
ทำความรู้จัก Michael Saylor มหาเศรษฐีที่ก่อนหน้านี้โด่งดังเพราะก่อตั้งบริษัทซอฟต์แวร์ที่เติบโตเร็วมากในสหรัฐฯ ก่อนจะเปลี่ยนทิศทางมาปั้นเป็นบริษัทที่ถือบิตคอยน์ในงบดุล ซึ่งต่อมาทั้งตลาดคริปโตฯ ต้องจับตา
หากพูดถึงตลาดคริปโตเคอร์เรนซี เหรียญที่ได้รับความนิยมมากที่สุดและมีมูลค่าสูงที่สุดก็ยังคงเป็น Bitcoin ซึ่งปัจจุบันมีราคาอยู่ที่ราว 61,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อ BTC (ข้อมูล ณ วันที่ 3 กรกฎาคม 2026) เหรียญที่ใครหลายคนบอกว่าคือทองคำและดิจิทัล จนทำให้ครั้งหนึ่งราคาพุ่งทะยานไปสูงถึง 126,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อ BTC หรือกว่า 4 ล้านบาทต่อเหรียญเลยทีเดียว
และเมื่อเราพูดถึงตลาด Bitcoin ก็มักจะมีชื่อของใครคนหนึ่งถูกหยิบมาพูดถึงเสมอ ไม่ใช่แค่ Satoshi Nakamoto ผู้ที่ถูกอ้างว่าเป็นคนคิดค้น Bitcoin แต่ยังมีชื่อของ Michael Saylor ผู้ก่อตั้ง Strategy บริษัทที่ปัจจุบันถือครอง Bitcoin ในงบดุลมากที่สุดในโลก และต้นแบบของ Crypto Treasury Company ทั่วโลก
Michael Saylor ขึ้นชื่อว่าบุคคลหนึ่งที่มีอิทธิพลอย่างมากต่อตลาด Bitcoin ซึ่งก่อนจะเข้าวงการนี้ เขาก็เป็นอีกคนสำคัญของวงการซอฟต์แวร์ในสหรัฐอเมริกา ถึงขั้นที่ปั้นธุรกิจจนกลายเป็นเศรษฐีเบอร์ใหญ่ของโลก แต่เชื่อไหมว่าในวัยเด็กความฝันของเขาดูจะห่างไกลจาก Bitcoin เสียเหลือเกิน เพราะอาชีพที่เขาต้องการจะเป็นคือ “นักบิน” และชื่นชอบในเรื่องอวกาศเป็นอย่างมาก
เพื่อทำความรู้จัก Michael Saylor ให้มากขึ้น บทความนี้ Thairath Money คอลัมน์ How to Make Money จะพาไปเจาะลึกเส้นทางของมหาเศรษฐีคนนี้ ว่าเพราะอะไรถึงผันตัวจากนักบินมาสู่นักธุรกิจเทคโนโลยีคนสำคัญของสหรัฐฯ ก่อนจะก้าวมาสร้างตำนานใหม่ในโลกคริปโตฯ อย่างทุกวันนี้
Michael J. Saylor เกิดเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ปี 1965 ที่เมืองลินคอล์น รัฐเนแบรสกา สหรัฐอเมริกา มีคุณพ่อเป็นนายทหารประทวนในกองทัพอากาศสหรัฐฯ ที่เข้ารับราชการจนได้รับยศจ่าสิบเอก
ด้วยหน้าที่การงานของพ่อ ทำให้ครอบครัว Saylor ต้องย้ายที่อยู่ไปตามฐานทัพต่าง ๆ อยู่เป็นประจำ ส่งผลให้ช่วงวัยเด็กของ Michael Saylor ต้องไปใช้ชีวิตในหลายพื้นที่ทั้งในสหรัฐฯ เอง ไปจนถึงต่างประเทศทั้ง ญี่ปุ่น และนิวซีแลนด์
เขาออกมายอมรับอยู่เสมอว่า บุคคลที่มีอิทธิพลต่อชีวิตของเขามากที่สุดก็คือ พ่อ เขาเคยให้สัมภาษณ์ว่า ตลอดชีวิตที่ผ่าน เขาไม่เคยได้ยินพ่อพูดโกหกเลยแม้แต่น้อย เขาเชื่อว่า ความซื่อสัตย์ ความมีคุณธรรม และหลักคิดในการดำเนินชีวิตของเขาล้วนได้รับการปลูกฝังมาจากพ่อ ส่วนบุคลิกอย่างเรื่องความมั่นใจ และเสน่ห์ในการสื่อสาร เขาบอกว่าได้รับอิทธิพลมาจากแม่
นอกจากนี้ เขายังเป็นเด็กที่หลงใหลในเรื่องอวกาศและการบินอย่างมาก จากการเติบโตมาในฐานทัพอากาศ ตลอดจนบรรยากาศในตอนนั้นที่สหรัฐอเมริกากำลังเดินหน้าเต็มที่พัฒนาเทคโนโลยีอวกาศ ส่งมนุษย์ไปดวงจันทร์ได้สำเร็จในปี 1969
ส่งผลให้ตั้งแต่ช่วงวัยรุ่น เขาตั้งเป้าที่จะเข้าศึกษาใน Massachusetts Institute of Technology หรือ MIT ให้ได้ และก็เป็นเช่นนั้นจริง โดยเขาได้รับทุนเต็มจำนวนจากโครงการ Air Force Reserve Officers’ Training Corps (ROTC) เข้าเรียนด้านวิศวกรรมอวกาศและวิศวกรรมการบิน พร้อมกับควบเรียนใน MIT Sloan School of Management ด้วย
ซึ่งเขาก็สามารถเรียนจบด้านวิศวกรรมที่เป็นปริญญาตรีควบ 2 ใบด้วยเกียรตินิยม แถมยังมีวิทยานิพนธ์สร้างแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ (Mathematical Model) เพื่อวิเคราะห์หนังสือ Discourses ของ Niccolò Machiavelli อธิบายว่า สงคราม ความอดอยาก และภัยพิบัติทางธรรมชาติ ส่งผลต่อรูปแบบการปกครองของรัฐต่าง ๆ อย่างไร และแต่ละระบบการเมืองตอบสนองต่อวิกฤตเหล่านี้แตกต่างกันอย่างไร
หลังเรียนจบ Michael Saylor ตั้งใจจะเข้ารับราชการในกองทัพอากาศสหรัฐฯ และได้รับการตอบรับเข้าโครงการฝึกนักบินเครื่องบินขับไล่แล้ว แต่ระหว่างการตรวจร่างกายตามปกติ แพทย์พบว่าเขามีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิดไม่รุนแรง หรือที่เรียกว่าเสียงฟู่ของหัวใจ (Benign Heart Murmur)
แม้อาการดังกล่าวจะไม่ได้เป็นอันตรายต่อสุขภาพ แต่กฎของกองทัพอากาศในเวลานั้นไม่อนุญาตให้ผู้ที่มีภาวะนี้เข้ารับการฝึกบิน สุดท้ายเขาจึงถูกย้ายไปอยู่ในกองกำลังสำรอง และความฝันในการเป็นนักบินของกองทัพอากาศก็สิ้นสุดลง
เหตุการณ์ครั้งนั้นกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เขาหันไปสร้างเส้นทางใหม่ในโลกของคอมพิวเตอร์ ซอฟต์แวร์ และเทคโนโลยี ซึ่งต่อมานำไปสู่การก่อตั้ง MicroStrategy และเปลี่ยนชีวิตของเขาไปตลอดกาล
หลังจากนั้นเขาก็ได้เริ่มต้นอาชีพด้วยการเป็น Systems Engineer ให้กับ Federal Group บริษัทที่ปรึกษาด้านการบริหาร โดยทำหน้าที่ออกแบบแบบจำลองการจำลองสถานการณ์ด้วยคอมพิวเตอร์ (Computer Simulation Models) เพื่อช่วยวิเคราะห์และคาดการณ์ผลลัพธ์ของการดำเนินธุรกิจ
ต่อมาเขาก็ตัดสินใจลาออกจากบริษัทนั้น หลังนายจ้างพยายามให้เขายอมทำข้อตกลง ห้ามไปทำงานกับบริษัทคู่แข่งในอนาคต ซึ่งเขามองว่าเป็นการจำกัดโอกาสในการทำงานของตัวเอง หลังจากนั้น เขาย้ายไปทำงานที่ E. I. du Pont de Nemours and Company (DuPont) บริษัทเคมีภัณฑ์ยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ แทน
และที่ DuPont นี่เอง เขาได้เสนอตัวเอง สร้างแบบจำลองคอมพิวเตอร์ระดับโลก (Global Computer Model) สำหรับธุรกิจไทเทเนียมของบริษัท ซึ่งแบบจำลองดังกล่าวสามารถวิเคราะห์แนวโน้มของอุตสาหกรรม และทำนายได้ว่าความต้องการสินค้าไทเทเนียมและผลิตภัณฑ์ประเภทไหนบ้างของ DuPont กำลังจะลดลงในอนาคต
ซึ่งระบบนี้สามารถคาดการณ์ออกมาอย่างแม่นยำ ส่งผลให้บริษัทประทับใจในความสามารถของเขา และจากผลงานนี้ เขาได้รับค่าตอบแทนสูงถึง 250,000 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือเป็นเงินจำนวนมากในช่วงปลายทศวรรษ 1980
แต่แทนที่จะนำเงินไปใช้ส่วนตัว เขาตัดสินใจนำเงินทั้งหมดมาเป็นทุนก่อตั้งบริษัทของตัวเอง และสิ่งนี้ ในปี 1989 ก็เกิดเป็นบริษัท “MicroStrategy” ขึ้นมาอย่างเป็นทางการ
ในช่วงแรก MicroStrategy แทบไม่ต่างอะไรเลยจากสตาร์ทอัพทั่วไป เริ่มต้นจากพนักงานเพียงไม่กี่คน ทุกคนต้องทำงานวันละหลายชั่วโมงเพื่อส่งมอบงานให้ลูกค้าและพยายามรักษาสภาพคล่องของธุรกิจ ซึ่งหลายครั้งทั้ง Michael Saylor และทีมงานต้องทำงานแทบตลอดทั้งวันทั้งคืน เพื่อให้บริษัทสามารถอยู่รอดได้
จากจุดเริ่มต้นที่อยากเป็นผู้พัฒนาซอฟต์แวร์วิเคราะห์ข้อมูลสำหรับองค์กร ในที่สุดโอกาสครั้งใหญ่ก็มาถึง เมื่อ McDonald’s ได้มาจ้าง MicroStrategy ให้พัฒนาระบบสำหรับติดตามและวิเคราะห์ผลของแคมเปญส่งเสริมการขายทั่วประเทศ
โจทย์คือ McDonald’s ต้องการรู้ว่า โปรโมชั่นแบบไหนจะได้ผล โปรโมชั่นไหนจะล้มเหลว ลูกค้าในแต่ละพื้นที่ตอบสนองแตกต่างกันยังไง และงบโฆษณาที่ใช้ไปจะคุ้มค่าหรือไม่ ซึ่งโครงการนี้สร้างรายได้ให้ MicroStrategy ถึง 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดของบริษัทในช่วงเริ่มต้น
ในระหว่างที่ทำงานกับ McDonald’s เขาพบว่า ปัญหาขององค์กรขนาดใหญ่คือ ข้อมูลถูกเก็บไว้ในหลายระบบ หลายฐานข้อมูล และไม่สามารถเชื่อมโยงกันได้ เขาจึงคิดค้นเทคโนโลยีที่เรียกว่า Relational Online Analytical Processing (ROLAP)
ซึ่งแนวคิดของระบบนี้คือ แทนที่จะเก็บข้อมูลไว้แยกกัน ระบบจะสามารถดึงข้อมูลจากฐานข้อมูลหลายแห่งมารวมกัน แล้วเชื่อมโยงข้อมูลทั้งหมดเข้าด้วยกัน และเมื่อข้อมูลถูกเชื่อมต่อ ผู้ใช้งานก็สามารถตั้งคำถามและหาคำตอบกับระบบได้ทันที เช่น สินค้าตัวไหนขายดีที่สุด เมืองไหนมียอดขายสูงสุด โปรโมชั่นไหนสร้างยอดขายเพิ่มขึ้นจริง เป็นต้น
ระบบนี้ทำให้สิ่งที่เคยต้องใช้เวลาหลายวันในการรวบรวมข้อมูล สามารถทำได้ภายในเวลาอันสั้น และต่อมา ROLAP ได้รับการพัฒนาต่อยอดจนกลายเป็น Decision Support System (DSS) หรือระบบสนับสนุนการตัดสินใจสำหรับธุรกิจ
ระบบนี้เปิดโอกาสให้ผู้บริหารสามารถค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับสินค้า การตลาด โปรโมชั่น และยอดขายได้แบบเรียลไทม์ ทำให้การตัดสินใจทางธุรกิจมีความแม่นยำและอาศัยข้อมูลจริงมากกว่าความรู้สึก ซึ่งปัจจุบัน แนวคิดของ DSS ถือเป็นรากฐานสำคัญของซอฟต์แวร์ Business Intelligence (BI) ที่องค์กรทั่วโลกใช้งานกันอย่างแพร่หลาย
เมื่อบริษัทเริ่มเติบโตมากขึ้น Michael Saylor ก็เริ่มที่จะดึงเพื่อนที่เป็นผู้เชี่ยวชาญจาก MIT มาร่วมงาน และก็ได้ตัดสินใจร่วมกับ Sanjeev Bansal หรือที่เขาเรียกว่า Sanju ผู้ร่วมก่อตั้ง MicroStrategy ย้ายสำนักงานใหญ่ของบริษัทจากเดลาแวร์ ไปยังเวอร์จิเนีย เพื่อรองรับการขยายธุรกิจ
แม้บริษัทจะเริ่มเติบโต แต่ชีวิตของเขาในเวลานั้นยังห่างไกลจากความหรูหรา ในช่วงสามเดือนแรกหลังย้ายเมือง เขาไม่มีบ้านเป็นของตัวเอง และต้องนอนบนโซฟาที่บ้านเพื่อน และแม้ว่าจะสามารถเก็บเงินซื้อบ้านได้แล้ว ก็แทบไม่มีเวลาใช้ชีวิตในบ้านหลังนั้น
จากการลงแรงกายและแรงใจให้กับธุรกิจมากมายขนาดนั้น ภายในเวลาไม่กี่ปี MicroStrategy สามารถเติบโตอย่างรวดเร็ว จนในปี 1995 บริษัทก้าวขึ้นเป็นผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ Decision Support System (DSS) รายใหญ่อันดับ 9 ของสหรัฐอเมริกา
และหลังจากนั้นอีกหนึ่งปีต่อมา เขาก็ได้รับรางวัล KPMG Washington High-Tech Entrepreneur of the Year ซึ่งมอบให้กับผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยีที่มีผลงานโดดเด่นในวอชิงตัน
ภายในเวลาเพียงไม่กี่ปี MicroStrategy ก็ได้เติบโตจากสตาร์ทอัพเล็ก ๆ กลายเป็นหนึ่งในบริษัทซอฟต์แวร์ที่ได้รับการจับตามองมากที่สุดในสหรัฐฯ และแล้วในเดือนมิถุนายน ปี 1998 บริษัทได้ตัดสินใจเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (IPO) ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่สุดนับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท
อย่างไรก็ตาม ก่อน IPO บริษัทมีมีภาระหนี้สินอยู่มากถึง 11 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเมื่อเข้าตลาดหุ้นได้สำเร็จ ภายในเวลาเพียงประมาณ 1 ปี ราคาหุ้นทะยานจาก 7 ดอลลาร์สหรัฐ ไปแตะ 333 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้น ก่อนจะย่อตัวลงมาอยู่ที่ประมาณ 248 ดอลลาร์สหรัฐ
ในเวลานั้น Michael Saylor ที่ถือหุ้นของบริษัทอยู่ที่ประมาณ 44 ล้านหุ้น ก็ได้ขยับตำแหน่ง ก้าวขึ้นไปเป็นมหาเศรษฐีในชั่วข้ามคืน จากการปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วของมูลค่าหุ้น MSTR
แม้ธุรกิจจะเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ในปี 2000 บริษัท MicroStrategy ก็ต้องเผชิญกับบททดสอบครั้งสำคัญ เมื่อคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ (SEC) หันมาสอบสวนบริษัท หลังมีข้อกล่าวหาว่า MicroStrategy รายงานผลประกอบการสูงกว่าความเป็นจริง
จากการตรวจสอบพบว่า บริษัทจำเป็นต้องปรับปรุงการรับรู้รายได้ และในปี 1999 แท้จริงแล้วบริษัทขาดทุน ไม่ได้มีกำไรตามที่เคยรายงานไว้
ข่าวดังกล่าวสร้างแรงสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงต่อตลาดหุ้น ราคาหุ้นของ MicroStrategy ร่วงจากประมาณ 226 ดอลลาร์สหรัฐ เหลือเพียง 86 ดอลลาร์สหรัฐภายในเวลาอันสั้น ก่อนจะดิ่งลงต่อจนแตะเพียง 4 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้นเท่านั้น
เหตุการณ์นี้กลายเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ถูกพูดถึงมากที่สุดของยุคฟองสบู่ดอตคอม และทำให้ Michael Saylor สูญเสียความมั่งคั่งไปหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในเวลาไม่นาน
แม้จะเผชิญกับวิกฤตครั้งใหญ่ เขาก็ยังคงอยู่กับบริษัท โดยดำรงตำแหน่งประธานบริษัท และ ซีอีโอมาต่อเนื่องยาวนาน จนกระทั่งเดือนสิงหาคม ปี 2022 เขาได้ตัดสินใจลงจากตำแหน่งซีอีโอและเปลี่ยนไปทำหน้าที่ประธานบริหารแทน เพื่อมุ่งเน้นการกำหนดทิศทางเชิงกลยุทธ์ของบริษัทต่อไป
โดยในปี 2020 เขาก็สามารถกลับเข้ามาอยู่ในสถานะมหาเศรษฐีอีกครั้ง โดยมีปัจจัยสำคัญจากการลงทุนและการสนับสนุน Bitcoin อย่างจริงจัง
ในเดือน ตุลาคม 2020 เขาเปิดเผยว่า บริษัทได้ทำการเข้าซื้อ Bitcoin จำนวน 17,732 BTC ด้วยเงินลงทุน 175 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และหลังจากนั้นไม่กี่เดือนต่อมา MicroStrategy ก็กลายเป็นบริษัทมหาชนแห่งแรก ๆ ที่ถือครอง Bitcoin มูลค่ารวมเกิน 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และยังถือครอง Bitcoin เป็นสินทรัพย์สำรอง
หลังจากนั้น เขาก็เดินหน้าทุ่มเงินลงทุนใน Bitcoin แบบฉุดไม่อยู่ ทุ่มเงินลงไปอีกหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ MicroStrategy สามารถสะสม Bitcoin ได้มากถึง 214,400 BTC
นอกจากนี้ เขายังเปิดเผยวิสัยทัศน์ที่น่าจับตา โดยเขาเรียกว่า “100 Trillion Dollar Endgame” อธิบายว่า เป้าหมายสูงสุดของ MicroStrategy คือการก้าวขึ้นเป็น Bitcoin Investment Bank พร้อมเดินหน้าซื้อ Bitcoin เพิ่มอีกสูงสุดถึง 150,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
กลยุทธ์การนำ Bitcoin มาเป็นสินทรัพย์สำรองของบริษัทได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว และกลายเป็นต้นแบบให้บริษัทจำนวนมากเดินตาม ไม่ว่าจะเป็น Semler Scientific, Marathon Digital Holdings รวมถึงบริษัทจากญี่ปุ่นอย่าง MetaPlanet และยังลามไปถึงการนำคริปโตเคอร์เรนซีอื่น ๆ มาเป็นสินทรัพย์สำรองด้วย
ในเดือนกุมภาพันธ์ 2025 บริษัท MicroStrategy ได้เปลี่ยนชื่อเป็น Strategy เพื่อให้ตอบรับกับแนวคิดและกลยุทธ์ของการเป็นบริษัทที่ถือครองบิตคอยน์มากที่สุดในโลก
อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์ดังกล่าวก็ยังเป็นประเด็นถกเถียงมาโดยตลอด โดยเฉพาะในปัจจุบันนี้ ที่มูลค่าของ Bitcoin ร่วงลงต่อเนื่อง จนนักลงทุนหลายคนตั้งคำถามกับเอกลักษณ์ที่ Bitcoin มีนั้นยังเป็นสินทรัพย์สำคัญอยู่หรือไม่
ซึ่งล่าสุด Strategy ก็ต้องออกมาทยอยขาย Bitcoin ออกเพื่อนำเงินไปจ่ายปันผล แม้ว่าก่อนหน้านี้ Michael Saylor จะให้คำมั่นสัญญาอย่างหนักแน่นว่าจะไม่มีทางขาย Bitcoin ออกอย่างแน่นอน จนถึงขั้นตั้งแผนยุทธศาสตร์ “Never Sell” มาแล้วก็ตาม
ปัจจุบัน ตามรายงานของ Forbes ระบุว่า Michael Saylor ยังคงเป็นมหาเศรษฐีระดับโลกจากการถือหุ้นใน Strategy ซึ่งเขามีความมั่งคั่งสุทธิอยู่ที่กว่า 3,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ที่มา: Strategy, Forbes, Michael.com, EBSCO
ติดตามเพจ Facebook: Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ - https://www.facebook.com/ThairathMoney