
Nike ในจีนกำลังเผชิญกับแรงกดดันอย่างหนัก โดยเฉพาะในด้านยอดขาย เลยเกิดเป็นแผนปรับเกมธุรกิจครั้งใหม่ เล็งปิดร้านออนไลน์นับพันในจีน และจะหันมาขายออนไลน์ผ่านแค่ร้านทางการของแบรนด์เท่านั้น หวังคุมเกมเองอีกครั้ง ปรับภาพลักษณ์แบรนด์ให้ดีขึ้นได้ในระยะยาว
Nike ประกาศเตรียมยุติความร่วมมือกับผู้จัดจำหน่ายออนไลน์หลายพันรายในจีน ตั้งแต่เดือนมกราคมปีหน้า เป็นต้นไป เพื่อจัดระเบียบตลาดออนไลน์ที่กระจัดกระจาย และเร่งพลิกฟื้นธุรกิจในจีน หลังเผชิญกับยอดขายหดตัวมายาวนาน
หลังการปรับโครงสร้างใหม่นี้ ช่องทางออนไลน์ของ Nike จะเหลือเพียงเว็บไซต์ และแอปพลิเคชันทางการของ Nike รวมถึงร้าน Official Flagship บน Tmall, JD.com และ Douyin ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ และโซเชียลคอมเมิร์ซรายใหญ่ของจีน โดยจะเริ่มแผนนี้ภายในมกราคมปีหน้า
ก่อนหน้านี้ ลูกค้าสามารถซื้อสินค้า Nike ได้ทั้งจากช่องทางทางการ และร้านค้าออนไลน์จำนวนหลายพันแห่งที่ดำเนินการโดยพันธมิตรร้านค้าปลีกและผู้จัดจำหน่ายรายย่อยทั่วประเทศ จนกลายเป็นเครือข่ายขนาดใหญ่ที่เปิดทางให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินค้าได้ง่าย
แต่ปัญหาหลักที่เกิด และแบรนด์ระดับโลกอย่าง Nike เล็งเห็นแล้วว่าฝังรากลึกส่งผลกระทบต่อแบรนด์มายาวนาน คือ ปัญหาเรื่องภาพลักษณ์ที่ไม่เป็นเอกภาพ ราคาขายแตกต่างกันในแต่ละร้าน จนสิ่งนี้กลายเป็นอุปสรรคต่อ Nike ที่อยากจะฟื้นยอดขายในตลาดจีน
Cathy Sparks รองประธาน และผู้จัดการทั่วไปประจำจีนของ Nike ระบุในจดหมายถึงพันธมิตรว่า ร้านค้า Flagship รูปแบบใหม่จะกลายเป็นจุดหมายหลักของผู้บริโภคบนแต่ละแพลตฟอร์ม โดยนำเสนอสินค้าได้ชัดเจนขึ้น ถ่ายทอดเรื่องราวของแบรนด์ได้ดีขึ้น และสร้างประสบการณ์การซื้อที่เชื่อมต่อกันมากกว่าเดิม
โดยเธอย้ำว่า การปรับเปลี่ยนครั้งนี้ไม่ใช่การลดช่องทางการเข้าถึงสินค้า แต่เป็นการลดความซ้ำซ้อนของช่องทางขาย เพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่สม่ำเสมอ ซึ่งจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์ในระยะยาว ซึ่งหากพิจารณาให้ลึกลงไป จะพบว่า เป้าหมายสำคัญเบื้องหลังการปรับโครงสร้างครั้งนี้คือการดึงอำนาจการกำหนดราคากลับมาอยู่ในมือ Nike และลดปัญหาการแข่งขันด้านราคาบนโลกออนไลน์
อย่างไรก็ตามนักวิเคราะห์มองว่า กลยุทธ์นี้อาจส่งผลกระทบต่อรายได้ในระยะสั้น เพราะจีนกลายเป็นตลาดที่ยอดขายของ Nike ลดลงแล้วราว 30% ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โดยก่อนหน้านี้สื่อจีนได้รายงานถึงแผนการดังกล่าวเมื่อเดือนที่ผ่านมา ส่งผลให้ Laurent Vasilescu นักวิเคราะห์จาก BNP Paribas ออกมาเตือนว่า กลยุทธ์นี้คล้ายกับสิ่งที่ Nike เคยทำในอเมริกาเหนือ
กล่าวคือ การลดบทบาทผู้ค้าส่งลงจากการตัดช่องทางจำหน่ายในเวลานั้น ได้เปิดโอกาสให้คู่แข่งเข้ามาแย่งพื้นที่ในตลาด จนท้ายที่สุด Nike สูญเสียความเป็นผู้นำ พร้อมเผชิญยอดขาย และอัตรากำไรที่ลดลงอย่างหนัก พร้อมคงคำแนะนำ Underperform สำหรับหุ้น Nike โดยให้เหตุผลว่า ปัญหาที่แท้จริงของบริษัทไม่ใช่จำนวนผู้จัดจำหน่าย แต่เป็นความสามารถในการแข่งขันของสินค้า ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในหลายตลาดทั่วโลก
หากย้อนดูในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา หุ้น Nike ร่วงไปแล้วมากถึง 41% โดยเหตุผลหลักมาจากยอดขายที่ทรุดตัวลงต่อเนื่องทั่วโลก สินค้าใหม่ที่ออกมายังไม่ตอบโจทย์ตลาด ตลอดจนคู่แข่งรายใหม่ที่เข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาดสินค้ากีฬา และไลฟ์สไตล์
จีน ซึ่งเป็นตลาดใหญ่อันดับ 3 ของ Nike ยังคงเป็นหนึ่งในความกังวลหลักของแบรนด์เสื้อผ้ากีฬารายใหญ่ที่สุดของโลก โดยการปรับโครงสร้างช่องทางอีคอมเมิร์ซครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของแผนใหญ่ในการเร่งฟื้นการเติบโตของธุรกิจในจีน
Nike รายงานเมื่อเดือนที่ผ่านมาว่า ยอดขายในจีนแผ่นดินใหญ่ลดลง 17% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนในไตรมาส 4 ซึ่งเป็นการชะลอตัวที่รุนแรงขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าที่ลดลง 10%
ขณะเดียวกัน Nike กำลังเผชิญแรงกดดันจากคู่แข่งในประเทศจีนที่เติบโตอย่างรวดเร็ว เช่น Anta และ Li Ning ซึ่งเข้ามาชิงส่วนแบ่งตลาดของ Nike มากขึ้น รวมถึงแบรนด์ต่างประเทศอย่าง On และ Hoka ที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ปัญหาในตลาดจีน ทำให้นักลงทุนเริ่มตั้งคำถามมากขึ้นว่า แผนฟื้นฟูธุรกิจของ Elliott Hill ซีอีโอ Nike ยังต้องเผชิญกับอุปสรรคอีกมาก
ตลอดเกือบ 2 ปีที่เข้ามารับตำแหน่ง Elliott Hill พยายามปรับทิศทาง Nike ใหม่ โดยมุ่งกลับไปให้ความสำคัญกับธุรกิจกีฬา สร้างความสัมพันธ์กับพันธมิตรค้าส่งในอเมริกาเหนือขึ้นมาใหม่ และเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ เพื่อกระตุ้นความต้องการของผู้บริโภค
โดย Nike เปิดเผยว่า พันธมิตรร้านค้าหลักในจีนจำนวนมากจากทั้งหมด 16 ราย ซึ่งเป็นผู้บริหาร และดูแลร้านค้า Nike หลายพันแห่งทั่วประเทศ จะยุติการขายสินค้า Nike ผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งหลังประกาศแผนดังกล่าว
การปรับโครงสร้างครั้งนี้ยังส่งผลกระทบต่อพันธมิตรร้านค้าปลีกในจีน ที่ลงทุนขยายธุรกิจออนไลน์ตลอดหลายปีที่ผ่านมา แต่พาร์ทเนอร์สำคัญ ๆ บางรายกลับสนับสนุนแผนการครั้งนี้
หุ้นของผู้ค้าปลีกสินค้ากีฬารายใหญ่ในจีนอย่าง Topsports และ Pou Sheng ปรับตัวลดลงในการซื้อขายช่วงแรก โดยหุ้น Pou Sheng ร่วงลง 10% ขณะที่หุ้น Topsports ดิ่งลงถึง 23% ซึ่งเป็นการปรับตัวลงรายวันที่หนักที่สุดเป็นประวัติการณ์ ส่งผลให้มูลค่าตลาดของบริษัทหายไปประมาณ 3,000 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง (ราว 382.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)
Topsports ซึ่งมีรายได้ประมาณ 22% มาจากการขายสินค้า Nike ผ่านช่องทางออนไลน์ ระบุในเอกสารที่ยื่นต่อตลาดหลักทรัพย์เมื่อวันพุธว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อาจส่งผลกระทบเชิงลบต่อธุรกิจอย่างมีนัยสำคัญ ในระยะสั้น ขณะที่ Pou Sheng เปิดเผยว่า ยอดขายสินค้า Nike ผ่านช่องทางออนไลน์คิดเป็นประมาณ 15% ของรายได้ทั้งหมดของบริษัท
อย่างไรก็ตาม Topsports ที่เป็นผู้จัดจำหน่ายรายใหญ่ที่สุดของ Nike ในจีนแผ่นดินใหญ่ ระบุว่า พร้อมสนับสนุนการตัดสินใจดังกล่าวของ Nike แม้ว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะสร้างแรงกดดันต่อธุรกิจในระยะสั้น แต่เชื่อว่าในระยะกลางถึงระยะยาว จะช่วยสร้างระบบค้าปลีกที่มีระเบียบ แข็งแรง และยั่งยืนมากขึ้น พร้อมยกระดับประสบการณ์ของผู้บริโภค และเพิ่มความน่าสนใจของสินค้า
Topsports ระบุต่อว่า จะยังคงทำงานร่วมกับ Nike อย่างใกล้ชิด โดยใช้จุดแข็งของหน้าร้าน การให้บริการลูกค้า และเครือข่ายที่ครอบคลุมหลายระดับเมือง เพื่อพัฒนาร้านกีฬาแนวคิดใหม่ และมอบประสบการณ์การช้อปปิ้งที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคชาวจีนมากยิ่งขึ้น
ติดตามเพจ Facebook: Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ - https://www.facebook.com/ThairathMoney