit Parkside แม้จะเผชิญวิกฤติโควิด-19 จนการก่อสร้างยืดออกไปจาก 4 ปีเป็น 6 ปี และมีผู้แนะนำให้หยุดก่อสร้าง หรือชะลอคอนโด ไว้ก่อน แต่นายชนินทธ์ เลือกที่จะ “หลังชนฝา ถอยไม่ได้” เดินหน้าสร้างต่อจนจบ เพราะหากสร้างโรงแรมเสร็จแล้วค่อยมาสร้างคอนโดทีหลัง จะกระทบต่อคุณภาพการบริการของโรงแรมอย่างรุนแรง!!

ผลลัพธ์แห่งความยึดมั่นในคุณภาพ สเปกวัสดุและมาตรฐานที่สูงทุกอย่าง ทำให้คอนโดมิเนียมกว่า 400 ยูนิต ขายไปแล้วกว่า 99% (เหลือเพียง 6 ยูนิตสุดท้าย) และราคาทะยานขึ้นไปแล้ว 30-36% นับตั้งแต่วันเปิดตัว โดยผู้ซื้อกว่า 80% เป็นคนไทย ที่ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง จึงเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความเชื่อมั่น (Trust) ที่คนไทยมีต่อแบรนด์ดุสิต


“สวนดุสิตอรุณ” เพื่อชุมชนยั่งยืน

ขณะเดียวกัน ในส่วนของ โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ ได้ปฏิวัติตัวเองครั้งใหญ่ด้วยการยอม ลดจำนวนห้องพักลงกว่า 50% จากเดิม 527 ห้อง เหลือเพียง 257 ห้อง เพื่อขยับฐานเข้าสู่ความเป็น Luxury Hotel อย่างเต็มตัว พร้อมเพิ่มพื้นที่ห้องพักและระดับการบริการจนสามารถปรับเพิ่มราคาห้องพักขึ้นได้ถึง 300% ราคาห้องพักระดับเริ่มต้น ปรับราคาขึ้นมาที่ 13,000-35,000 บาท/คืน ได้รับความนิยมจากกลุ่มคนไทยที่เข้ามาพักผ่อนแบบ Staycation ช่วงเสาร์-อาทิตย์เต็มเหยียดล้นหลาม ขณะที่ ห้องสวีตระดับสูงสุด (Presidential Suite) ราคาเริ่มที่ 300,000-400,000 บาท/คืน กลายเป็นที่พักสำหรับต้อนรับเหล่าผู้นำประเทศ สุลต่าน คิง และนักธุรกิจระดับโลก

นอกจากนี้ กลุ่มดุสิตธานียังสร้างนวัตกรรมแห่งความยั่งยืนด้วยการสร้างสวนดุสิตอรุณ (Dusit Arun Garden) พื้นที่สีเขียวบนอาคาร เพื่อมอบเป็นประโยชน์แก่ชุมชน คนเมือง และนักท่องเที่ยว ตอบโจทย์เรื่อง Well–being และการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนกรุงเทพฯ อย่างแท้จริง

โรดแม็ปปักธง "5 มหานครหลักของโลก"

เป้าหมายสูงสุดที่นายชนินทธ์ตั้งใจจะทำให้สำเร็จ เพื่อสานต่อมรดกทางความคิดและความตั้งใจของคุณแม่ ไม่ใช่การสะสมจำนวนโรงแรมให้มากที่สุด แต่คือการนำแบรนด์ “ดุสิตธานี” ไป ปักธงใน 5 เมืองใหญ่ที่เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวระดับไฮเอนด์ของโลก

“การขยายไปหลายสิบประเทศอาจไม่ได้ตอบโจทย์เท่ากับการไปอยู่ในเมืองที่มีอิทธิพลต่อความคิดของคนทั้งโลกอย่าง นิวยอร์ก, ลอนดอน, โตเกียว, ปารีส, มิลาน ถ้าเราสามารถนำแบรนด์ดุสิตธานีไปปักธงในเมืองเหล่านี้ได้สัก 5 เมืองจาก 10 เมืองสำคัญของโลก ในฐานะ ‘ดุสิตธานี ไทยแลนด์’ ที่นำเสนอเอกลักษณ์ ความสวยงาม และเสน่ห์ความเป็นไทยอันหรูหราทรงคุณค่า และบริการที่เป็นเลิศของคนไทยได้ ไม่ใช่ไปทำสไตล์เลียนแบบฝรั่ง เมื่อนั้นผมจะถือว่าภารกิจสำเร็จ และสามารถเกษียณได้อย่างสบายใจ นอนยิ้มได้แล้วครับ” นายชนินทธ์กล่าวพร้อมรอยยิ้มของความมุ่งมั่น


มรดกแห่งความภาคภูมิใจ

การลุกขึ้นมาปฏิวัติตนเองครั้งใหญ่ของกลุ่มดุสิตธานี ภายใต้การนำของนายชนินทธ์ โทณวณิก ไม่เพียงแต่เป็นการปลดล็อกศักยภาพทางธุรกิจ และขยายฐานรายได้ให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด และเพิ่มขนาดของมูลค่าและความยั่งยืนของธุรกิจในระยะยาวเท่านั้น หากแต่คือ “บทพิสูจน์แห่งศักดิ์ศรี” ของลูกผู้ชายที่ชื่อชนินทธ์ โทณวนิก และธุรกิจโรงแรมและบริการของแบรนด์ไทยในเวทีโลก

บนพื้นที่ทำเลมงคลหัวมังกรสีลมแห่งนี้ โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ ได้กลับมาผงาดขึ้นอีกครั้งในฐานะแลนด์มาร์กระดับโลกที่ไม่เคยทอดทิ้งรากเหง้า และพร้อมที่จะก้าวออกไปปักธงไทยในมหานครสำคัญทั่วโลก เพื่อให้คนไทยทุกคนได้ภาคภูมิใจในความเป็นไทยอย่างเต็มภาคภูมิ

นายชนินทธ์ยังทิ้งท้ายโดยพูดถึง 3 ศักยภาพหรือจุดแข็งของประเทศไทยที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม หรือ Value Added ให้กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทย และดึงดูดคนทั้งโลกให้เข้ามาท่องเที่ยวไทยได้อย่างแท้จริง คือ อาหารไทย,บริการสุขภาพกายและใจ (Health & Wellness) ที่ประเทศไทยมีความโดดเด่น และศักยภาพเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และสุดท้าย อุตสาหกรรมการบริการและโรงแรมไทย ที่เขามั่นใจว่าประเทศไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก หากเราทุ่มเทและมีความมุ่งมั่นทำอย่างเต็มที่

พร้อมทั้งชี้ให้เห็นว่า Soft Power ที่ทรงพลังที่สุดของประเทศ ไม่ได้เกิดจากการสร้างหรือการใช้งบประมาณของภาครัฐ แต่เกิดจากศักยภาพอันโดดเด่นของภาคเอกชน ชุมชน หรือแม้กระทั่งศักยภาพของคนไทยเอง เช่น ปัจจุบัน เรามีศิลปินที่เป็นไอคอนระดับโลก เช่น ลิซ่า Blackpink หรือล่าสุด เนเน่ รอยัล ศิลปินฮาร์ดร็อกของไทย ที่สามารถสร้างอิมแพกต์และทำให้คนทั่วโลกรู้จักประเทศไทยที่จะส่งผลต่อเนื่องในการดึงดูดเม็ดเงินเข้าสู่ประเทศไทยได้อย่างมหาศาล!!


ทีมเศรษฐกิจ

อ่านคอลัมน์ "สกู๊ปเศรษฐกิจ" ทั้งหมดที่นี่



Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ