
ในขณะที่ทั่วโลกจับจ้องไปที่ Mark Zuckerberg ในฐานะมหาเศรษฐีเทคโนโลยีผู้ก่อตั้ง Meta แต่ยังมีอีกหนึ่งคนที่เป็นเบื้องหลัง และผู้คอยสนับสนุนมาตั้งแต่ Facebook ยังไม่เกิดขึ้นมา นั่นคือ Dr. Priscilla Chan ภรรยาของ Mark Zuckerberg ซึ่งจริง ๆ แล้วเธอไม่ได้มีแค่ชื่อว่าเป็นภรรยาของผู้สร้างบิ๊กเทค แต่เธอยังเป็นเบื้องหลังผู้ขับเคลื่อนองค์กรการกุศลและวิจัยทางวิทยาศาสตร์มูลค่ากว่า 40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
Priscilla Chan เธอไม่ได้เป็นเพียงคู่ชีวิตที่ยืนเคียงข้าง แต่ยังเป็น Co-CEO ผู้บริหารร่วมของ Chan Zuckerberg Initiative (CZI) ที่กุมบังเหียน เป็นเสาหลักในการบริหารองค์กรการกุศลแห่งนี้ ด้วยปณิธานที่ตั้งไว้ว่า ทั้งเธอและสามีจะบริจาคหุ้น Meta สูงถึง 99% ที่ถืออยู่ให้กับองค์กรนี้ เพื่อนำไปใช้สนับสนุนการสร้างประโยชน์ให้กับสังคม
ซึ่งประโยชน์ที่เธอว่านั้นคือ “หาทางรักษาโรคทุกโรคให้หายไปจากโลกภายในสิ้นศตวรรษนี้” หรือภายในปี 2100 ซึ่งเบื้องหลังของเป้าหมายยิ่งใหญ่นี้มาจากประสบการณ์ชีวิตโดยตรงของเธอเอง
บทความนี้ Thairath Money ในคอลัมน์ How to Make Money เลยจะขอพาไปทำความรู้จักกับ Priscilla Chan ย้อนเรื่องราวของหญิงสาวที่เกิดมาในครอบครัวผู้อพยพ กับเส้นทางการศึกษาที่ทำให้เธอเดินหน้าสู่การเป็นแพทย์ และต่อมาได้กลายเป็นผู้เปลี่ยนมุมมองของโลกการแพทย์ ผสานความสามารถของเธอเข้ากับเทคโนโลยียุคใหม่เพื่อแก้ปัญหาที่โลกยังแก้ไม่ได้
จุดเริ่มต้นทุกอย่างมาจากการเดินทางของต้นตระกูล หลบหนีออกมาจากประเทศเวียดนามในระหว่างที่เกิดสงคราม Dr. Priscilla Chan เธอเคยให้สัมภาษณ์กับพอดแคสต์รายการหนึ่งของ Stanford ไว้ว่า “ต้นตระกูลของฉันเป็นคนเชื้อสายจีน-เวียดนาม ปู่ ย่า ตา ยาย ได้ส่งพ่อ แม่ของฉันขึ้นเรือมา โดยแยกลูก ๆ ออกจากกัน จับคู่ไปลงในเรือหลายลำ เพราะหากเกิดอะไรขึ้น อย่างน้อยพวกเขาบางส่วนก็จะอยู่รอด”
เธอเล่าต่อว่า พ่อกับแม่ของเธอเดินทางมาถึงสหรัฐอเมริกา โดยไม่รู้แม้แต่ภาษาหรือวิธีทำมาหากินในเมืองใหญ่ แต่แล้วด้วยความอดทนและพยายาม พวกเขาก็สามารถตั้งถิ่นฐานได้ในแมสซาชูเซตส์ ที่ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 1985 พวกเขาก็ได้ให้กำเนิดลูกสาว Priscilla Chan ก่อนที่จะมีลูกสาวอีกสองคนตามมาคือ Michelle Chan และ Elaine Chan
การเป็นลูกคนแรกของบ้านที่สามารถพูดภาษาอังกฤษได้ เธอจึงต้องรับหน้าที่หลักในการเป็นล่ามและเป็นนักสื่อสารให้กับครอบครัว เธอเล่าว่าในวัยเพียง 6 ขวบ เธอต้องทำหน้าที่แปลภาษาให้กับที่บ้านของเธอ และเมื่อก้าวสู่วัยรุ่น พ่อแม่ที่พยายามมาตลอดสามารถเปิดร้านอาหารขึ้นมาได้ เธอเลยต้องมาช่วยงานที่เคาน์เตอร์หน้าร้านอาหารในเวลาต่อมา
การเติบโตมาในเมืองที่มีชนชั้นแรงงานจำนวนมาก ความแตกต่างของเธอและน้อง ๆ ทำให้เธอถูกกลั่นแกล้งเสมอในช่วงวัยเรียน เธอเคยเล่าว่า เรื่องราวมันหนักหนาสำหรับเธอมาก ถึงขั้นที่บางวันเธอต้องไปนั่งกินข้าวกลางวันในห้องน้ำโรงเรียนเพียงคนเดียว เพื่อหลีกหนีจากการถูกกลั่นแกล้ง
แต่แทนที่จะหนีจากการถูกบูลลี่ เธอตัดสินใจเผชิญกับโลกความเป็นจริง หันโฟกัสทั้งหมดไปทุ่มให้กับการเรียนแทน เปลี่ยนความยากลำบากให้เป็นแรงผลักดัน โดยเธอเข้าร่วมโครงการทดลองทางวิทยาศาสตร์มากมายตามความสนใจของเธอเอง และยังเข้าร่วมทีมเทนนิส ตลอดจนเข้าชมรมหุ่นยนต์ของโรงเรียนอีกด้วย
ท้ายที่สุดความพยายามของเธอก็เห็นผล Priscilla Chan ได้รับโหวตจากชั้นเรียนให้เป็น Class Genius หรืออัจฉริยะประจำชั้น ก่อนที่เธอจะจบการศึกษาในปี 2003 ในฐานะนักเรียนที่ได้คะแนนสูงสุดของรุ่น และเส้นทางที่เธอปูมาก็ไม่ทำให้ผิดหวัง เพราะเธอสามารถเข้าศึกษาต่อใน Harvard University ได้ในสาขาชีววิทยา
การที่ Priscilla Chan ได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยดังของประเทศ เธอยิ่งต้องรับแรงกดดันมากขึ้น เพราะเธอถือเป็นคนแรกของบ้านที่ได้เรียนต่อในระดับสูง แถมยังต้องมาเผชิญกับความรู้สึกแปลกแยกที่เธอตั้งคำถามขึ้นมาเองว่า “ตัวเองยังไม่เก่งพอหรือเปล่า?” ด้วยเพื่อนร่วมชั้นต่างมาจากครอบครัวที่ร่ำรวย มีสังคมและการใช้ชีวิตที่แตกต่างกับเธอไปอย่างสิ้นเชิง
แต่แล้วมุมมองของเธอก็เปลี่ยนไปหลังได้เข้าร่วม Phillips Brooks House Association หน่วยงานบริการสังคมของมหาวิทยาลัย โดยเธอทำหน้าที่เข้าไปสอนเด็กในชุมชนที่ขาดโอกาส และจากจุดนี้ทำให้เธอเห็นภาพของความเหลื่อมล้ำในด้านการศึกษา และปัญหาที่มันฝังลึกในเชิงโครงสร้าง
ปีเดียวกันนั้น เส้นทางของเธอยังทำให้ Priscilla Chan ได้พบกับคนที่จะมาเป็นคู่ชีวิตของเธอในอนาคต ในระหว่างที่ร่วมปาร์ตี้ของสมาคมนักศึกษาชาย Alpha Epsilon Pi ขณะที่เธอต่อแถวเข้าห้องน้ำ ก็ได้ทำความรู้จักกับ Mark Zuckerberg ที่ตอนนั้นยังเป็นนักศึกษาคนดังของมหาวิทยาลัย
เวลานั้น Mark Zuckerberg กำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ไม่รู้ว่าชะตากรรมตัวเองจะไปทางไหน หลัง Facemash โซเชียลมีเดียยุคแรก ๆ ที่เขาสร้างขณะที่ยังเป็นนักศึกษา ไปสร้างความไม่พอใจให้สังคมโดยรอบ เพราะเครื่องมือชิ้นนี้ดันเอาไว้ใช้จัดอันดับหน้าตาของคนในมหาวิทยาลัยนั่นเอง
หลังจากที่ทั้งสองได้รู้จักกัน ความสัมพันธ์ก็พัฒนาไปสู่คู่รัก ก่อนที่ Facebook จะเปิดตัวออกมา และ Priscilla Chan ก็ถือว่าเป็นคนแรก ๆ ที่ได้ทดลองใช้งาน Facebook แถมยังเป็นคนที่คอยเคียงข้างทุกการตัดสินใจของ Mark Zuckerberg
กระทั่งปี 2004 ที่ผู้ก่อตั้ง Facebook ตัดสินใจลาออกจาก Harvard เพื่อเดินหน้าพัฒนาแพลตฟอร์มแบบเต็มกำลัง Priscilla Chan เธอยังคงศึกษาต่อจนกระทั่งจบการศึกษาระดับปริญญาตรีในปี 2007 และจุดนั้นเองก็คาบเกี่ยวกับตอนที่ Yahoo! เสนอซื้อ Facebook ในราคากว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ทั้งสองเริ่มพูดคุยกันว่าชีวิตจะไปต่อยังไงถ้าพวกเขามีเงินทองมหาศาล แต่แล้ว Mark Zuckerberg ก็ตัดสินใจไม่ขายกิจการออก
หลังเรียนจบเธอเดินต่อสู่การเป็นครูสอนวิทยาศาสตร์ระดับมัธยมต้นในเมืองซานโฮเซ ซึ่งจุดนี้เธอมีเป้าหมายที่จะส่งมอบการศึกษาให้เข้าถึงเด็กนักเรียนทุกคน หลังจากเธอเคยมีประสบการณ์สอนเด็กด้อยโอกาสมาแล้ว
แต่หลังจากนั้นไม่นาน เธอก็เบนเข็มไปเข้าศึกษาต่อด้านการแพทย์กุมารเวชที่ University of California, San Francisco ในปี 2012 ด้วยความหวังว่าเธอจะนำความเชี่ยวชาญที่ได้มาปิดช่องว่างความเหลื่อมล้ำของสังคมให้ได้มากที่สุด
ปีเดียวกันนั้น เธอก็ได้ลั่นระฆังวิวาห์ แต่งงานกับ Mark Zuckerberg และก็ยังเป็นปีเดียวกันกับที่ Facebook ได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ และตลอดหลายปีหลังจากนั้น Dr.Priscilla Chan ได้ทำงานเป็นกุมารแพทย์ที่ San Francisco General Hospital โดยเน้นดูแลเด็กจากครอบครัวรายได้น้อย รวมถึงผู้ป่วยที่มีโรคหายาก
กระทั่งจุดเปลี่ยนสำคัญในอาชีพของเธอมาถึง เมื่อวันหนึ่งการดูแลเด็กชายวัย 8 ขวบคนหนึ่งที่ต้องขาดเรียนไปถึง 180 วันเพราะอาการป่วยปริศนานั้น ดันเกิดมาจากการสื่อสารที่ผิดพลาดของทางโรงเรียนกับระบบสาธารณสุข โรงเรียนเข้าใจว่าเด็กเป็นโรคลงชักจึงอนุญาตให้ขาดเรียนได้ แต่แท้จริงแล้วเด็กเกิดบาดแผลทางจิตใจอย่างรุนแรงจากครอบครัว จนแสดงอาการบางอย่างออกมา และทางครอบครัวก็ไม่ได้ใส่ใจในการรักษา
ปัญหานี้ทำให้เธอเห็นว่า แม้คนในระบบจะพยายามอย่างเต็มที่ แต่เมื่อระบบมีปัญหา หลายภาคส่วนไม่สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างเต็มที่ มันเลยทำให้เด็กคนหนึ่งขาดโอกาสไปเลยทันที และบ่อยครั้งหน่วยงานกลางหรือผู้มีอำนาจก็ไม่ได้เข้ามาช่วยเหลือในทันที
สิ่งนี้ทำให้เธอเห็นช่องว่าง และได้ร่วมก่อตั้ง The Primary School ขึ้นมาในปี 2015 เป็นโรงเรียนที่ออกแบบมาเพื่อผสานบริการด้านสุขภาพเข้ากับการศึกษาที่ครบวงจรในระดับปฐมวัย เพื่อให้เด็กทุกคนได้อยู่ในระบบเดียวกัน
และในปี 2015 หลังจากเธอให้กำเนิดลูกสาวคนแรก Priscilla Chan และ Mark Zuckerberg ก็ได้ร่วมกันก่อตั้ง Chan Zuckerberg Initiative หรือ CZI ขึ้นมา ตั้งเป็นองค์กรการกุศลแบบไม่แสวงผลกำไร โดยทั้งสองให้คำมั่นว่า องค์กรนี้จะได้รับการซัพพอร์ตเป็นหุ้น Meta ที่ทั้งสองถืออยู่จำนวน 99% มาใช้สนับสนุนภารกิจด้านสังคมและการกุศลอย่างเป็นระบบ ซึ่งนั่นจะทำให้มูลค่าขององค์กรนี้สูงถึง 4.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ
ภารกิจหลัก ๆ ขององค์กรนี้คือการเดิมพันกับวิทยาศาสตร์ การแพทย์ และเทคโนโลยี ด้วยเป้าหมายเดียวคือ “รักษาโรคทุกโรคในโลกใบนี้ให้หายไปภายในสิ้นศตวรรษนี้” หรือทำให้โรคไม่ว่าจะรักษาได้หรือรักษายากให้หายไปแบบหมดสิ้นภายในปี 2100
ในปี 2017 ทาง Priscilla Chan ตัดสินใจลาออกจากงานหมอ มาให้ความสำคัญกับองค์กรนี้อย่างเต็มตัว เธอทำหน้าที่เป็น Co-CEO ร่วมบริหารงานกับสามี โดยเธอวางหมากให้องค์กรแห่งนี้เป็น Limited Liability Company หรือ LLC เป็นบริษัทที่จำกัดความรับผิดชอบแทนที่จะเป็นมูลนิธิเพียงอย่างเดียว
โครงสร้างนี้ทำให้ CZI สามารถบริหารเงินทุนเพื่อการกุศล นำเงินไปลงทุนในธุรกิจแสวงผลกำไร และใช้เงินพัฒนาองค์กรไปพร้อมกันได้ โดย CZI เคยเข้าไปลงทุนใน Byju's และ Andela ตลอดจนผลักดันให้ทีมภายในพัฒนาซอฟต์แวร์ขึ้นมาและเปิดทางให้นักวิจัยใช้งานฟรีได้
เธอสร้างองค์กรผ่านการออกแบบให้สามารถทำงานได้ไกลเกินกว่าวัฏจักรธุรกิจระยะสั้น โดยบริหารทั้งเงินทุนและบุคลากร เพื่อรับมือกับโจทย์ที่อาจต้องใช้เวลา 50-100 ปี กว่าจะเห็นผลลัพธ์
กระทั่งปี 2025 เมื่อโลกกำลังถูกขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี AI และ Meta ก็คือหนึ่งในผู้เล่นสำคัญ แถมยังเป็นหนึ่งในผู้นำของโลกเทคโนโลยียุคนี้ Priscilla Chan เธอได้ก่อตั้ง Biohub ขึ้นมา ภายใต้มิชชั่นที่ใกล้เคียงกันกับ CZI คือการใช้นวัตกรรม โดยเฉพาะ AI เข้ามาช่วยนักวิจัยและนักวิทยาศาสตร์เพื่อรักษาโรคทุกโรค
ตัวอย่างผลงานที่เธอสนับสนุนมาโดยตลอด อย่างเช่น Human Cell Atlas แผนที่เซลล์ของทั้งร่างกาย และยังได้ออกแบบแพลตฟอร์มที่ผสาน AI เข้าไปเพื่อสร้างภาพความละเอียดสูงแบบอัตโนมัติ นอกจากนี้ยังมีโมเดล AI ที่เชี่ยวชาญเฉพาะด้านโปรตีน ไปจนถึงตอนนี้ที่กำลังออกแบบโมเดลคาดการณ์พฤติกรรมของเซลล์
Biohub ก็มีการวางตำแหน่งเป็นองค์กรไม่แสวงผลกำไรเช่นกัน แต่จากข้อมูลของ Philanthropy.org ระบุว่า องค์กรนี้มีสินทรัพย์รวมสุทธิที่ราว 143 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยตอนก่อตั้งสองสามีภรรยา Zuckerberg ก็ได้สนับสนุนเงินทุนไปกว่า 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อให้ใช้ดำเนินการตลอดระยะเวลา 5 ปี
จากเด็กสาวในครอบครัวผู้อพยพ บุคคลที่เคยผ่านความยากลำบากในแบบฉบับของตัวเองมายาวนาน สู่โลกการศึกษาที่เปลี่ยนให้เธอเดินหน้าทำเพื่อโลกใบนี้ และการเข้ามาเป็นเบื้องหลังเปลี่ยนภาพลักษณ์ให้กับบริษัทเทคยักษ์ใหญ่ที่ถูกตั้งประเด็นเสมอไปว่าไม่ช่วยเหลือสังคม ให้กลายเป็นโมเดลที่สร้างประโยชน์ให้กับคนในโลกนี้ จนทั้งคู่ได้กลายเป็น Power Couple แห่งซิลิคอนวัลเลย์ไปแล้ว
ที่มา: Business Insider [1][2], Stanford, CZI, Biohub, Smiley Movement, Linkedin: Priscilla Chan
อ่านข่าวธุรกิจ กลยุทธ์การตลาด และสัมภาษณ์พิเศษ กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ “การเงินดีชีวิตดี” ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/business_marketing
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney