
“30 ปีจากเด็กเดินห้าง กูกลายเป็นนายห้างขึ้นมา” กลายเป็นวรรคทองที่ถูกหยิบขึ้นมาพูดถึง จากเพลง Be ผลผลิตใหม่ของ KHSD THAITAY และเป็นการ “Coming Back to the Game” หวนคืนสนามมาจับไมค์ร่วมออกซิงเกิลอีกครั้งของ JROC แร็ปเปอร์ระดับตำนาน
หลายคนที่คลุกคลีในวงการนี้มาอาจจะรู้จัก JROC มาก่อนอยู่แล้วว่าคือหนึ่งในเบื้องหลังที่ผลักดันวงการฮิปฮอปของไทยมาตั้งแต่ยุค 90 แต่ยังมีอีกหลายคนไม่รู้เลยว่า เขาคนนี้ “จูเนียร์ - วัชร วัชรพล” มีอีกมุมเป็นถึงทายาทรุ่นที่ 3 ที่กำลังดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม ไทยรัฐทีวี และไทยรัฐออนไลน์
ไม่มีใครเชื่อว่าภาพของ “วัฒนธรรมนอกกระแส” ที่ถูกมองเป็น “ความขบถ” อย่างการเป็นศิลปินฮิปฮอปในยุคนั้น ที่มักจะเติบโตมาจากการทำเพลงใต้ดิน มีเนื้อหาดุเดือด เสียดสี และตรงไปตรงมาเสียส่วนใหญ่จะคือหนึ่งคนที่รับบทบาทผู้บริหารระดับสูงขององค์กรใหญ่ของประเทศได้
บทความนี้ Thairath Money ในคอลัมน์ How to Make Money จะขอพาไปย้อนดูเส้นทางของ JROC ที่ไม่ได้มีบทบาทแค่การเป็นทายาทแห่งตระกูลวัชรพล แต่เป็นการเปลี่ยนผ่านของเด็กหนุ่มผู้ร่วมบุกเบิกรากฐานดนตรีฮิปฮอปไทยยุคใต้ดิน สู่การเลือกระหว่าง “ความชอบส่วนตัว” กับ “พันธกิจครอบครัว” จนก้าวขึ้นมากุมบังเหียนบริษัทสื่อชั้นนำระดับท็อปของประเทศ
ย้อนกลับไป “วัชร วัชรพล” เกิดและเติบโตมาในตระกูลที่มีชื่อเสียงของเมืองไทย อย่าง “ตระกูลวัชรพล” เป็นหลานชายคนโตของ กำพล วัชรพล บุรุษผู้สร้างตำนานก่อร่างให้กับหนังสือพิมพ์ไทยรัฐมาตั้งแต่ปี 2493 และเป็นบุตรชายคนโตของยิ่งลักษณ์ วัชรพล ทายาทรุ่นที่ 2 ซึ่งเป็นผู้อำนวยการใหญ่ของเครือไทยรัฐ
ตามเจตนารมณ์ดั้งเดิมของคุณตากำพล ที่ต้องการรักษาสายสัมพันธ์ทางธุรกิจและความเป็นหนึ่งเดียวของตระกูล จึงได้ขอให้หลานทุกคนใช้นามสกุลวัชรพล พร้อมทั้งมอบชื่อเล่นให้หลานชายคนโตว่า “จูเนียร์” อันเป็นสัญลักษณ์ของการเป็นตัวแทนและเงาสะท้อนของผู้ก่อตั้ง
วัชร เติบโตขึ้นพร้อมกับน้องสาวอีกสองคน คือ นิค - จิตสุภา วัชรพล และ แนท - ธนวลัย วัชรพล ซึ่งในเวลาต่อมาได้กลายมาเป็นสามเสาหลักของการบริหารงานไทยรัฐกรุ๊ปในเจเนอเรชันที่ 3
ด้วยความชื่นชอบในแผ่นเสียง มีความฝันอยากเป็นดีเจ และการพาตัวเองเข้าสู่วงการฮิปฮอปตั้งแต่ยุคแรก ๆ ของไทย ได้รู้จักกับ ขันเงิน เนื้อนวล และ BMT ซึ่งตอนนั้นรวมตัวกันทำเพลงในนาม KHAN-T (ขันที) ก่อนที่จะได้รู้จักกับคนอื่น ๆ ที่ชื่นชอบในศิลปะเดียวกัน อย่าง เวย์ - ปริญญา อินทชัย ที่ตอนนั้นมีชื่อเสียงจากการเป็นนักแสดงและนักร้อง
ก่อนชีวิตจะนำพามาซึ่งชื่อ JROC (ที่มีคนเล่าว่าเป็นชื่อที่เพื่อนต่างชาติตั้งให้) ชื่อในวงการของเขา คือ “BIG JR” และเมื่อชีวิตได้คลุกคลีอยู่กับการทำเพลงมากขึ้น จนเขาค้นพบว่า การเขียนไรห์มและการแร็ปสามารถถ่ายทอดทัศนคติของตัวเองได้คมคายและตรงไปตรงมากว่า BIG JR ในวัยเพียง 15 ปี ก็ได้รับโอกาสเข้าบันทึกเสียงร่วมแจมกับ KHAN-T ในบทเพลง นิยายส่วนตัว (Represent)
เรียกได้ว่า ในยุคนั้นช่วงปี 90 นี่คือฮิปฮอปแถวหน้าของไทยที่ได้บุกเบิกการแร็ปแบบสองภาษา และนำพาวัฒนธรรมฮิปฮอปสไตล์อเมริกันให้เด่นชัดขึ้นในไทย แต่แล้ว มันก็เป็นช่วงคาบเกี่ยวกับที่ วัชร วัชรพล ต้องบินข้ามทวีปไปเรียนต่อระดับไฮสกูลที่ Suffield Academy สหรัฐอเมริกา โดยที่ก่อนหน้านั้นเขาจบจากโรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนที่จะถูกส่งตัวไปศึกษาต่อใน Institut Monte Rosa โรงเรียนประจำที่เมืองมงเทรอ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
หลังจากไฮสกูล JROC ก็ได้ไปศึกษาต่อระดับปริญญาตรีสาขาการตลาดธุรกิจ (Business Marketing) ที่ Hofstra University ในมหานครนิวยอร์ก โดยใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นยาวนานกว่า 5 ปี และก็เป็นช่วงไล่เลี่ยกันกับการเกิดขึ้นของวงฮิปฮอปในตำนาน
จากการรวมตัวของ ขันเงิน (KH) เวย์ (หรือตอนนั้นใช้ชื่อ P.Cess), เดย์ (SD หรือ Sunny Day) จูเนียร์ (JROC), ที (BMT) ตลอดจน โจ้ (Joey Boy) และคนอื่น ๆ อีกมากมาย นำมาสู่ โปรเจกต์ “AA Crew” ซึ่ง KH เคยเล่าว่า เป็นตัวย่อของ Antic Artist (แต่จริงแล้วจะเรียกอะไรก็ได้ เพราะมีคำเรียกหลากหลาย ทั้ง Artistic Asian ไปจนถึง Asian Association)
การรวมตัวครั้งนั้น คือโปรเจกต์ปั้นเพลงด้วยจิตวิญญาณแบบ DIY เต็มขั้น บันทึกเสียงและปั๊มตลับเทปคาสเซ็ตต์ปกสีดำ ประทับตราสัญลักษณ์ตัวอักษร AA สีเหลืองสไตล์ซูเปอร์แมน วางจำหน่ายกันเองแบบใต้ดินโดยไม่ผ่านค่ายเพลง จากยอดผลิตล็อตแรกเพียง 100 ตลับ สู่ความต้องการล้นหลามจนต้องผลิตซ้ำอย่างต่อเนื่อง
ความสำเร็จของ AA นั้น ทำให้โลกได้รู้จักกับ Thai Rider ในเวลาต่อมา หรือก็คืออัลบั้มแรกของ Thaitanium วงฮิปฮอปยุคแรก ๆ ที่สร้างชื่อได้อย่างจริงจังในประเทศไทย เกิดจากการคราฟต์ การวางเนื้อเพลง และการแลกเปลี่ยนไอเดียกันเอง จนกลายเป็นคลื่นใต้น้ำที่เขย่าโครงสร้างดนตรีนอกกระแสในไทย ซึ่ง JROC เองคืออีกหนึ่งเบื้องหลังของการเดินหน้าครั้งนี้จนถูกเรียกว่าเป็น Thaitanium คนที่ 4
ช่วงคาบเกี่ยวกับการปั้น Thai Rider นั้น JROC ได้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัย Hofstra University และเป็นช่วงที่ต้องเลือกเส้นทางสำคัญของชีวิต ในระหว่างที่เพื่อนร่วมอุดมการณ์ยังคงปักหลักอยู่ที่นิวยอร์กเพื่ออุทิศชีวิตให้กับการทำอัลบั้มเต็มเวลา เขาได้ตัดสินใจเดินหน้าเพื่อ “ความรับผิดชอบ” เก็บกระเป๋ากลับไทย เพื่อมาสานต่ออาณาจักรครอบครัวที่อยู่มายาวนาน
ด้วยนามสกุลและหน้าที่ของการเป็นทายาทตระกูลสื่อชื่อดัง ได้เดินทางหวนกลับมาสู่ย่านวิภาวดีรังสิต โดยเขาใช้เวลากว่า 3 ปีในการช่วยงานบริหารเคียงข้างคุณแม่ ยิ่งลักษณ์ วัชรพล เพื่อเรียนรู้โครงสร้างการจัดการ กองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ และระบบการจัดจำหน่ายสิ่งพิมพ์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ
แต่แล้วทว่า ในช่วงปลายยุค 2000 คลื่นดิจิทัลดิสรัปชันเริ่มปรากฏเค้าราง เขาเล็งเห็นแล้วว่า การพึ่งพาแค่สื่อสิ่งพิมพ์เพียงอย่างเดียวไม่สามารถรับประกันความอยู่รอดขององค์กรในระยะยาวได้ จึงริเริ่มผลักดันให้เกิดการทดลองทางธุรกิจใหม่ โดยก่อตั้ง บริษัท เทรนด์ วีจี 3 จำกัด (Trend VG3 Co., Ltd.) ขึ้น เพื่อรับหน้าที่บริหารจัดการเว็บไซต์ ไทยรัฐออนไลน์ (Thairath Online) อย่างเต็มรูปแบบ
ชื่อของบริษัท VG3 แฝงความหมายเชิงกลยุทธ์และสัญลักษณ์ของสายเลือด นั่นคือ Thairath Electronic News Development Vacharaphol Generation 3 การแยกโครงสร้างบริษัทออกมาเป็นเอกเทศทำหน้าที่เป็นเสมือน Corporate Sandbox ที่เปิดโอกาสให้ทีมงานคนรุ่นใหม่สามารถทดลองนำเสนอข่าวแบบเรียลไทม์ การทำคอนเทนต์ดิจิทัล และการปรับโมเดลรายได้โฆษณาออนไลน์ได้อย่างคล่องตัว โดยไม่ต้องติดหล่มอยู่กับกระบวนการทำงานแบบอนุรักษนิยมของระบบโรงพิมพ์เดิม
การขยับตัวเข้าสู่วงการภาพเคลื่อนไหวของไทยรัฐเริ่มต้นจากการทดลองร่วมลงทุนในธุรกิจเคเบิลทีวีกับกลุ่ม CTH เพื่อศึกษาระบบโครงข่ายและการผลิตรายการ แต่สิ่งได้กลายมาเป็นจุดที่เปลี่ยนโฉมหน้าประวัติศาสตร์ของเครือไทยรัฐอย่างแท้จริงนับตั้งแต่ยุคก่อตั้งแท่นพิมพ์ คือการตัดสินใจเข้าร่วมประมูลใบอนุญาตประกอบกิจการโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัลจาก กสทช.
ภายใต้ บริษัท ทริปเปิล วี บรอดคาสท์ จำกัด (Triple V Broadcast Co., Ltd.) การประมูลและเปิดตัวสถานีโทรทัศน์ ไทยรัฐทีวี ช่อง 32 ดำเนินการภายใต้งบประมาณการลงทุนมหาศาลรวมใบอนุญาตและระบบโครงข่ายกว่า 6,000 ล้านบาท โดยตั้งงบประมาณสำหรับการผลิตคอนเทนต์ในปีแรกไว้สูงถึง 1,000 ล้านบาท พร้อมเป้าหมายเชิงรุกในการผลักดันสถานีให้ก้าวขึ้นสู่กลุ่มท็อป 5 ของประเทศภายในเวลา 3 ปี
ภายใต้การนำของวัชรในฐานะประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ไทยรัฐทีวีสร้างความตื่นตัวให้กับวงการด้วยการยกระดับงานข่าวสู่มาตรฐานสากล นำเทคโนโลยีห้องส่งแบบ Virtual Studio และ Immersive Graphics มาจำลองเหตุการณ์ข่าวเชิงลึก เพื่อฉีกหนีการอ่านข่าวแบบดั้งเดิม
และวางผังรายการโดยชูคอนเทนต์ข่าวเป็นแม่เหล็กหลักของสถานีการบริหารงานในยุคที่ภูมิทัศน์สื่อเป็นแบบ Media Fragmentation ซึ่งปัจจุบัน มีสื่อที่ครอบคลุมทั้ง หนังสือพิมพ์, เว็บไซต์, โทรทัศน์ และโซเชียลมีเดียหลากหลายแพลตฟอร์ม โดยมีทายาทรุ่นที่ 3 ทั้ง 3 คนร่วมกันบริหารงาน และกำลังปรับตัว เปลี่ยนภาพให้สื่อมีความโมเดิร์น เป็นกันเอง โดยยังรักษาปณิธานเดิมของ กำพล วัชรพลไว้ คือ การเป็นสื่อเพื่อประชาชนต่อไป
ในวันที่ “หน้าที่” นำไปสู่การก้าวขึ้นเป็นประธานบริหารร่วมของบริษัทสื่อยักษ์ใหญ่ของประเทศ แต่ในด้านของ “ความชอบ” แม้ว่าฉากหน้าจะไม่ได้ออกทัวร์คอนเสิร์ตเต็มเวลา แต่ JROC ยังคงสถานะที่เป็นดั่งสมาชิกคนที่ 4 ไว้อย่างเหนียวแน่น ในแง่ฝีมือทางดนตรี วงการฮิปฮอปต่างยอมรับในสกิลความเป็นแร็ปเปอร์สาย Old School ที่โดดเด่นทั้งเทคนิคการ Flow การเล่นจังหวะ Flip และสัมผัสคำที่แยบยลไม่ซ้ำใคร
JROC ยังคงเป็นแขกรับเชิญคนสำคัญที่ปรากฏตัวในแทบทุกอัลบั้มของ Thaitanium ฝากผลงานระดับคลาสสิกที่แฟนเพลงร้องตามได้ขึ้นใจ อาทิ เพลง Twin Tower, Run BKK, กูเป็น และ Sick ซึ่ง JROC เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการเขียนท่อนฮุกสุดติดหูด้วยตนเอง
นอกจากนี้ บทบาทเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญที่สุดของ JROC คือการเป็นผู้อยู่เบื้องหลังโปรเจกต์ Thaitanium Mixtape ทุกชุด พื้นที่นี้เปรียบเสมือนสถาบันบ่มเพาะที่เปิดโอกาสให้ศิลปินฮิปฮอปรุ่นใหม่ทั่วประเทศส่งผลงานเข้ามาคัดเลือก โดยวัชรลงมาคลุกคลีในทุกกระบวนการ ตั้งแต่การเฟ้นหาศิลปิน การควบคุมการบันทึกเสียง ไปจนถึงระบบกระจายสินค้า เพื่อส่งต่อโอกาสให้กับคนรุ่นหลัง
ครั้งหนึ่งเขาเคยให้สัมภาษณ์ตอบคำถาม “หากไม่ได้เป็นผู้บริหารไทยรัฐ จะทำอะไร?” ไว้ว่า เขาคงเลือกเปิดค่ายเพลงเล็ก ๆ เพื่อทำงานดนตรีและผลักดันเด็กคลื่นลูกใหม่เข้าสู่วงการ
และล่าสุดกับ Be ผลงานของยูนิต KHSD THAITAY ที่ขันเงิน และ เดย์ ร่วมกับ Mega Perk ที่เขาได้หวนกลับมาร่วมบันทึกเสียง
จากวรรคทอง “เคยบอกมึงไปแล้ว โลก Change เป็น Beast Mode และชีวิตกู Control Feel Like Remote”
“Coming Back to the Game ที่กูสร้างขึ้นมา ถกแถลงปล่อย Slang ที่กูร่างขึ้นมา”
“แต่ Status มันเปลี่ยนแปลงจากชีวิตที่นำพา 30 ปีจากเด็กเดินห้างกูกลายเป็นนายห้างขึ้นมา”
จนถึง
“Grateful for All My บริวาร So Blessed to Receive All Your บริการ”
และ
“Yall know me it's JROC, let me be Imma set it free.”
เนื้อเพลงทั้งหมดในภาพรวมคือการบอกเป็นนัยว่า ความสำเร็จที่แท้ไม่ใช่การไปถึงดาว แต่คือการมีชีวิตที่พอดี มีคนที่รัก มีสติ และขอบคุณสิ่งที่มี ส่วนความทะเยอทะยานยังเป็นเรื่องดี ตราบใดที่ไม่ลืมว่าปัจจุบันคือของขวัญ และยังเป็นบทพิสูจน์ว่าการเชื่อในตัวเองและกุมการตัดสินใจของชีวิตไว้เองนั้นเป็นไปได้
การไม่สลัดทิ้งคราบความเป็นศิลปิน การเป็นแร็ปเปอร์ ถูกสาดออกมาเป็นเอกลักษณ์ที่ฟังเมื่อไหร่ก็รู้ว่านี่คือ JROC ด้วยความลื่นไหล จังหวะ การพลิกแพลงคำ การเล่นคำ และความคมคายสะท้อนเส้นทางของตัวเองที่เขาไม่คิดจะหนี และยังผสานทั้งสอง Paths ได้อย่างลงตัวอีกด้วย
ทุกวันนี้ เมื่อมีเวลาว่างหรือมีโอกาสที่เอื้ออำนวย JROC ยังคงจับไมค์ขึ้นแจมกับเพื่อน ๆ ออกงานเป็นดีเจหรือร่วมร้องเพลงแร็ปบนเวทีอย่างมีความสุข การกลับมาจับไมค์ของเขาไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อชื่อเสียงหรือผลตอบแทนทางการเงิน เพราะสถานะทางธุรกิจของเขาอยู่เหนือจุดนั้นไปไกลแล้ว หากแต่เป็นดั่ง Soul Nourishment และรักษาความซื่อสัตย์ต่อรากเหง้าความชื่นชอบที่แท้จริงของตัวเองเอาไว้
อ่านข่าวธุรกิจ กลยุทธ์การตลาด และสัมภาษณ์พิเศษ กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ “การเงินดีชีวิตดี” ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/business_marketing
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney