
เราได้ยินคำว่า “ฟองสบู่” ไม่เว้นแต่ละวัน ยิ่งในยุคที่การลงทุนหลั่งไหลไปสู่ตลาด AI และไฮบ์กับคำว่าปัญญาประดิษฐ์ จนเมื่อไหร่ก็ตามที่ธุรกิจอะไรเปลี่ยนไปพูดถึงหรือแม้แต่แตะ AI เบา ๆ ก็ทำหุ้นพุ่งขึ้นทันที ขณะที่บางฝ่ายมองว่า AI คืออนาคต เทคโนโลยีนี้ไม่มีทางที่จะซ้ำรอยแบบในอดีต อีกฝ่ายกลับมองว่า แบบนี้แหละ คือสัญญาณที่โลกกำลังก้าวเข้าสู่ “ฟองสบู่” อีกครั้ง
หนึ่งในนักลงทุนที่ทั่วโลกรู้จักเป็นอย่างดี กับตำนาน The Big Short อย่าง Michael Burry ก็คืออีกคนที่มองสวนทางกระแส AI เขามองว่าตลาดในปัจจุบันนี้ “ไร้เหตุผล” นักลงทุนเก็งกำไรกับหุ้น AI แถมยังมีการกระจุกตัวในบริษัทใหญ่ ๆ ไม่กี่แห่ง
เช่นเดียวกับที่เขามองต่างในช่วงวิกฤติซับไพรม์ ชื่อเสียงของเขาเริ่มต้นจากความสำเร็จในการเดิมพันกับวิกฤติการเงินปี 2008 ที่เขาสามารถกอบโกยกำไรไปได้มหาศาล ขณะที่คนอื่นต้องเผชิญกับเหตุการณ์ที่กระทบกับระบบเศรษฐกิจทั่วโลก ซึ่งต่อมาเรื่องราวของเขาถูกนำไปเขียนเป็นหนังสือ และสร้างเป็นภาพยนตร์
บทความนี้ Thairath Money ในคอลัมน์ How to Make Money จะพาไปเจาะลึกทำความรู้จักกับ Michael Burry นักลงทุนที่แม้แต่ปู่ Warren Buffett ยังมอบฉายาให้ว่าเป็นผู้ทำนายตลาดที่แม่นยำที่สุดคนหนึ่ง เขาคนนี้มีเบื้องหลังเป็นมาอย่างไร ทำไมถึงมาเดินสายเป็นนักลงทุนที่ยึดมั่นในแนวคิดของตัวเอง จนประสบความสำเร็จในแบบที่ใครก็เลียนแบบได้ยาก
แม้ข้อมูลวัยเด็กของเขาจะมีไม่มากนัก แต่จากข้อมูลของแหล่งที่เชื่อถือได้ ระบุว่า Michael Burry เกิดและเติบโตในเมืองซานโฮเซ ซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย เหตุการณ์สำคัญแรกในชีวิตของเขาคือตอนที่อายุได้เพียง 2 ขวบ เขาตรวจพบว่าเป็นมะเร็งจอประสาทตา ทำให้ต้องสูญเสียตาข้างซ้ายไป และต้องใช้ดวงตาเทียมมาตลอดทั้งชีวิต
เขาเติบโตมาในฐานะเด็กที่ชอบอยู่คนเดียว แม้จะมีพี่น้องถึง 3 คน แต่เขาเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า “ธรรมชาติของผมคือไม่ค่อยมีเพื่อน ผมมีความสุขกับการอยู่ในโลกความคิดของตัวเอง”
ในวัยเรียน หลังจบการศึกษาระดับมัธยมปลาย เขาเข้าศึกษาต่อด้านภาษาอังกฤษ เศรษฐศาสตร์ และแพทยศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลอสแอนเจลิส (UCLA) เขาเคยโพสต์ผ่าน Twitter ส่วนตัวว่า “คุณเคยรู้สึกโดดเดี่ยวในมหาวิทยาลัยไหม?” พร้อมเขียนต่อว่า “ผมเข้าเรียนที่ UCLA หลังถูกปฏิเสธจาก Ivy Leagues ทั้งหมด ผมเป็นแค่คนธรรมดา ไม่มีเพื่อน และตอนนี้ไม่คิดจะติดต่อกับใครจากตอนนั้นเลย”
เขาระบุด้วยว่า มันไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เขาก็ผ่านมันมาได้ โดยต่อมาในปี 1997 เขาเข้าเรียนต่อในคณะแพทยศาสตร์ของมหาวิทยาลัยแวนเดอร์บิลต์ ก่อนเข้าฝึกงานเป็นแพทย์เฉพาะทางด้านประสาทวิทยาและพยาธิวิทยาที่โรงพยาบาลสแตนฟอร์ด
และช่วงเดียวกับที่เป็นหมออยู่นั้นเอง เขามีความสนใจอย่างมากในเรื่องการลงทุน พยายามศึกษาอย่างเต็มที่ ใช้เวลาหลังเลิกงานศึกษาตลาดหุ้น วิเคราะห์งบการเงิน และเริ่มเขียนบล็อกวิเคราะห์ตลาดการลงทุนในแบบฉบับของเขาเอง กลายเป็นต้นฉบับของเว็บบอร์ดการลงทุนในยุคแรก ๆ
ซึ่งบทความของเขาได้รับความสนใจอย่างมากจากนักลงทุน หนึ่งในนั้นคือ Joel Greenblatt เจ้าของกองทุน Gotham Capital ที่ถึงขั้นตั้งความหวังว่า Michael Burry จะหันมาเป็นนักลงทุนเต็มตัว
ต่อมาเมื่อแพสชันด้านการลงทุนมันล้น จนเยอะกว่าความชอบด้านการแพทย์ Michael Burry ตัดสินใจลาออกจากแพทย์ ด้วยหนี้การศึกษาที่ติดตัวมาอีกกว่า 145,000 ดอลลาร์สหรัฐ หันมาดูแลกองทุนของตัวเอง ที่เขาตั้งขึ้นระหว่างเป็นหมอ โดยที่ยังไม่มีสินทรัพย์ใด ๆ อยู่ภายใต้การจัดการเลย
แต่สิ่งที่เขามีติดตัวมาคือ ความมั่นใจว่าในที่สุดเขาจะสามารถหาเงินได้มหาศาล ในปี 2000 เขาได้จัดตั้งกองทุนเฮดจ์ฟันด์ชื่อ “Scion Capital” โดยเงินทุนก้อนแรกมาจากเงินของตัวเอง และเงินจากครอบครัว ของคุณแม่ 20,000 ดอลลาร์สหรัฐ และพี่น้องอีก 3 คนรวมกัน 30,000 ดอลลาร์สหรัฐ
เหตุผลที่เขาเลือกตั้งชื่อกองทุนว่า Scion Capital มีแรงบันดาลใจมาจากหนังสือแฟนตาซี The Scions of Shannara ของ Terry Brooks ที่ตีพิมพ์ในปี 1990 ซึ่งเป็นนวนิยายชุดโปรดของเขา และหลังจากนั้นเขาก็เริ่มสร้างชื่อในฐานะผู้จัดการกองทุนที่ชอบลงทุนสวนกระแสอย่างหนัก
ซึ่งต่อมาในปี 2000 ปีเดียวกันนั้น Joel Greenblatt แฟนคลับคนสำคัญก็ได้เข้าลงทุนใน Scion Capital ทุ่มเงิน 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และยังมี Jack Byrne ที่ดูแลกองทุน White Mountains ก็ได้ทุ่ม 600,000 ดอลลาร์สหรัฐลงในกองทุนนี้เช่นกัน
กระทั่งสิ้นปี 2004 กองทุน Scion Capital มีทรัพย์สินอยู่ภายใต้การดูแลมูลค่ารวมกว่า 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เขาเคยให้สัมภาษณ์ว่า “ถ้าคุณอยากเป็นนักลงทุนที่ยอดเยี่ยม คุณต้องเลือกสไตล์การลงทุนที่เหมาะกับตัวเอง ช่วงปลายยุค 90 ผมกลายเป็นนักลงทุนสายคุณค่า เพราะผมรู้สึกว่าสิ่งที่คนอื่นกำลังทำกันมันบ้าสิ้นดี”
หัวใจสำคัญของความสำเร็จคือการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานอย่างละเอียด โดยเขาอ่านรายงานประจำปีและงบการเงินแทบทุกหน้า ศึกษาโมเดลธุรกิจของบริษัทอย่างจริงจัง และไม่ลังเลที่จะลงทุนในหุ้นที่คนส่วนใหญ่ไม่สนใจ
Michael Burry มีเอกลักษณ์ประจำตัว คือ มักเลือกลงทุนในหุ้นที่ราคาต่ำกว่ามูลค่าจริง ลงในบริษัทที่กำลังเผชิญกับสถานการณ์สำคัญ หรือลงในหุ้นที่นักลงทุนสถาบันมักมองข้าม และด้วยวิธีเหล่านี้ ไม่นานชื่อเสียงของเขาก็แพร่กระจายออกไปในวงกว้าง
ในช่วงที่กองทุนของเขาได้รับความสนใจเป็นพลุแตกนั้น ระหว่างปี 2003-2005 เขาเริ่มมองเห็นสัญญาณและได้ส่งคำเตือนถึงตลาดทุนว่าโลกกำลังจะเกิดวิกฤตการเงินขึ้นอีกครั้ง เขาเห็นช่องโหว่ในตลาดอสังหาริมทรัพย์ในตอนนั้น ซึ่งหนึ่งในตลาดที่เขาสนใจศึกษาเป็นพิเศษคือ สินเชื่อที่อยู่อาศัยซับไพรม์ หรือ Subprime Mortgage
ขณะที่คนส่วนใหญ่มองว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์แข็งแกร่งและยังเติบโตได้อีกมาก สถาบันการเงินเปิดทางให้คนที่มีเครดิตไม่ดี หรือกลุ่มซับไพรม์ขอสินเชื่อที่อยู่อาศัย เพราะมองว่าราคาอสังหาฯ ในช่วงนั้นไม่มีทางที่จะตก และคนไม่คิดที่จะทิ้งสินทรัพย์อย่างบ้านแน่นอน
แต่ Michael Burry มองต่าง เขาศึกษารายละเอียดของสินเชื่อทุกชุด ทุกโครงสร้าง และหลักประกันทุกประเภท เห็นสัญญาณอันตรายหลายด้านที่ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นคุณภาพของผู้กู้ที่แย่ลงเพราะธนาคารปล่อยสินเชื่อให้กลุ่มเครดิตแย่ มาตรฐานการปล่อยสินเชื่อที่ผ่อนคลายเกินไป อีกทั้งระบบยังพึ่งพาการปรับขึ้นของราคาบ้าน
และเมื่อเขาเชื่อว่าระบบนี้กำลังจะพัง เขาจึงเริ่มซื้อ Credit Default Swaps (CDS) หรือสัญญาประกันความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ของตราสารที่อ้างอิงสินเชื่อซับไพรม์ ซึ่งนับว่าเป็นกลยุทธ์ใหม่ที่แทบไม่มีใครใช้ในเวลานั้น และเป็นการลงทุนที่สวนทางกับตลาดอย่างสิ้นเชิง
นักลงทุนส่วนใหญ่ในกองทุนไม่เชื่อการตัดสินใจของเขา หลายคนคัดค้าน บางรายถึงขั้นขอถอนเงินลงทุนออก เพราะมองว่าเขากำลังเดิมพันกับสิ่งที่ไม่มีวันเกิดขึ้น
แต่ท้ายที่สุดแล้วเขาก็ไม่เปลี่ยนใจ เพราะเชื่อมั่นในข้อมูลที่ตัวเองวิเคราะห์ มากกว่าความเห็นของคนส่วนใหญ่ และเมื่อฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์แตกในปี 2007 จนลุกลามกลายเป็นวิกฤติการเงินโลกในปี 2008 การเดิมพันของเขาก็ได้กลายเป็นหนึ่งในการลงทุนที่โด่งดังที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดการเงิน
การเดิมพันครั้งนั้นทำให้กองทุนของเขาสร้างผลตอบแทนได้มหาศาล ตามรายงานที่เปิดเผยออกมาระบุว่า นักลงทุนในกองทุนของเขาทำกำไรได้รวมกว่า 700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนตัวเขาเองทำกำไรได้ราว 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
จากความสำเร็จในตลาดการเงินครั้งนั้น ทำให้ชื่อของ Michael Burry กลายเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก จนต่อมา Michael Lewis ได้นำเรื่องราวนี้ไปเขียนเป็นหนังสือ The Big Short และได้รับการตีพิมพ์ ก่อนจะถูกสร้างเป็นภาพยนตร์ในชื่อเดียวกัน ฉายในปี 2015 โดยมี Christian Bale รับบทเป็น Michael Burry
ถึงขั้นที่ Warren Buffett หนึ่งในนักลงทุนชื่อดังระดับโลกขนานนามให้เขาว่าเป็น Cassandra มาจากชื่อของเทพธิดาพยากรณ์ในปกรณัมกรีก ที่โดนคำสาปให้มองเห็นอนาคตและทำนายได้อย่างแม่นยำ แต่ไม่มีใครเชื่อคำทำนายของเธอ ซึ่งต่อมาเขาได้ใช้ชื่อ Cassandra เป็นชื่อบัญชีบน Twitter ส่วนตัว
อย่างไรก็ตาม ในปี 2008 เขาได้ตัดสินใจครั้งสำคัญอีกครั้งปิดกองทุน Scion Capital และหันไปบริหารเงินของตัวเองเพียงอย่างเดียว ด้วยแรงกดดันจากนักลงทุนที่คอยตั้งคำถาม และไม่เชื่อมั่นในกลยุทธ์ของเขาตลอดหลายปี จนส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจ
ช่วงนั้นเองเขาจึงตัดสินใจหันหลังให้การบริหารเงินให้คนอื่น ออกไปใช้เวลากับครอบครัว เล่นดนตรี และศึกษาประเด็นต่าง ๆ ที่ตัวเองสนใจ โดยที่ยังไม่ทิ้งวิชาการลงทุนของตัวเอง
หลังจากนั้นในปี 2013 เขากลับเข้าสู่วงการการลงทุนอีกครั้ง ด้วยการก่อตั้ง “Scion Asset Management“ ด้วยแนวคิดที่แทบจะไม่เปลี่ยนไปจากเดิมเลย นั่นคือ ลงทุนในบริษัทที่ราคาต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง ให้ความสำคัญกับปัจจัยพื้นฐาน และไม่สนใจการเก็งกำไรระยะสั้นของตลาด
ตลอดหลายปีหลังจากนั้น Michael Burry ยังคงสร้างชื่อจากการลงทุนที่สวนกระแสอยู่เสมอ เขาเคยเข้าลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีบางบริษัทตั้งแต่ระยะแรก วิจารณ์การเติบโตของกองทุน ETF เตือนถึงความเสี่ยงของฟองสบู่ในตลาด และมักเลือกลงทุนในสิ่งที่แตกต่างจากนักลงทุนสถาบันรายใหญ่
นอกจากนี้ เขายังกลายเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลอย่างมากบนโซเชียลมีเดีย โดยข้อความที่เขาโพสต์มักจะสั้น กระชับ และหลายครั้งก็ถูกลบภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง แต่ทุกครั้งกลับจุดประกายให้เกิดการถกเถียงในวงการการเงินอย่างกว้างขวาง
แต่แล้วในปี 2025 เขาได้ประกาศข่าวที่สร้างความประหลาดใจให้กับวงการการเงินอีกครั้ง นั่นคือเขาจะปิด Scion Asset Management โดยในจดหมายถึงนักลงทุน เขาอธิบายว่า “ตลาดในปัจจุบันกำลังขับเคลื่อนด้วยพฤติกรรมที่ไร้เหตุผลมากขึ้น”
เขาระบุว่า ตลาดในยุค AI กำลังขับเคลื่อนไปแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และความ “ไร้เหตุผล” ที่เขาว่านั้นมีปัจจัยสำคัญ ประกอบไปด้วย
เขามองว่า “ตลาดไม่ได้ให้ความสำคัญกับมูลค่าที่แท้จริงของบริษัทเหมือนในอดีตอีกต่อไป”
และเมื่อปัจจัยพื้นฐานไม่ใช่สิ่งที่ตลาดใช้ตัดสินราคา การลงทุนแบบ Value Investing ในสไตล์ของเขาก็ยิ่งทำได้ยากขึ้น แต่แทนที่จะปรับตัวตามเกมการเก็งกำไรระยะสั้น เขาเลือกก้าวออกจากสนามลงทุน ซึ่งสะท้อนแนวคิดที่ยึดถือมาตลอดชีวิต นั่นคือ เขาให้ความสำคัญกับอิสรภาพในการตัดสินใจ มากกว่าการเดินตามตลาด
จนถึงปัจจุบัน Michael Burry ยังคงออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเศรษฐกิจสหรัฐฯ และการลงทุนอยู่บ้างตามสไตล์ของเขาเอง และก็ยังมีนักลงทุนจำนวนมากยกย่องเขาในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์เชิงเทคนิคและปัจจัยพื้นฐาน รวมถึงความสามารถในการไม่ปล่อยให้กระแสของตลาดมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจลงทุน
อย่างไรก็ตาม ชื่อของ Michael Burry ไม่ติดลิสต์มหาเศรษฐีบน Forbes แต่ตามข้อมูลบน Celebrity Net Worth ประเมินว่าเขามีทรัพย์สินสุทธิราว 200-300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากการลงทุนในหุ้นและสินทรัพย์ต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง
ที่มา: Michael Burry, Financial Times, Reuters, Fox, Trainy, Verified Investing, Enlightened
ติดตามเพจ Facebook: Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ - https://www.facebook.com/ThairathMoney