ทำไมต้องแว่น ? อ่านเดิมพันสไตล์ Mark Zuckerberg จากยุค VR - Metaverse ถึง Meta Glasses

Business

Business Strategy

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

ทำไมต้องแว่น ? อ่านเดิมพันสไตล์ Mark Zuckerberg จากยุค VR - Metaverse ถึง Meta Glasses

Date Time: 29 ก.ย. 2569 16:16 น.

Video

Nebius ทำอะไร? เกินกว่าจะเป็นนีโอคลาวด์ธรรมดา | Digital Frontiers EP.75

“Summary“

Meta เปิดตัว Muse ในงาน Meta Connect 2026 ซึ่งเป็น AI Agent ที่สามารถทำงานแทนผู้ใช้ได้จริงผ่านแว่นตาอัจฉริยะ

  • Meta ตั้งเป้าขยายไลน์ผลิตภัณฑ์ AI Glasses ให้ครอบคลุมกว่า 100 รูปแบบภายในสิ้นปี 2026 ผ่านแบรนด์ดังอย่าง Ray-Ban และ Oakley
  • ข้อมูลจาก Counterpoint Research ระบุว่า Meta ครองส่วนแบ่งตลาดแว่นตาอัจฉริยะสูงถึง 94% ในกลุ่ม Display-less AI Glasses ในช่วงครึ่งแรกของปี 2026
  • กลยุทธ์ของ Meta คือการเปลี่ยนแว่นตาให้เป็นช่องทางหลักในการเข้าถึง AI (Distribution Channel) เพื่อลดการพึ่งพาแพลตฟอร์มสมาร์ทโฟนของ Apple และ Google
  • แม้ Reality Labs จะมีผลขาดทุนสะสมสูง แต่ Zuckerberg ยังคงเดินหน้าลงทุนต่อเนื่องเพื่อสร้าง Computing Platform แห่งอนาคตที่รวม AI เข้ากับโลกความเป็นจริง

Latest


ภาพ Mark Zuckerberg ถือ Muse Charm ผู้ช่วย AI ที่ถูกย่อส่วนอยู่ใน Hardware ขนาดจิ๋วคล้าย Tamagotchi บนเวที Meta Connect 2026 เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้ชื่อของ Meta กลับมาอยู่ในเรดาร์ของนักลงทุนอีกครั้ง

หลังจากที่บริษัทเดินหน้าปรับยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่ ทั้งการลงทุน AI Infrastructure, การพัฒนา AI Models และการผลักดัน Meta AI และ AI Agent เข้ามาอยู่ใน Ecosystem ของ Facebook, Instagram, WhatsApp และ Messenger

แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าการเปิดตัว AI ใหม่ คือ Hardware ที่ Meta กำลังนำ AI เข้าไปอยู่ด้วย เพราะในช่วงเวลาเดียวกับที่ Muse จุดกระแสความสนใจในตลาดทุน Meta ก็เปิดตัวและขยายไลน์ AI Glasses ครั้งใหญ่ ตั้งแต่ Ray-Ban Meta Audio, Ray-Ban Meta Gen 3, Meta Ray-Ban Display ไปจนถึง Meta VR Glasses และยังประกาศอีกว่า ภายในสิ้นปี 2026 จะมี AI Glasses มากกว่า 100 รูปแบบ ครอบคลุมแบรนด์ทั้ง Ray-Ban, Oakley และ Meta Glasses

โดยหลังจากที่ Muse เปิดตัววันที่ 8 กันยายน หุ้น Meta ปรับตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และนักวิเคราะห์หลายสถาบันทยอยปรับมุมมองและราคาเป้าหมาย หลังมองเห็นศักยภาพของ Muse และการต่อยอดสู่ AI Glasses

ภาพฝันของ Zuckerberg ไปถึงขั้นไหน เขากำลังวางเดิมพันกับ AI Glasses ใหญ่เพียงใด และเหตุใด “แว่น” จึงกลายเป็น Hardware ที่ Meta ให้ความสำคัญอย่างจริงจังในยุค AI

คอลัมน์ BrandStory ครั้งนี้ชวนย้อนดูเส้นทางการเดิมพันของ Mark Zuckerberg และ Meta หลังยุค Social Media ตั้งแต่ Oculus, Reality Labs, Metaverse, Smart Glasses จนถึง AI Agent เพื่อทำความเข้าใจว่า แว่นตาอัจฉริยะกำลังมีความหมายอย่างไรต่อกลยุทธ์ใหม่ของ Meta เพราะครั้งนี้ Zuckerberg อาจไม่ได้กำลังเดิมพันเพียงแว่น แต่กำลังเดิมพันกับ Computing Platform แห่งอนาคต

เรื่องราวก่อนจะมี AI Glasses

จุดเริ่มต้นของการเดิมพันครั้งนี้ต้องย้อนกลับไปถึง ปี 2014 ปีนั้น Facebook ทุ่มเงินประมาณ 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เข้าซื้อ Oculus VR บริษัทผู้พัฒนาเทคโนโลยี Virtual Reality ซึ่งในเวลานั้นยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของตลาด Consumer VR

แต่ Zuckerberg ไม่ได้มอง Oculus เป็นเพียงบริษัทผลิต VR สำหรับเล่นเกม ในวันที่ประกาศเข้าซื้อ เขามองว่า VR มีศักยภาพที่จะกลายเป็น Platform ใหม่สำหรับการสื่อสารและประสบการณ์ทางสังคม และเปรียบเทียบว่า Smartphone คือ Platform สำคัญของยุคนั้น ขณะที่ VR อาจเป็น Platform ของยุคถัดไป

สองปีต่อมา Facebook เปิดตัว “Oculus Rift” ในเดือนมีนาคม 2016 ก่อนเดินหน้าพัฒนา Quest, Mixed Reality และเทคโนโลยี AR/VR อย่างต่อเนื่อง โจทย์จึงใหญ่กว่าการขาย Headset เพราะ Meta ต้องการสร้าง Ecosystem ของตัวเอง ตั้งแต่ Hardware, Software, Developer ไปจนถึง Content และ Social Experience

โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญ คือ หาก Computing Platform ใหม่เกิดขึ้นจริง การเป็นเจ้าของ Hardware และ Software ย่อมทำให้บริษัทมีอำนาจเหนือ Distribution มากกว่าการเป็นเพียง Application ที่ต้องอาศัย Platform ของ Apple และ Google

Reality Labs เครื่องจักรสร้าง Computing Platform ใหม่

กระทั่งปี 2020 Facebook รวมงานด้าน AR และ VR ภายใต้ชื่อ Reality Labs โดยประกาศภารกิจอย่างชัดเจนว่า ต้องการสร้าง “Next Computing Platform” และพัฒนาเทคโนโลยีที่จะทำให้ผู้คนรู้สึกใกล้ชิดกันมากขึ้น แม้อยู่ห่างไกลกัน

Reality Labs จึงไม่ได้หมายถึงแค่ VR Headset แต่รวมตั้งแต่ AR + VR + Hardware + Software + Computer Vision + Spatial Computing + Human-Computer Interaction

ทั้งหมดนี้กลายเป็น Technology Stack ที่ Meta สะสมมาตลอดทศวรรษ และท้ายที่สุด หนึ่งในผลผลิตที่สำคัญที่สุดกลับไม่ได้อยู่ใน VR Headset แต่อยู่ในแว่นตาที่หน้าตาเหมือนแว่นธรรมดา

ยุคที่เชื่อว่า Metaverse คือ Platform ถัดไป

การเดิมพันใหญ่ขึ้นอย่างก้าวกระโดดในวันที่ 28 ตุลาคม 2021 เมื่อ Facebook เปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น Meta พร้อมประกาศวิสัยทัศน์ใหม่ว่า Metaverse จะเป็นบทถัดไปของยุคอินเทอร์เน็ต โดยภาพของ Zuckerberg ในเวลานั้น คือ โลกที่ผู้คนไม่ได้เพียงมอง Digital Content ผ่านหน้าจอ แต่สามารถเข้าไปอยู่ในประสบการณ์นั้นได้

VR จึงทำหน้าที่พาผู้ใช้เข้าไปในโลกเสมือน ขณะที่ AR Glasses มีศักยภาพในการนำ Digital Content มาซ้อนทับบนโลกจริง สองเทคโนโลยีจึงถูกวางอยู่บนกลยุทธ์เดียวกัน คือ การสร้าง Computing Platform ที่ไม่ต้องพึ่งพา Smartphone

แต่การเดิมพันนี้มีต้นทุนมหาศาล ปี 2025 Reality Labs มีรายได้ 2,207 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ขาดทุนจากการดำเนินงานถึง 19,193 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับขาดทุน 17,729 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 และในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 Reality Labs มีรายได้ประมาณ 833 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ขาดทุนจากการดำเนินงานประมาณ 8,647 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ตัวเลขนี้ทำให้ Reality Labs กลายเป็นหนึ่งในการเดิมพันที่มีต้นทุนสูงที่สุดของ Meta โดยเฉพาะเมื่อ Metaverse ไม่สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคได้เร็วตามภาพฝันเดิม อย่างไรก็ตามมีสิ่งหนึ่งที่ Meta ไม่ได้หยุดลงทุน นั่นคือ Hardware เพราะเงินลงทุนเหล่านี้กำลังสร้างความเชี่ยวชาญในเทคโนโลยีที่อาจมีประโยชน์กับ Computing Platform รุ่นต่อไป แม้ Use Case จะเปลี่ยนไปจาก Metaverse ก็ตาม

2021 จุดเริ่มต้นของ “แว่น” ที่คนใส่ได้ในชีวิตจริง

ในปีเดียวกับที่ Facebook ประกาศเดิมพัน Metaverse บริษัทกลับเดินอีกเกมหนึ่งควบคู่กัน นั่นคือการจับมือกับ EssilorLuxottica ยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตแบรนด์แว่นตาระดับโลก เจ้าของ Ray-Ban และ Oakleys เปิดตัว "Ray-Ban Stories" ซึ่งถือเป็นครั้งแรก Meta นำเทคโนโลยีจาก Reality Labs ออกจากโลก VR มาอยู่ใน Form Factor ที่คนทั่วไปสามารถสวมใส่ได้จริง โดยทั้งสองก็ได้พัฒนาความร่วมมือทั้งในเชิงธุรกิจและโปรดักต์ โดยเฉพาะการผลักดัน Ray-Ban Meta

กล้อง ลำโพง และไมโครโฟนถูกซ่อนอยู่ในกรอบแว่นที่มีหน้าตาใกล้เคียงกับแว่นทั่วไป โดยโจทย์ในเวลามีเพียง ถ่ายภาพ ถ่ายวิดีโอ ฟังเพลง และรับสาย แต่เบื้องหลังที่ยากกว่านั้น คือ Meta หาคำตอบมาโดยตลอดว่าจะทำอย่างไรให้คนยอมให้ Computing Technology อยู่บนใบหน้าของตัวเอง 

AI คือสิ่งที่ทำให้ Smart Glasses “เกิดใหม่”

ทั้งนี้จุดเปลี่ยนสำคัญไม่ได้เกิดจากการปรับปรุง Hardware ให้ดีขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการมาของ AI และจริงๆ แล้ว Meta ไม่ได้เพิ่งเริ่มลงทุน AI ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เพราะ บริษัทมีงานวิจัยด้าน AI มานานหลายปี และปี 2023 คือจุดที่ AI เริ่มเปลี่ยนความหมายของ Smart Glasses อย่างชัดเจน

เมื่อ Meta เปิดตัว "Ray-Ban Meta" รุ่นใหม่ในเดือนกันยายน 2023 บริษัทนำ Meta AI เข้ามาอยู่บนแว่นโดยตรง ผู้ใช้สามารถเรียก AI ด้วยเสียงเพื่อถามคำถาม ขอข้อมูล หรือควบคุมฟังก์ชันต่างๆ โดยไม่ต้องหยิบ Smartphone ขึ้นมา และจากนั้น Meta ขยับไปไกลกว่านั้น โดย AI ไม่ได้เพียงฟังผู้ใช้ แต่เริ่มมองเห็นสิ่งเดียวกับผู้ใช้

ปลายปี 2023 Meta ระบุชัดว่า Ray-Ban Meta เป็นหนึ่งในจุดที่ AI และ Metaverse เริ่มมาบรรจบกัน โดย AI สามารถใช้ Vision และ Language Understanding เพื่อเข้าใจสิ่งที่ผู้ใช้กำลังมอง และช่วยเหลือแบบ Hands-free

แว่นรู้ว่าผู้ใช้กำลังมองอะไร เมื่อ AI สามารถรับข้อมูลทั้งภาพ เสียง และภาษาได้พร้อมกัน แว่นจึงกลายเป็น Device ที่มี Context สูงมาก และ Context คือวัตถุดิบสำคัญของ AI Agent ซึ่งกลายเป็นจุดได้เปรียบที่ Smartphone ทำไม่ได้

หลังจากนั้น Meta จึงเริ่มทดลองว่า AI Glasses จะไปได้ไกลแค่ไหน ในปี 2024 บริษัทเปิดตัว "Orion" ต้นแบบ AR Glasses ที่รวม Holographic Display, AI และ Spatial Computing เข้าด้วยกัน โดย Meta ระบุว่า Orion เป็นผลจากการพัฒนาเทคโนโลยี AR มาหลายปี และถูกสร้างขึ้นเพื่อเรียนรู้และพัฒนาไปสู่ Consumer AR Glasses ในอนาคต

จากนั้นปี 2025 Meta ขยายตลาดไปยัง Sports และ Performance ด้วย “Oakley Meta” ซึ่งนำ AI, Camera และ Audio เข้าไปอยู่ในแว่นสำหรับกิจกรรมกลางแจ้งและกีฬา และล่าสุดในปี 2026 บริษัทเริ่มเติม Display เข้ามาในสมการผ่าน "Meta Ray-Ban Display" โดยแว่นสามารถแสดง Navigation, Notifications, Calendar และประสบการณ์ Hologram ขณะที่ผู้ใช้ยังอยู่ในโลกจริง

นอกจากนี้ยังมี "Ray-Ban Meta Audio" แว่นแบบไม่มีกล้อง แต่เน้น Audio + AI มีแบตเตอรี่ใช้งานได้สูงสุด 12 ชั่วโมง ราคาเริ่มต้น 349 ดอลลาร์สหรัฐ ไปจนถึง "Ray-Ban Meta Gen 3" รุ่นหลักที่บางลง สวมใส่สบายขึ้น แบตเตอรี่ยาวขึ้น และเพิ่มปุ่มเรียก Meta AI โดยตรง

รวมถึงการกลับมาอีกครั้งของ "Meta VR Glasses" แว่น VR น้ำหนักประมาณ 100 กรัม ที่ Meta วางเป็นทั้งโรงภาพยนตร์ส่วนตัว สนามกีฬา Workspace และ Gaming Platform โดยเฉพาะดีไซน์บางเบาเปลี่ยนภาพจำ Meta-Quest โดยสิ้นเชิง


Muse เข้ามาเปลี่ยนบทบาทของแว่นอย่างไร

ในงาน Meta Connect 2026 Meta ประกาศนำ Muse ในฐานะ Personal AI Agent ที่ไม่ได้เพียงตอบคำถาม แต่สามารถลงมือทำงานแทนผู้ใช้ เช่น ส่งอีเมล จองการเดินทาง เปิด Browser กรอกข้อมูล เข้ามาอยู่บน AI Glasses

ตรงนี้คือจุดที่กลยุทธ์ของ Meta เริ่มชัดที่สุด เพราะแว่นไม่ได้เป็นเพียงอุปกรณ์ไฮเทค ที่มี AI แต่กำลังกลายเป็น Interface สำหรับ Personal AI Agent ที่ผู้ใช้สามารถเรียก AI ได้แบบ Hands-free และให้ Muse ใช้สิ่งที่ผู้ใช้กำลังมองเห็นเป็นบริบทในการทำงาน เช่น ถามเกี่ยวกับสินค้าบนชั้นวาง อ่านใบปลิว หรือจัดการกับรายการสิ่งของที่อยู่ตรงหน้า กลายเป็นอุปกรณ์ที่รับรู้บริบทของผู้ใช้ แล้วให้ AI ลงมือทำ

และเพื่อตอบคำถามว่า ทำไม Meta ถึงจริงจังกับแว่นขนาดนี้ คำตอบจจึงไม่ได้อยู่ที่รายได้จากการขายแว่นอีกต่อไป เพราะปัจจุบัน Meta มีผู้ใช้งาน Facebook, Instagram, WhatsApp และ Messenger จำนวนมหาศาล แต่ผู้ใช้ส่วนใหญ่ยังเข้าถึงบริการเหล่านี้ผ่าน iPhone และ Android

นั่นหมายความว่า Meta ไม่ได้เป็นเจ้าของ Device Interface แต่ถ้า Smart Glasses กลายเป็น Computing Interface ใหม่ได้สำเร็จ Meta ก็มีโอกาสขยับ Position ตัวเองจากผู้ให้บริการ Application ไปสู่การเป็นเจ้าของทั้ง Hardware + AI + Software + Distribution 

ซึ่งเป็นเหตุผลเชิงกลยุทธ์ที่ทำให้ Zuckerberg ยอมลงทุนใน Reality Labs แม้จะขาดทุนสูงมาอย่างต่อเนื่อง เพราะมูลค่าที่บริษัทต้องการสร้างอาจไม่ได้อยู่ในตัวแว่น แต่อยู่ที่ข้อมูลและความสัมพันธ์โดยตรงระหว่าง Meta, AI และผู้ใช้ ซึ่ง Meta เองก็ได้สรุปทิศทางนี้ค่อนข้างชัดว่า บริษัทกำลังสร้าง Personal AI Agents ควบคู่กับครอบครัวของ Devices ที่ทำให้ผู้ใช้เข้าถึง AI ได้จากทุกที่

Meta กำลังขึ้นแท่นผู้นำตลาดในปัจจุบัน

การเดิมพันของมาร์กในครั้งนี้จึงแตกต่างจากช่วง Metaverse อย่างมีนัยสำคัญ เพราะครั้งนี้ตลาดมีสัญญาณจากผู้บริโภคจริงแล้ว

ล่าสุด EssilorLuxottica บริษัทแม่ของ Ray-Ban เปิดเผยเมื่อเดือนกรกฎาคมว่า รายได้จากแว่น Meta เพิ่มขึ้นมากกว่า 3 เท่าเมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่ข้อมูลจากบริษัทวิจัยตลาดหลายแห่งชี้ว่า Meta เป็นแบรนด์แว่นอัจฉริยะที่มีส่วนแบ่งตลาดนำห่างคู่แข่ง

Counterpoint Research ระบุว่า Global AI Glasses Shipments เพิ่มขึ้น 263% (YoY) ใน H1 2026 โดยกลุ่ม Display-less AI Glasses เติบโต 258% และ Meta มีสัดส่วนประมาณ 94% ของ AI Glasses Shipments ทั่วโลก ในช่วงดังกล่าว

ขณะที่ IDC ระบุว่าใน Q2 2026 ตลาด Smart Glasses และ XR Glasses เติบโต 35.3% (YoY) และ Audio Glasses ซึ่งรวมผลิตภัณฑ์อย่าง Ray-Ban Meta ครอง 70.3% ของ Shipments ในไตรมาสนั้น ขณะที่ Meta มีส่วนแบ่งตลาดรวม 68.7%

ตัวเลขสองชุดนี้สะท้อนให้เห็นภาพเดียวกันว่า ตลาดกำลังขยาย และ Meta เป็นผู้นำตลาดในปัจจุบัน ที่สำคัญคือ ตลาดไม่ได้กำลังโตเพราะ AR Display อย่างเดียว แต่ตรงกันข้ามที่ Display-less AI Glasses กำลังเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก

โมเดลธุรกิจใหม่ จาก Hardware สู่ AI Distribution

จากงาน Meta Connect สะท้อนชัดว่า Muse ถูกวางเป็นหนึ่งในช่องทางใหม่ที่ Meta สามารถต่อยอดรายได้ นอกเหนือจากธุรกิจโฆษณาหลักของบริษัท ซึ่งทำให้นักวิเคราะห์ต่างมองว่ากลยุทธ์นี้อาจสร้างโมเดลธุรกิจใหม่ที่น่าสนใจให้กับ Meta และเติมเต็มระบบนิเวศเดิมได้ดียิ่งขึ้น

ในอดีต Hardware เป็นสินค้าที่ซื้อและจ่ายเงินครั้งเดียว แต่ถ้าแว่นเป็น Interface ของ Muse Personal AI ดังนั้นโมเดลธุรกิจอาจเปลี่ยนเป็น Hardware → Distribution → AI Service → Subscription / Commerce

Meta อาจไม่ได้ต้องการกำไรสูงสุดจากแว่นหนึ่งคู่ แต่ต้องการให้แว่นกลายเป็น Distribution Channel ของ AI ยิ่งคนใส่แว่นมากเท่าไร Meta ก็ยิ่งมี Touchpoint กับผู้ใช้มากขึ้น และเมื่อ Muse สามารถเชื่อมกับบริการ Shopping, Travel, Work และ Payment ได้ Ecosystem จึงมีโอกาสขยายจากผู้ช่วยไปสู่ช่องทางทำธุรกรรม

โดย Muse เองเริ่มมี Infrastructure รองรับแนวคิดนี้แล้ว โดย Meta ระบุว่า Agent สามารถทำธุรกรรมผ่านระบบชำระเงินที่เชื่อมต่อกับ Stripe และสามารถทำงานร่วมกับบริการภายนอกผ่าน Connectors ได้

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ Meta ต้องพิสูจน์ยังมีอย่างน้อย 3 เรื่อง อันดับแรก คือ ผู้บริโภคจะยอมใส่ AI บนใบหน้าทุกวันหรือไม่ เพราะเทคโนโลยีอาจทำได้ แต่เรื่องแฟชั่น ความสบาย และการใช้จริงเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

ต่อมาคือผู้คนจะไว้ใจให้ AI เห็นโลกของพวกเขาหรือไม่ เพราะยิ่ง AI มี Context มาก ความเสี่ยงเรื่องความเป็นส่วนตัวก็ยิ่งมากขึ้น และสุดท้าย Muse จะทำงานได้ดีพอที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมหรือไม่ เพราะ AI Agent แตกต่างจากแชตบอท เพราะผู้ใช้คาดหวังให้มันลงมือทำแทน หากทำงานผิดพลาด ความเสียหายจึงอาจมากกว่าการตอบคำถามผิด


แล้ว Metaverse ไปไหน?

เมื่อมองย้อนกลับไปตั้งแต่ Oculus ในปี 2014 จนถึง Meta Connect 2026 จะเห็นว่าเส้นทางของ Zuckerberg ไม่ได้เปลี่ยนจาก Metaverse สู่ AI แบบตัดขาด แต่เป็นการนำ Technology ที่สะสมจากการเดิมพันเดิมมาใช้กับโจทย์ใหม่

สิ่งที่เปลี่ยนมากกว่า คือ ลำดับความสำคัญของ Ecosystem จากเดิมที่ Meta มองว่า Hardware พาคนเข้าสู่ Metaverse แต่ปัจจุบันกลายเป็น AI ทำให้ Hardware มีเหตุผลที่จะอยู่กับคนในโลกจริง และนั่นอาจเป็นเหตุผลว่าทำไม Zuckerberg ยังไม่ยอมปล่อยมือจาก Reality Labs แม้ตัวเลขขาดทุนจะสูง

เพราะตลอด 10 กว่าปีที่ผ่านมา Zuckerberg เคยเดิมพันกับคำว่า Next Computing Platform มาแล้วหลายครั้ง ครั้งแรกคือ VR ต่อมาคือ Metaverse และวันนี้คือ AI แต่สิ่งที่น่าสนใจที่สุด คือ ครั้งนี้ทั้งสามเรื่องอาจกำลังมาบรรจบกัน

และถ้าแว่นอัจฉริยะของ Zuckerberg สามารถทำให้ AI เห็น ฟัง เข้าใจ จดจำ และลงมือทำ ได้โดยที่ผู้ใช้แทบไม่ต้องหยิบ Smartphone ออกมา สิ่งที่ Meta กำลังสร้างอาจไม่ใช่แค่ตลาด Smart Glasses แต่อาจเป็นการแย่งชิง Interface ของยุค Post-Smartphone และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมหลังจากลงทุนกับ VR และ Metaverse มานานกว่าทศวรรษ วันนี้ Zuckerberg จึงยังเดิมพันกับ “แว่น”


ที่มาข้อมูล CNBC [1] , [2], CNN , Techcrunch [1] , [2] 

คลิกอ่านคอลัมน์ BrandStory เพิ่มเติม  

อ่านข่าวธุรกิจ กลยุทธ์การตลาด และสัมภาษณ์พิเศษ กับ ThairathMoney เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดี ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/business_marketing  

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้  https:// www.facebook.com/ThairathMoney    



Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ