
RS ก่อตั้งขึ้นในปี 2519 โดยพี่น้องตระกูลเชษฐโชติศักดิ์ เติบโตจากร้านอัดเทปสู่การเป็นมหาอำนาจวงการเพลงไทยที่สร้างศิลปินระดับตำนานมากมาย
ในประวัติศาสตร์ธุรกิจเพลงไทย มีบริษัทอยู่ไม่กี่แห่งที่ไม่ได้เป็นเพียงค่ายเพลง แต่มีอิทธิพลถึงขั้นกำหนดรสนิยมของผู้ฟังทั้งประเทศ และ “RS” อาร์เอส ค่ายเพลงของ เฮียฮ้อ-สุรชัย เชษฐโชติศักดิ์ คือ หนึ่งในนั้น
หลายคนเติบโตมากับเสียงของ อิทธิ พลางกูร บางคนจำวันที่ เต๋า สมชาย หรือ โดม ปกรณ์ ลัม แจ้งเกิดได้ ขณะที่อีกเจเนอเรชันโตมากับ D2B, Kamikaze, K-OTIC, FFK หรือศิลปินจาก อาร์สยาม เบื้องหลังศิลปินเหล่านี้ คือ บริษัทที่เคยถูกยกให้เป็นหนึ่งใน "มหาอำนาจของวงการเพลงไทย”
ตลอดกว่า 50 ปี บริษัทสร้างศิลปินหลายร้อยคน สะสมคลังเพลงนับหมื่นเพลง และเติบโตจนกลายเป็นหนึ่งในมหาอำนาจของอุตสาหกรรมเพลงไทย แต่ในยุคนี้ที่ธุรกิจเพลงบางไม่อาจอยู่รอดได้จากการทำเงินจากการขายอัลบั้ม ตำนานค่ายเพลงไทยอย่าง RS ที่ผ่านมรสุมมาหลายระลอกกำลังเดินเกมครั้งสำคัญอีกครั้ง ด้วยการเปิดตัว Artist Icon ศิลปิน AI ภายใต้ RS Music X
แต่แทนที่จะได้รับคำชื่นชมในฐานะผู้บุกเบิกเทคโนโลยี โปรเจกต์นี้กลับจุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก พร้อมคำถามที่เกิดขึ้นทั่วโลกโซเชียลว่า ค่ายเพลงที่เคยสร้างตำนานให้วงการ กำลังสร้างอนาคตของธุรกิจเพลง หรือกำลังนำมรดกที่ตัวเองสร้างมาตลอดหลายสิบปีมาทดลองกับ AI
ย้อนกลับไปในปี 2519 พี่น้อง สุรชัย เชษฐโชติศักดิ์ และ เกรียงไกร เชษฐโชติศักดิ์ เริ่มต้นธุรกิจจากเงินลงทุนเพียงประมาณ 50,000 บาท เปิดกิจการเล็ก ๆ ภายใต้ชื่อ Rose Sound รับอัดเพลงลงเทปคาสเซตต์และจำหน่ายเครื่องเสียง
ในเวลานั้นอุตสาหกรรมเพลงไทยยังอยู่ในยุคแผ่นเสียง การอัดเพลงลงเทปเป็นธุรกิจที่เติบโตตามความนิยมของคาสเซตต์ ก่อนที่ Rose Sound จะค่อย ๆ ขยายบทบาทจากผู้จัดจำหน่ายมาเป็นผู้ผลิตผลงานเพลงของตัวเอง
ต่อมาในปี 2525 บริษัทก็ได้ก่อตั้ง บริษัท อาร์.เอส.ซาวด์ จำกัด (RS Sound) ขึ้นอย่างเป็นทางการ และเริ่มสร้างศิลปินในตลาดเพลงวัยรุ่น ซึ่งยังเป็นตลาดที่มีผู้เล่นไม่มากนักในเวลานั้น นำโดย คีรีบูน, ฟรุตตี้, เรนโบว์ และ บรั่นดี ศิลปินยุคแรกที่กลายเป็นรากฐานที่ทำให้ RS เริ่มเป็นที่รู้จักในฐานะค่ายเพลงของคนรุ่นใหม่
กระทั่งช่วงปลายปี 2530 จนถึงต้นปี 2540 คือ ช่วงเวลาที่ RS เติบโตอย่างก้าวกระโดด ตั้งแต่การเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท อาร์.เอส.โปรโมชั่น จำกัด (RS Promotion) ประกาศตัวเองเป็น Entertainment Company เต็มรูปแบบ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ธุรกิจเพลงอีกต่อไป
ในช่วงนี้ RS ผลิตศิลปินที่กลายเป็นซูเปอร์สตาร์ของประเทศอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น เต๋า สมชาย, ทัช ณ ตะกั่วทุ่ง, โดม ปกรณ์ ลัม, เจมส์ เรืองศักดิ์, ปาน ธนพร, Lift & Oil, Raptor, Blackhead, Hi-Rock, Boyscout รวมถึงศิลปินอีกจำนวนมาก
เรียกได้ว่ายุคนี้ RS กลายเป็นผู้กำหนดเทรนด์เพลง Pop, Rock และ Teen Idol ของประเทศ ทำให้การแข่งขันระหว่าง RS กับ Grammy ในยุคนั้นไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันด้านยอดขาย แต่เป็นการแข่งขันเพื่อครองวัฒนธรรมป๊อปของประเทศจนเกิดภาพจำของคำว่า "เด็กแกรมมี่" และ "เด็กอาร์เอส"
กระทั่งปี 2546 ที่นับเป็นหมุดหมายสำคัญของบริษัท นั่นคือ การเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งสะท้อนภาพการแข่งขันของธุรกิจค่ายเพลง และการเติบโตพฤติกรรมการฟังเพลงของคนไทยที่ทำให้ร้านอัดเพลงจำหน่ายเครื่องเสียงก้าวสู่การเป็นบริษัทบันเทิงขนาดใหญ่ในชื่อ บริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน)
โดย RS ยังคงรักษาจุดพีคสุดของธุรกิจต่อเนื่องมากว่า 10 ปี ไม่ว่าจะเป็นการเปิดตัว Kamikaze ค่ายเพลงที่จับกลุ่มวัยรุ่นยุคอินเทอร์เน็ตในช่วงปี 2550 ที่ดังเป็นพลุแตก ในยุคนี้แจ้งเกิดศิลปินวัยรุ่นหลายคน เช่น หวาย ปัญญริสา, ขนมจีน กุลมาศ, เฟย์ ฟาง แก้ว, K-OTIC, Kiss Me Five, 3.2.1 และหลายเพลงมียอดวิวหลักร้อยล้านในเวลาต่อมา
นอกจากนี้ยังมี บริษัท อาร์ สยาม จำกัด (RSIAM) ค่ายเพลงลูกทุ่งและเพลงเพื่อชีวิต อีกเสาหลักของ RS ที่สร้างศิลปินลูกทุ่งชื่อดัง เช่น บ่าววี, โปงลางสะออน, จินตหรา พูนลาภ, ใบเตย อาร์สยาม, กระแต อาร์สยาม รวมถึง จ๊ะ อาร์สยาม ในช่วงหนึ่ง เรียกได้ว่า ทำให้ RS ครองตลาดเพลงลูกทุ่งควบคู่กับตลาดป๊อป ซึ่งถือเป็นอีกยุคที่เปลี่ยนอุตสาหกรรมเพลงไทย
หลังจากนั้น ความสำเร็จของธุรกิจเพลงไม่ได้ดำเนินต่อไปตลอด การมาถึงของอินเทอร์เน็ต การละเมิดลิขสิทธิ์ผ่าน MP3 และการล่มสลายของตลาดซีดี ทำให้รายได้หลักของค่ายเพลงลดลงอย่างรวดเร็ว โมเดลธุรกิจที่เคยอาศัยการขายอัลบั้มเริ่มใช้ไม่ได้
RS จึงต้องปรับตัวครั้งใหญ่ หลังจากที่ขยายธุรกิจไปสู่ภาพยนตร์ (RS Film) วิทยุ (98 Cool FM, 88.5Z Pop) โทรทัศน์ ในช่วงนี้ RS ได้ลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก ฟุตบอลยูโร มีการขยายช่องดาวเทียมและต่อยอดเข้าสู่ธุรกิจดิจิทัลทีวีผ่านช่อง 8 (Channel 8)
หลังจากนั้น RS ยังขยายไปสู่ธุรกิจสุขภาพ ความงาม การขายสินค้า และรีแบรนด์องค์กรเป็น RS Group ในปี 2563 พร้อมนิยามโมเดลธุรกิจใหม่ว่า Entertainmerce บนแนวคิดใช้สื่อและความบันเทิงเป็นเครื่องมือสร้างฐานผู้ชม ก่อนเชื่อมต่อไปสู่การขายสินค้าและบริการโดยตรงผ่านช่องทางอื่นๆ ของบริษัท รวมถึงแพลตฟอร์มคอมเมิร์ซต่าง ๆ นับเป็นการเปลี่ยนผ่านทางธุรกิจครั้งใหญ่ของ RS จาก Music Company ไปสู่ “Commerce Company”
อย่างไรก็ตาม แม้ RS จะพยายามสร้างการเติบโตผ่านโมเดล Entertainmerce แต่ธุรกิจพาณิชย์กลับต้องเผชิญการแข่งขันที่รุนแรง บวกกับผลกระทบจากโควิด-19 และภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ทำให้ผลประกอบการของบริษัทถูกกดดันอย่างต่อเนื่อง จนในปี 2567 RS พลิกมาขาดทุนสุทธิ 304.58 ล้านบาท และต้องเผชิญแรงกดดันด้านความเชื่อมั่นจากตลาดทุน
ท่ามกลางความท้าทายดังกล่าว บริษัทจึงหันกลับมาทบทวน “จุดแข็ง” ที่สร้างชื่อให้กับองค์กร นั่นคือ คลังลิขสิทธิ์เพลงกว่า 10,000 เพลง ซึ่งในยุคสตรีมมิงได้กลายเป็นสินทรัพย์ที่สามารถสร้างรายได้อย่างต่อเนื่องผ่านการฟังเพลง การอนุญาตใช้ลิขสิทธิ์ และการต่อยอดคอนเทนต์ในหลากหลายรูปแบบ
ในปี 2023 ความเคลื่อนไหวของ RS ครั้งนั้นก็ได้ทำให้บรรดาแฟนเพลงสนใจอีกครั้ง หลังจากการประกาศกลับมารุกธุรกิจเพลงอีกครั้งผ่านการร่วมทุนกับ Universal Music Group ตั้งบริษัทร่วมทุน RS UMG ขึ้นมาเพื่อร่วมกันบริหารจัดการลิขสิทธิ์เพลงเก่าและผลักดันศิลปินไทยให้ก้าวสู่ระดับสากล
ในปี 2566 จุดเริ่มต้นยุทธศาสตร์ใหม่ RS เปิดตัว RS Music X โปรเจกต์ฟื้นชีวิตเพลงฮิตในคลังของ RS ผ่านการจับมือกับค่ายเพลง ศิลปิน และโปรดิวเซอร์จากหลากหลายสังกัด เพื่อตีความเพลงใหม่ให้เข้ากับคนฟังยุคปัจจุบัน หลายคนเข้าใจว่าเป็นการกลับมาทำธุรกิจเพลง แต่แท้จริงแล้ว นี่คือ การเปลี่ยนบทบาทของบริษัทจาก Record Label ที่ผลิตศิลปินเองไปสู่ “Music IP Company” ที่ใช้ทรัพย์สินทางปัญญา (Music Catalog) มาสร้างรายได้ซ้ำ (Recurring Revenue)
แทนที่จะเร่งสร้างศิลปินใหม่ RS เลือกนำคลังลิขสิทธิ์เพลงกว่า 10,000 เพลงที่ RS สะสมมาตลอดหลายทศวรรษตั้งแต่ยุคเทปคาสเซ็ต ครอบคลุมเพลงป๊อป ร็อก ลูกทุ่ง และ T-Pop หลายยุค มาทำใหม่หลากหลายรูปแบบ ผ่านการร่วมงานกับศิลปินจากหลายค่าย ขยายการใช้ประโยชน์จากลิขสิทธิ์เพลงให้มากกว่าการฟังเพียงอย่างเดียว
จากหลายโปรเจกต์ที่ออกมาจะเห็นว่า RS ไม่ได้ทำเพียงอัลบั้มรวมเพลง แต่แบ่งเป็นหลายโปรเจกต์ย่อย โดยจับคู่กับค่ายเพลงหรือแนวดนตรีที่แตกต่างกัน เช่น RS Music X XOXO ที่ได้ศิลปิน T-POP อย่าง 4EVE และ ATLAS นำเพลงป๊อปยุค 90-2000 มาทำใหม่ หรือ RS Music X What The Duck ที่ได้ศิลปินอินดี้อย่าง THE TOYS, QLER, YourMOOD มาเรียบเรียงเพลงฮิตของ RS พร้อมกับร้องใหม่ หลายเพลงมียอดสตรีมและยอดรับชมสูง ช่วยให้เพลงในคลังของ RS กลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง
ในเชิงธุรกิจโมเดลนี้สอดคล้องกับบริษัทเพลงระดับโลกที่ให้ความสำคัญกับการบริหาร Music Catalog มากขึ้น เพราะรายได้ระยะยาวจากลิขสิทธิ์มีความมั่นคงกว่าการพึ่งพาศิลปินหน้าใหม่เพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุค Streaming นี้เอง คลังเพลงเหล่านี้กลับมีมูลค่าเพิ่มขึ้นอีกครั้ง เพราะเพลงเก่าไม่ได้หมดอายุอีกต่อไป แต่สามารถสร้างรายได้ซ้ำผ่าน Spotify, Apple Music, YouTube, TikTok การออกใบอนุญาตใช้เพลง (Licensing) และคอนเสิร์ตรียูเนียน
หลังจากทดลองนำคลังเพลงของตัวเองกลับมาสร้างมูลค่าใหม่ผ่าน RS Music X ได้ราว 2 ปี RS ก็ขยับไปอีกขั้น ครั้งนี้บริษัทไม่ได้นำเสนอเพียงเพลงใหม่ แต่เลือกสร้าง “ศิลปินรูปแบบใหม่” ในโปรเจกต์ Artist Icon พร้อมเผยโฉมศิลปินรุ่นแรก 6 คน ได้แก่ Tamin, Joy Joy, Aryn, Noir, Stella และ Luna
ความแตกต่างของโปรเจกต์นี้อยู่ตรงที่ ศิลปินทั้งหมดไม่ได้มาจากการออดิชันหรือการปั้นศิลปินแบบดั้งเดิม แต่เกิดการใช้เทคโนโลยี AI เข้ามามีบทบาทตั้งแต่การสร้างภาพลักษณ์ บุคลิก คาแรกเตอร์ ไปจนถึงจักรวาล (Universe) และเรื่องราวของแต่ละตัวละคร ก่อนจะถ่ายทอดผ่านบทเพลง มิวสิกวิดีโอ และคอนเทนต์บนแพลตฟอร์มดิจิทัล
โดยศิลปินคนแรกที่เปิดตัวคือ Tamin พร้อมซิงเกิล "เก็บตะวัน 2026" ซึ่งนำบทเพลงระดับตำนานของ อิทธิ พลางกูร มาตีความใหม่ในรูปแบบ Lo-fi Boom Bap ผสมผสานดนตรีร่วมสมัยและการแรป จนกลายเป็นหนึ่งในประเด็นที่ถูกพูดถึงมากที่สุดบนโลกโซเชียลในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตามหากมองให้ลึกลงไป การเปิดตัว Artist Icon ไม่ใช่เพียงการใช้ AI สร้างศิลปิน แต่สะท้อนการเปลี่ยนยุทธศาสตร์ของ RS จากการบริหาร Music IP ไปสู่การสร้าง Character IP ที่จะกลายเป็นทรัพย์สินอีกประเภทหนึ่งที่สามารถสร้างมูลค่าได้ในระยะยาว
แม้ AI และอุตสาหกรรมเพลงจะเป็นหัวข้อที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในตอนนี้ แต่หากวิเคราะห์ให้ลึกลงไป จะพบว่าข้อถกเถียงไม่ได้เกิดจากเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว
หากบริษัทเทคโนโลยีหรือสตาร์ตอัปเปิดตัวศิลปิน AI เรื่องนี้อาจถูกมองว่าเป็นนวัตกรรมตามธรรมชาติของธุรกิจ แต่เมื่อผู้ที่ทำ คือ RS ซึ่งเป็นเจ้าของคลังเพลงที่มีคุณค่าทางวัฒนธรรม ความคาดหวังของผู้ฟังจึงแตกต่างออกไป เพราะในสายตาของคนจำนวนมาก RS ไม่ได้เป็นเพียงบริษัทเพลง แต่เป็นองค์กรที่มีบทบาทในการสร้างและดูแลมรดกทางดนตรีของไทย
เมื่อบริษัทเลือกนำเพลงอย่าง “เก็บตะวัน” มาเปิดตัวผ่านศิลปิน AI คำถามจึงไม่ได้มีเพียงว่าเพลงเวอร์ชันใหม่ไพเราะหรือไม่ แต่รวมถึงคำถามที่ว่า บริษัทกำลังใช้เทคโนโลยีเพื่อขยายคุณค่าของเพลง หรือกำลังนำทรัพย์สินทางวัฒนธรรมที่มีอยู่มาสร้างกระแสทางการตลาด
อีกคำหนึ่งที่เริ่มถูกพูดถึง คือ AI Washing ซึ่งหมายถึงการนำ AI มาใช้เป็นจุดขายทางการตลาด ทั้งที่คุณค่าที่แท้จริงของสินค้าอาจไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนัก คำถามนี้จึงเกิดขึ้นกับ Artist Icon เช่นกัน สิ่งที่ผู้ฟังสนใจจริง ๆ คือ AI หรือคือคุณภาพของเพลงกันแน่ หากตัดคำว่า AI ออกไป ผลงานชุดนี้จะยังได้รับความสนใจในระดับเดียวกันหรือไม่
ท้ายที่สุด Artist Icon อาจเป็นส่วนหนึ่งของการทดลองโมเดลธุรกิจใหม่ มากกว่าจะเป็นเพียงการทดลองสร้างศิลปิน เพราะการปลุกปั้นศิลปินที่แท้จริงไม่ได้วัดจากยอดวิวของเพลงแรกหรือกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในช่วงเปิดตัว เพราะตลอด 50 ปีที่ผ่านมา สิ่งที่สร้างมูลค่าให้ธุรกิจเพลงได้อย่างแท้จริง คือ ความสัมพันธ์ระหว่างศิลปินกับผู้ฟังไม่ใช่เพียงเทคโนโลยีหรือแพลตฟอร์ม
และนั่นคือโจทย์สำคัญที่สุดของ RS Music X ในวันที่บริษัทกำลังเปลี่ยนผ่านจากการเป็นค่ายเพลงไปสู่การเป็นธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วย Music IP, Character IP และ AI อย่างเต็มรูปแบบ
ที่มาข้อมูล RS
คลิกอ่านคอลัมน์ BrandStory เพิ่มเติม
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ -