
เซ็นทรัล พาร์ค ชู 3 กลยุทธ์ดึงคนมาเดินซ้ำ ดันยอดผู้ใช้บริการแตะ 25 ล้านครั้ง พร้อมเดินหน้าสู่ Must-visit global destination ตั้งเป้าทราฟฟิก 30 ล้านครั้งปี 70
การแจ้งเกิดของศูนย์การค้าขนาดใหญ่ใจกลางเมือง ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือด ไม่ใช่แค่เรื่องของการสร้างตึกให้ตระหง่าน แต่คือโจทย์หินทางธุรกิจว่าจะ “ดึงคนให้มา” และ “มัดใจให้กลับมาซ้ำ” ได้อย่างไร?
ซึ่งตลอดช่วง 1 ปีที่ผ่านมา เซ็นทรัล พาร์ค (Central Park) ภายใต้การบริหารของ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ที่ตัดสินใจปักหมุดตรงหัวมุมถนนพระรามที่ 4 ตัดกับถนนสีลม (แยกศาลาแดง/สีลม) ตรงข้ามสวนลุมพินีพอดิบพอดี ได้พิสูจน์บททดสอบนี้ได้อย่างก้าวกระโดด ด้วยยอดผู้ใช้บริการที่พุ่งสูงถึง 25 ล้านครั้ง โดยมีสัดส่วนของนักท่องเที่ยวต่างชาติมากถึง 10 ล้านครั้ง พร้อมผงาดขึ้นสู่ Top 3 ศูนย์การค้าที่สร้างทราฟฟิกสูงสุดในพอร์ตโฟลิโอของเซ็นทรัลพัฒนาได้อย่างน่าจับตา
หากวิเคราะห์ถึงเบื้องหลังความสำเร็จผ่านมุมมองของ คุณายุธ เดชอุดม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการสินทรัพย์ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ และเซ็นทรัล พาร์ค จะพบว่าความสำเร็จนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากโชคช่วย แต่เป็นผลจากการวางโครงสร้างกลยุทธ์ทางธุรกิจที่คมกริบในทุกมิติ โดยเริ่มต้นจากการใช้กลยุทธ์ความต่างผ่านความสดใหม่ (Curated Newness) ที่ดึงดูดแบรนด์ระดับโลกและแบรนด์ไทยกว่า 250 แบรนด์เข้ามาเปิดตัวในรูปแบบ First-in-Thailand และ New Formats ไม่ว่าจะเป็นปรากฏการณ์สร้างไวรัลของ Blue Bottle Coffee สาขาแรกในไทย หรือการปรับโฉม ZARA Duplex Concept Store ในรอบกว่าทศวรรษ ซึ่งสร้างแรงดึงดูดขั้นสุดให้ผู้บริโภคต้องเดินทางมาสัมผัสด้วยตนเอง
ผสานเข้ากับ กลยุทธ์การเชื่อมโยงวิถีชีวิตและวัฒนธรรม (People & Cultural Stage) ที่เปลี่ยนพื้นที่ค้าปลีกให้กลายเป็นเวทีแห่งประสบการณ์ ผ่านแนวคิด Neighborhood Soul นำดีเอ็นเอของย่านสีลม-พระราม 4 และสวนลุมพินี มาผสมผสานกับงานศิลปะ ดนตรี และอาหาร ตลอดจน กลยุทธ์งานดีไซน์ระดับโลก (Design for Bangkok) ที่จับมือกับดีไซเนอร์ชั้นนำออกแบบสถาปัตยกรรมและภูมิทัศน์ให้กลมกลืนกับบริบทของเมือง เกิดเป็นเอกลักษณ์ที่สะท้อนเสน่ห์ของกรุงเทพฯ ในระดับสากล
ความแข็งแกร่งของเซ็นทรัล พาร์ค ยังถูกเติมเต็มด้วย พลังของมิกซ์ยูส (Mixed-Use Synergy) ที่ทุกองค์ประกอบช่วยส่งเสริมกันอย่างลงตัวและไร้รอยต่อ จนดันให้อัตราการเช่าพื้นที่ค้าปลีกพุ่งสูงถึง 98% ดึงดูดทราฟฟิกต่อวันได้มากถึง 65,000–75,000 visits ขณะที่ Central Park Offices ก็มีอัตราการเช่าพื้นที่แล้วกว่า 80% จากองค์กรชั้นนำระดับโลก อาทิ Deutsche Bank, adidas, Bayer และสถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์
สอดรับกับความสำเร็จของโรงแรม Dusit Thani Bangkok ที่คว้ารางวัล และกลายเป็นจุดหมายปลายทางของคนดังระดับโลก รวมถึงโครงการ The Residences at Dusit Central Park ที่กวาด ยอดขายไปแล้วถึง 96%
สำหรับก้าวต่อไปในอนาคต “เซ็นทรัล พาร์ค” ได้ขยับหมากรุกครั้งสำคัญผ่านทิศทาง “What's Next” ด้วยการยกระดับสู่การเป็นจุดหมายปลายทางระดับโลก ผ่าน 3 กลยุทธ์สำคัญ ได้แก่
1.Global Firsts นำเข้าประสบการณ์และคอลเลกชันพิเศษระดับสากล ตั้งแต่ First-in-Thailand, Exclusive Collections และ New Concepts ไปจนถึงประสบการณ์และอีเวนต์รูปแบบใหม่อย่างต่อเนื่อง
2.Global Culture การเปิดพื้นที่เชื่อมโยงศิลปวัฒนธรรมระหว่างกรุงเทพฯ กับศิลปินระดับโลก เพื่อสร้าง Cultural Moments ใหม่ให้กับเมือง
3.Global Audience การรุกตลาดเพื่อขยายฐานนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง พร้อมสร้างการรับรู้ผ่าน Global Creators และ Partners เพื่อให้เซ็นทรัล พาร์ค เป็น Must-visit global destination ที่ผู้คนจากทั่วโลกต้องมาโดยตั้งเป้าดันการเติบโตของทราฟฟิกเพิ่มขึ้นอีก 10% สู่ 30 ล้านครั้งในปี 2570 พร้อมรองรับการเปิดทางเชื่อมใต้ดินตรงจาก MRT ในช่วงครึ่งแรกของปี 2570
ความน่าสนใจในการวางตำแหน่งทางธุรกิจ (Business Positioning) ของเซ็นทรัล พาร์ค คือ การสร้างความแตกต่างอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับรุ่นพี่อย่าง Central World ที่วางตัวเป็น Home of Flagships ขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาค ขณะที่ เซ็นทรัล พาร์ค ถูกวางตัวให้เป็น “Destination of Experience & Modern Lifestyle” ที่มุ่งตอบโจทย์คนรุ่นใหม่และคนเมืองที่มีไลฟ์สไตล์เฉพาะตัว โดยเน้นการดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพที่มีกำลังซื้อสูง และให้คุณค่ากับงานดีไซน์และวัฒนธรรม เพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก
อ่านข่าวธุรกิจ กลยุทธ์การตลาด และสัมภาษณ์พิเศษ กับ ThairathMoney เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดี” ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/business_marketing
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney