ภาษาอังกฤษยังจำเป็นไหม เมื่อมี AI ในมือ ทำไม “การสื่อสาร” และ “ความเป็นมนุษย์” ยิ่งมีค่าในยุค AI?

Business

Business Strategy

Tag

ภาษาอังกฤษยังจำเป็นไหม เมื่อมี AI ในมือ ทำไม “การสื่อสาร” และ “ความเป็นมนุษย์” ยิ่งมีค่าในยุค AI?

Date Time: 10 ก.ค. 2569 16:14 น.

Video

ดร.นิเวศน์ เผยคาถา 30 ปี ทำให้เป็นเศรษฐีหมื่นล้าน? l Money Secret EP.21

Summary

ภาษายังจำเป็นไหมในยุค AI? คำถามนี้ดังขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อทุกคนเห็นว่าเราเข้าถึงเทคโนโลยีอัจฉริยะนี้ได้ง่ายแค่ไหน แถม AI ยังทำงานแทนมนุษย์ได้ในหลายรูปแบบ ไม่ใช่แค่ตอบคำถาม แต่ยังทำได้ทั้งแปลภาษา เขียนรายงาน เขียนอีเมล หรือแม้แต่ตัดสินใจแทนได้อย่างรวดเร็ว... Thairath Money คุยกับองค์กรผู้ประเมินภาษาระดับโลก ไขข้อข้องใจ เมื่อวันนี้เรามี AI ยังต้องเรียนและสอบภาษาอยู่ไหม? และองค์กรมองอย่างไรกับทักษะภาษาในปัจจุบัน?

Latest


ในวันที่ AI สามารถเขียนอีเมลได้อย่างไร้ที่ติ แปลภาษาได้แบบเรียลไทม์ หรือแม้แต่ตอบคำถามที่ซับซ้อนได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในบรรยากาศการทำงานปัจจุบันนี้ ที่เห็นว่า AI ทำสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว ทั้งงานที่ครั้งหนึ่งเคยต้องใช้เวลาฝึกฝนหลายปี หลายคนจึงเริ่มตั้งคำถามว่า “ทักษะภาษาของมนุษย์ยังจำเป็นอยู่หรือไม่ในยุคนี้?”

Thairath Money มีโอกาสพูดคุยกับ Educational Testing Service (ETS) องค์กรด้านการประเมินผลการศึกษาระดับโลก ผู้ออกและพัฒนาข้อสอบอย่าง TOEIC และ TOEFL ที่จัดการทดสอบราว 50 ล้านครั้งต่อปี ในกว่า 200 ประเทศ กลับสะท้อนความจริงอีกด้านหนึ่งว่า ยิ่ง AI พัฒนาเร็วเท่าไร ความสามารถในการสื่อสารของมนุษย์ โดยเฉพาะทักษะภาษาอังกฤษ กลับยิ่งมีคุณค่ามากขึ้น ไม่ใช่น้อยลง

Pushkar Saran ผู้บริหารระดับภูมิภาคของ ETS ซึ่งดูแลเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียแปซิฟิก อธิบายว่า ในโลกที่ AI เข้ามามีบทบาท การเรียนภาษาไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเพื่อเข้าใจคำศัพท์หรือหลักไวยากรณ์อีกต่อไป แต่เป็นทักษะสำคัญที่ช่วยให้คนทำงานยังคงมีความสามารถในการแข่งขัน ปรับตัวได้ และรักษาความเป็นมนุษย์ไว้ในโลกแห่งเทคโนโลยี 


เมื่อ AI เปลี่ยนโลกการทำงาน จากโครสร้างรูป “Pyramid” สู่ “Diamond”

หากต้องการจะเข้าใจว่าทำไมทักษะด้านภาษาจึงยังมีความสำคัญ จำเป็นต้องมองไปที่การเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างแรงงานทั่วโลก

ในอดีต องค์กรส่วนใหญ่มีโครงสร้างการทำงานแบบ “พีระมิด” กล่าวคือ พนักงานระดับแรกจำนวนมากจะเริ่มต้นจากฐานล่างขององค์กร ก่อนจะค่อย ๆ เติบโตขึ้นสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้น ซึ่งฐานล่างนี้ ลักษณะการทำงานมักจะเริ่มต้นจากการทำงานซ้ำ ๆ หรือทำงานเบื้องหลังก่อนจะไต่ขึ้นระดับที่สูงขึ้น

Pushkar Saran ระบุว่า ปัจจุบันโครงสร้างดังกล่าวกำลังเปลี่ยนจากพีระมิดไปเป็น Diamond หรือโครงสร้างรูป “เพชร”

โครงสร้างแบบเพชร คือ การเข้ามาแทนที่ของ AI ทำหน้าที่แทนตำแหน่งฐานล่าง ทำให้พนักงานต้องสะสมทักษะ และขยับตัวเองขึ้นจากระดับฐานล่าง ทำให้ตำแหน่งงานในระดับล่างลดลง ขณะเดียวกันระดับงานที่ขยับขึ้นมาตรงกลางของเพชรกลับขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว

พนักงานที่เคยทำงานซ้ำ ๆ จะถูกผลักขึ้นไปทำงานที่ซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งต้องอาศัยการทำงานร่วมกับผู้อื่น การเจรจาต่อรอง การทำความเข้าใจบริบท การใช้วิจารณญาณ การคิดเชิงวิเคราะห์ และการทำงานร่วมกับทีมอื่น

“งานด้านล่างจะเป็นงานที่ AI เข้ามาทำแทน แต่การเจรจา การเข้าใจรายละเอียดที่ซับซ้อน การใช้วิจารณญาณ การคิดขั้นสูง การทำงานร่วมกับทีมต่างประเทศ และการเข้าถึงองค์ความรู้ระดับโลก จะกลายเป็นทักษะที่สำคัญมากขึ้นในยุค AI” Pushkar Saran กล่าว

ดังนั้น เมื่อทุกคนต้องทำงานที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ต้นทุนของความผิดพลาดก็สูงขึ้นตามไปด้วย หากพนักงานตีความผลลัพธ์จาก AI ผิด หรือไม่สามารถอธิบายประเด็นสำคัญให้ลูกค้าเข้าใจได้ ความเสียหายที่เกิดขึ้นอาจมีมูลค่ามหาศาล ด้วยเหตุนี้ ทักษะการสื่อสารจึงกลายเป็นเครื่องมือสำคัญขององค์กร


สิ่งที่ AI แทนไม่ได้ คือ “ความไว้ใจ ความเห็นอกเห็นใจ และการโน้มน้าวใจ”

อีกหนึ่งความเข้าใจผิดที่พบได้บ่อย คือการคิดว่า AI จะสามารถเข้ามาแทนการสื่อสารของมนุษย์ได้ทั้งหมด

แม้เราจะสามารถใช้ AI เขียนอีเมลหรือเขียนข้อความได้อย่างสละสลวย แต่เมื่อเข้าสู่สถานการณ์จริง เช่น การประชุมแบบเผชิญหน้า การพรีเซนต์งาน หรือการพบลูกค้าจากต่างวัฒนธรรม ข้อได้เปรียบจาก AI กลับลดลงทันที

เพราะภาษาไม่ได้เป็นเพียงการเรียงคำให้ถูกต้องเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างอิทธิพลต่อความคิดของผู้อื่น ถ่ายทอดความเห็นอกเห็นใจ และสร้างความไว้วางใจ

Pushkar Saran อธิบายว่า “ถ้าผมต้องหยุดเพื่อใช้ AI คุณจะรู้ทันทีว่าสิ่งที่พูดไม่ได้ออกมาจากตัวผม แต่เป็นคำตอบจาก AI และเมื่อถึงจุดนั้น ความไว้วางใจ ความเห็นอกเห็นใจ และความเชื่อมโยงระหว่างเราก็จะหายไป”

นอกจากนี้ ในโลกที่ขับเคลื่อนด้วย AI สิ่งที่เครื่องจักรยังไม่สามารถแทนมนุษย์ได้มีหลายประการ ไม่ว่าจะเป็น การตัดสินใจเชิงจริยธรรม การคิดวิเคราะห์ ความคิดสร้างสรรค์ ความเข้าใจความแตกต่างทางวัฒนธรรม ความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ไปจนถึงภาวะผู้นำ 

ทักษะเหล่านี้จะยิ่งมีมูลค่าสูงขึ้นในตลาดแรงงาน เมื่อมนุษย์ใช้วิจารณญาณควบคู่กับความสามารถของ AI สิ่งที่สร้างคุณค่าที่แท้จริงไม่ใช่ตัว AI แต่คือความสามารถของมนุษย์ในการเจรจา โน้มน้าว และนำทีม


“ภาษาอังกฤษ” ยังจำเป็น...

นอกจากเหตุผลด้านการสื่อสารแล้ว ยังมีอีกเหตุผลทางเทคนิคที่ทำให้ภาษา โดยเฉพาะภาษาอังกฤษยังถือเป็นสิ่งที่จำเป็นและเป็นภาษาที่สำคัญที่สุดในยุค AI นั่นก็เพราะว่า โมเดล AI ชั้นนำของโลกส่วนใหญ่ได้รับการฝึกฝนจากข้อมูลภาษาอังกฤษเป็นหลัก ทำให้ประสิทธิภาพในการประมวลผลภาษาอังกฤษยังสูงกว่าภาษาอื่น โดยเฉพาะภาษาท้องถิ่น

ตามงานวิจัยของ MIT ที่ศึกษาการใช้ AI เพื่อตอบคำถามด้านสาธารณสุข พบว่า หากผู้ใช้ป้อนคำถามด้วยภาษาท้องถิ่น เช่น ภาษาสวาฮีลี AI จะให้คำตอบผิดมากกว่าการใช้ภาษาอังกฤษถึง 20-30% แม้จะเป็นคำถามเดียวกันก็ตาม

แม้ปัจจุบัน AI จะรองรับหลายภาษาได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ แต่หากต้องการเข้าถึงศักยภาพสูงสุดของเครื่องมือเหล่านี้ การเข้าใจภาษาอังกฤษยังคงเป็นข้อได้เปรียบที่สำคัญ กล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ แม้ AI จะพัฒนาให้รองรับหลายภาษาได้ดีขึ้น แต่หากต้องการใช้ศักยภาพของ AI ได้อย่างเต็มที่ ภาษาอังกฤษยังคงเป็นภาษาที่ได้เปรียบที่สุด

นอกจากนี้ AI ยังไม่สามารถทดแทนกระบวนการเรียนรู้ภาษาของมนุษย์ได้ แม้ AI จะช่วยสร้างข้อความที่สมบูรณ์แบบให้ได้ในไม่กี่วินาที แต่ไม่สามารถทำหน้าที่เป็นผู้สอนที่ค่อย ๆ พัฒนาพื้นฐานด้านการออกเสียง คำศัพท์ ไวยากรณ์ และโครงสร้างประโยคตลอดหลายปีได้

“AI เป็นผู้ช่วยได้ แต่ไม่สามารถทำให้ใครกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการฟัง พูด อ่าน และเขียนได้โดยอัตโนมัติ” Pushkar Saran กล่าว

นอกจากนี้ ตามรายงาน TOEIC Global English Skills Report 2026 ระบุว่า การมาถึงของ AI กลับทำให้นายจ้างให้ความสำคัญกับทักษะการสื่อสารมากกว่าเดิม โดยพบว่า

  • 92% ของนายจ้างทั่วโลกมองว่า ภาษาอังกฤษมีความสำคัญมากกว่าช่วง 5 ปีก่อน
  • 81% ระบุว่าการนำ AI มาใช้ในองค์กร ยิ่งเพิ่มความจำเป็นของทักษะภาษาอังกฤษ ไม่ได้ลดความสำคัญลง
  • 86% เชื่อว่าการขาดบุคลากรที่สื่อสารภาษาอังกฤษได้คล่อง ทำให้บริษัทเสียเปรียบในการแข่งขัน
  • 60% เห็นตรงกันว่า AI ไม่สามารถชดเชยจุดอ่อนของผู้ที่มีทักษะภาษาอังกฤษไม่ดีได้

และแม้แต่ ETS เอง ก็ได้นำ AI มาใช้ตรวจข้อสอบการพูดและการเขียนราว 80% ของกระบวนการทั้งหมด ก็ยังต้องใช้ผู้ประเมินที่เป็นมนุษย์ตรวจสอบอีก 20% เพื่อรับประกันความถูกต้องในส่วนที่ AI ยังทำได้ไม่สมบูรณ์


“Learning Agility” เกราะป้องกันอาชีพที่ดีที่สุดในยุค AI

ในโลกการทำงานยุคใหม่ ความมั่นคงไม่ได้หมายถึงการอยู่กับบริษัทเดิมไปตลอดชีวิตอีกต่อไป งานวิจัยจำนวนมากชี้ว่า การจ้างงานในอนาคตจะเติบโตจาก “อาชีพใหม่” ที่ยังไม่เคยมีมาก่อน มากกว่าการขยายตัวของอาชีพเดิม

และเมื่อถามผู้บริหารว่า จะเลือกใครระหว่าง “คนที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางสูง แต่ปรับตัวไม่เก่ง” กับ “คนที่เรียนรู้เร็ว ปรับตัวเก่ง แม้จะยังไม่มีความรู้เชิงลึก” คำตอบที่ได้แทบทั้งหมดคือ เลือกคนที่เรียนรู้ได้เร็ว

ดังที่ Pushkar Saran กล่าวไว้ว่า “ความเชี่ยวชาญทางเทคนิคอาจล้าสมัยได้ แต่ความสามารถในการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ จะสร้างคุณค่าได้เสมอ”

คนทำงานที่องค์กรต้องการในอนาคต คือคนที่สามารถแก้ปัญหาที่ไม่เคยเจอมาก่อนจากหลักการพื้นฐาน มีความอยากรู้อยากเห็น พร้อมทำงานร่วมกับ AI และมีทักษะการสื่อสารที่สามารถเชื่อมโยงผู้คนจากหลากหลายวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน

ท้ายที่สุดแล้ว AI อาจเข้ามารับหน้าที่งานซ้ำ ๆ แทนมนุษย์ แต่ในขณะเดียวกันก็เปิดพื้นที่ให้มนุษย์ได้ทำในสิ่งที่เครื่องจักรยังทดแทนไม่ได้

การเรียนรู้ภาษาในวันนี้ จึงไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเพื่อเข้าใจคำศัพท์ อีกต่อไป แต่คือการสร้างทักษะที่ช่วยให้เราสื่อสาร เชื่อมโยงผู้คน สร้างภาวะผู้นำ และรักษาความเป็นมนุษย์ไว้ได้ในโลกที่ขับเคลื่อนด้วย AI


ติดตามเพจ Facebook: Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ - https://www.facebook.com/ThairathMoney



Author

Thanthida Thongphet

Thanthida Thongphet
Digital Economy & Future of Finance