
ในโลกธุรกิจร้านอาหารที่เปลี่ยนเร็วจนแทบหายใจไม่ทัน หลายแบรนด์ดังเกิดขึ้นและหายไปภายในเวลาไม่กี่ปี หากถามว่าอะไรคือปัจจัยสำคัญที่สุดของผู้ประกอบการยุคนี้ คำตอบของ “คุณเกศ” ชุติมา เปรื่องเมธางกูร ซีอีโอผู้ก่อตั้งอาณาจักรธุรกิจอาหาร “รวยไม่หยุด” ผู้สร้างปรากฏการณ์ ให้ร้านปิ้งย่างเกาหลีระดับพรีเมียม “nice two Meat u” และชานมไข่มุก “เสือพ่นไฟ” (Fire Tiger) ล่าสุด “เกศเตี๋ยว” มีคิวยาวเหยียดจนกลายเป็นแลนด์มาร์กของสยามสแควร์
เธอว่าความสำเร็จไม่ใช่เงินทุน ไม่ใช่ความเก่ง หรือแม้แต่สูตรอาหาร แต่คือ “ความสามารถในการล้มแล้วลุกขึ้นใหม่อย่างรวดเร็ว” เธอนิยามตัวเองว่าเป็น “ตุ๊กตาล้มลุก” ล้มได้แต่ต้องเด้งกลับมาให้เร็วกว่าเดิม เพราะกว่าจะมาถึงวันนี้ ที่สร้างแบรนด์ร้านอาหารที่คนไทยรู้จักทั่วประเทศ เธอผ่านความล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่ามาแล้วถึง 8 ธุรกิจ!!
วันนี้ Business on My Way จะพาแกะรอยเส้นทางอาณาจักร “รวยไม่หยุด” ของนักสู้สาวเท่คนนี้ ที่พร้อมจะส่งต่อ Passion ให้คนรุ่นใหม่ที่ฝันใหญ่และอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง
หลังจบปริญญาตรีที่ธรรมศาสตร์ เธอเดินทางไปเรียน Hospitality and Tourism Management ที่ Boston University และต่อด้าน Food ระหว่างเรียนได้ฝึกงานกับร้านอาหารชื่อดังของอเมริกา Legal Seafood และ Cheesecake Factory นอกจากนี้เธอยังไปเรียนเพิ่ม ประกาศนียบัตรจาก Harvard ในหลักสูตร Doctor of Mixology หรือศาสตร์ด้านการผสมเครื่องดื่ม แม้จะเรียนรู้ศาสตร์อาหารตะวันตกมาอย่างลึกซึ้ง แต่เธอกลับมองว่าเสน่ห์ของอาหารไทยมีพลังไม่แพ้ชาติใดในโลก อาหารฝรั่งบางจานใช้เวลาปรุงนานหลายชั่วโมงมาก แต่ผัดกะเพราของไทยที่ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที แต่อร่อยถูกใจคนทั้งโลก!!
หลังเรียนจบ “คุณเกศ” ทำงานโรงแรมที่สหรัฐอเมริกา เริ่มจากตำแหน่ง Front Office ดูแลแก้ปัญหาหน้างาน รวมทั้งการเช็กอินลูกค้า วิธีที่เธอใช้สร้างความประทับใจ นอกจากยิ้มแย้มแจ่มใสและความเป็นมิตรแบบไทยๆแล้ว เธอยังอัปเกรดห้องพักให้ลูกค้า เมื่อมีห้องว่างจากห้องธรรมดาเป็น Executive Floor ขณะเดียวกันเธอยังทำงานในแผนก F&B อาหารและเครื่องดื่ม อีกโรงแรมซึ่งเป็นสายงานที่เรียนมาโดยตรง ในตำแหน่ง Supervisor ทำให้เธอซึมซับแนวคิดวิธี “เอาชนะใจลูกค้า” เพราะธุรกิจบริการไม่ได้ขายสินค้าแต่ขาย “ความรู้สึกและประสบการณ์” ที่ลูกค้าได้รับ
หลังกลับไทย “คุณเกศ” เข้าทำงานที่ APM Group บริษัทที่ปรึกษาด้าน Human Capital Management ในช่วงเวลา 2 ปี เธอได้ทำงานใกล้ชิดผู้บริหารเจ้าของกิจการขนาดใหญ่ และนักธุรกิจชั้นนำจำนวนมาก ได้เห็นวิธีคิด วิธีบริหารคน และวิธีสร้างองค์กร สิ่งที่ได้รับไม่ใช่เพียงองค์ความรู้ แต่เป็นแรงบันดาลใจให้เธอ “ฝันใหญ่” ตั้งเป้าหมายว่าจะต้องรวยระดับหมื่นล้านหรือแสนล้าน!!
ดังนั้นเธอจึงออกมาทำธุรกิจตัวเอง อะไรที่เห็นเป็นโอกาสทำเงินสร้างรายได้ เธอกระโดดคว้าไว้หมด เริ่มจากลงทุน 8 แสนเปิดร้านกาแฟในตึกสำนักงานออฟฟิศ ไปได้ดีมีต่างชาติมาขอเทกโอเวอร์ หลังจากนั้นก็กำเงินเข้ามาหาทำเลดีย่านสยาม ทยอยเปิดร้านกาแฟ, ร้านทำเล็บ, ร้านนวดสปา, ร้านแว็กซ์ขน, ร้านตัดสูท, เปิดโรงยิมต่อยมวย ไปจนถึงทำช่องทีวีดาวเทียม ช่วงแรกทำท่าจะดี แต่สุดท้ายต้องทยอยปิดตัวลงทั้งหมด
“เกศทำทุกอย่างที่คิดว่ามันได้เงิน โดยที่ไม่มีประสบการณ์ และไม่ได้ชอบ ทำให้ไม่ได้โฟกัสธุรกิจ และยังยืมจมูกคนอื่นหายใจ สุดท้ายเงินลงทุนเกือบทั้งหมดจมหาย แต่ได้บทเรียนและต้นทุนสำคัญที่ทำให้เธอกลายเป็นตุ๊กตาล้มลุกที่เด้งกลับมาได้ไวกว่าเดิมทุกครั้ง”
เพราะในขณะเดียวกัน เธอก็เปิดธุรกิจที่ 9 ที่เป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ เธอซื้อแฟรนไชส์ปิ้งย่างจากเกาหลี nice two Meat u แบรนด์ที่ไม่ได้ดังที่สุด แต่เอามา “เขย่าแบรนด์ใหม่” และปรับรสชาติให้จัดจ้านถูกปากคนไทย ครั้งนี้เดิมพันสูงเพราะ “คุณแม่” ต้องนำ “เครื่องเพชร” ไปขาย เพื่อนำเงินมาให้เธอลงทุนและเป็นเงินทุนหมุนเวียน ปรากฏว่าด้วยรสชาติที่ถูกปากทำให้ nice two Meat u กลายเป็นแบรนด์ร้านอาหารเกาหลีที่ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว สร้างปรากฏการณ์ต่อคิวยาวเหยียด ดารา เซเลบ ต่างพากันมาเป็นลูกค้า ทำให้คืนทุนได้อย่างรวดเร็ว และเป็นจุดเริ่มต้นอาณาจักร “รวยไม่หยุด”
หลังจาก “คุณเกศ” ต่อยอดด้วยการออกแบรนด์ชานมไข่มุก “เสือพ่นไฟ” ที่เปลี่ยนจากร้านกาแฟเดิมๆให้กลายเป็นไวรัลด้วยการขายชานมไข่มุก “เสือพ่นไฟ” และ เปิดร้าน Pop up กลางสยาม สร้างประสบการณ์ (Experience) ใหม่ให้ลูกค้าโดยสร้างหัวเสือขนาดใหญ่ให้เป็นจุดสนใจและให้ลูกค้ารับเครื่องดื่มผ่านปากเสือ ทำให้เป็นจุดถ่ายรูปและเช็กอินของวัยรุ่นสยาม ขายดีจนทำแทบไม่ทัน สามารถคืนทุนได้ภายในเวลาเพียง 2 สัปดาห์ และขยายแฟรนไชส์ไปไกลถึง 5 ประเทศ
ทุกอย่างกำลังไปได้สวย เธอเปิดสาขาทั้ง nice two Meat u และ เสือพ่นไฟ ไปในห้างสรรพสินค้าแต่แล้ววิกฤติโควิด-19 ก็เข้ามา ทุกอย่างที่สร้างมาแทบพังทลาย ความเสียหายจากการปิดสาขารวมกว่า 100 ล้านบาท แต่เธอก็ยังยืนหยัดเลี้ยงพนักงาน 1,000 คนให้รอดพ้นวิกฤติมาได้ด้วยเมนูฮีโร่อย่าง “ไข่เสือมันม่วง” ที่มียอดดีลิเวอรีถล่มทลาย
จนเมื่อผ่านพ้นโควิด ปรากฏว่า ผู้ประกอบการและกลุ่มทุนต่างๆพากันเปิดร้าน ปิ้งย่างเกาหลีและชานมไข่มุกออกมาเต็มตลาดไปหมด แต่เธอพบว่า ผู้คนเริ่มมีเงินหรือกำลังซื้อลดลง เศรษฐกิจดีขึ้นเพียงแค่ปีเดียว หลังจากนั้นก็ซบเซา...
ทำให้ปัจจุบันคุณเกศต้องปรับทัพจากแบรนด์อาหารพรีเมียม ราคาสูง ที่กลุ่มเป้าหมายเป็นคนมีกำลังซื้อระดับกลางถึงระดับบน เธอเปลี่ยนเป้าหมายมาเป็นตลาด Mass อาหารราคาที่ทุกคนกินได้ทุกวัน เช่น “เกศเตี๋ยว” ก๋วยเตี๋ยวเรือที่เน้นความคุ้มค่า ใช้กิมมิกกากหมูฟรีไม่อั้นราคาเข้าถึงง่าย ซึ่งตอนนี้มีคนซื้อแฟรนไชส์ไปเปิดในฮ่องกง, ออสเตรเลียและประเทศอื่นๆแล้ว
นอกจากนี้ยังเปิด Rollishi “โรลอิชิ” ร้านอาหารญี่ปุ่นราคาประหยัดเริ่มต้นเพียง 19 บาท ใช้ Gen Z เป็นผู้สร้างกระแสผ่าน TikTok แต่สร้างรายได้จริงจากกลุ่มลูกค้า Gen X และ Gen Y รวมถึงการจับมือกับดาราชื่อดัง “ออม-กรณ์นภัส” เปิดแบรนด์น้ำผลไม้ Chago ที่มียอดขายถล่มทลายจากพลังแฟนคลับทั้งชาวไทยและจีน เรียกว่าประสบความสำเร็จคืนทุนได้อย่างรวดเร็ว
แม้จะมีหลายแบรนด์ในมือ แต่ “คุณเกศ” ยอมรับว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา เธอทำงานแบบรวมศูนย์ที่ตัวเองมากเกินไป แต่ปีนี้ 2569 กำหนดให้เป็นปี “SET Zero” หรือปีแห่งการล้างไพ่ ปรับโครงสร้างองค์กรใหม่ทั้งหมด วางระบบบัญชีใหม่ สร้างทีมบริหาร รีแบรนด์ธุรกิจเดิมที่เริ่มอิ่มตัว และเพิ่มแบรนด์ใหม่ที่ตอบโจทย์ตลาดแมสมากขึ้น ลดสัดส่วนอาหารเกาหลี และเพิ่มแบรนด์อาหารไทยและเอเชียที่เข้าถึงง่าย
ตลอดการเดินทางในโลกธุรกิจ คุณเกศมีบทสรุปง่ายๆว่า โลกวันนี้ เป็นโลกของ “ปลาเร็วกินปลาช้า” กลยุทธ์ของเธอคือ “ความเร็วในการปรับตัว” เหมือนจิ้งจกที่ต้องเปลี่ยนสีตามเทรนด์หรือสถานการณ์ตลาด ที่สำคัญที่สุด ต้องกล้าล้ม “ถ้าคุณล้ม อย่ามัวงอแง ตื่นขึ้นมาแล้วลุกให้ไว เพราะปลาที่เร็วที่สุดคือผู้ชนะเสมอ!” บทสรุปหัวใจนักสู้ “คุณเกศ” ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ความล้มเหลวไม่ใช่จุดจบ แต่มันคือบันไดที่พาไปสู่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม! แม้วันนี้เธอจะบอกว่า เธอยังไม่ประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย เพราะเธอยังมี “ฝันใหญ่แสนล้าน” ที่รออยู่ข้างหน้านั่นเอง!!
เลดี้แจน
คลิกอ่านคอลัมน์ "Business On My Way" เพิ่มเติม