
ทำความรู้จัก Gwynne Shotwell ประธานของ SpaceX ทำงานที่นี่มากว่า 24 ปี เบื้องหลังความสำเร็จมหาศาลของบริษัท ผู้แลภาษาและความฝันสุดโต่งของ Elon Musk ให้กลายเป็นจริง และได้ขึ้นแท่นเป็นมหาเศรษฐีเพราะ SpaceX เข้าเทรดในตลาดหุ้นสหรัฐฯ
เมื่อวันที่ 12 มิถุนายนที่ผ่านมา ที่ตลาด Nasdaq ในนครนิวยอร์ก มีผู้หญิงคนหนึ่งที่ขึ้นกล่าวเปิดเวทีก่อนที่ SpaceX จะเปิดให้ซื้อขายหุ้นอย่างเป็นทางการวันแรก หลายคนสงสัยว่าเธอเป็นใคร? ทำไมถึงได้รับโอกาสเทียบเท่ากับ Elon Musk ที่เป็นซีอีโอ ขึ้นไปสั่นระฆังในเหตุการณ์ครั้งสำคัญของประวัติศาสตร์ของตลาดหุ้นสหรัฐฯ?
เธอคนนี้คือ Gwynne Shotwell ประธานและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ (COO) ของ SpaceX เป็นอีกหนึ่งคนสำคัญผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จสุดยิ่งใหญ่ของบริษัท และเธอยังถือว่าเป็น No.2 เป็นรองก็แค่เพียง Elon Musk เท่านั้น
ในวันที่หุ้น SPCX เข้าเทรดวันแรก Gwynne Shotwell เธอคืออีกคนที่ได้รับอานิสงส์จากการระดมทุนครั้งนี้ ทำให้ความมั่งคั่งที่มีทะยานขึ้นไปสู่ 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในชั่วข้ามคืน โดยคำนวณจากมูลค่าหุ้นที่เธอถืออยู่ ณ ราคาปิดวันแรกของการซื้อขาย
ตามข้อมูลของ Forbes ปัจจุบันเธอมีความมั่งคั่งอยู่ที่ 2,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งส่วนใหญ่ก็มาจาก SpaceX ที่เธอมาเข้าร่วมทีมตั้งแต่ตอนที่บริษัทยังเป็นสตาร์ทอัพอายุไม่ถึง 1 ขวบเสียด้วยซ้ำ ตลอดกว่า 24 ปีที่ผ่านมา เธอจึงถือว่าเป็นหนึ่งคนที่ทำงานเข้าขากับ Elon Musk ได้เป็นอย่างดี จนได้รับความไว้วางใจให้ตัดสินใจและบริหารบริษัทมูลค่าล้านล้าน พร้อมกับดูแลพนักงานกว่า 2 หมื่นคน
บทความนี้ Thairath Money คอลัมน์ How to Make Money จะพาไปทำความรู้จักกับ Gwynne Shotwell ให้มากขึ้น เส้นทางชีวิตของเธอเป็นมายังไง จนได้มาทำงานกับ Elon Musk และกลายเป็นหัวเรือคนสำคัญของ SpaceX ในทุกวันนี้
ขอพาย้อนกลับไป Gwynne Shotwell เธอเกิดในปี 1963 เป็นลูกสาวคนกลางของบ้าน เติบโตมาพร้อมกับพี่สาวและน้องสาวอีกหนึ่งคนในเมืองลิเบอร์ตี้วิลล์ รัฐอิลลินอยส์ คุณพ่อเป็นศัลยแพทย์สมอง ส่วนคุณแม่เป็นศิลปิน
ในวัยเด็กตอน 5 ขวบ เธอมีโอกาสได้รับชมการลงจอดบนดวงจันทร์ของ Apollo 11 แต่ต่อมาเธอออกมายอมรับว่าตอนนั้นเธอ “รู้สึกว่ามันน่าเบื่อ” และไม่คิดว่าเส้นทางชีวิตของเธอจะมาบรรจบในอุตสาหกรรมอวกาศเลยแม้แต่น้อย
ช่วงมัธยมคือช่วงที่เธอทำผลงานได้ดีทั้งเรื่องการเรียนและกิจกรรม ที่ Libertyville High เธอเป็นทั้งเชียร์ลีดเดอร์และนักบาสเกตบอลตัวแทนของโรงเรียน แถมตอนเรียนจบยังผลการเรียนดีแบบที่เรียกว่า Straight-A ได้เกรดยอดเยี่ยมทุกตัวเลยทีเดียว
แต่ Gwynne Shotwell กลับยังไม่รู้ว่าตัวเองจะเดินไปตามเส้นทางไหนดี จนกระทั่งคุณแม่บังคับให้เธอไปร่วมงานเสวนาของสมาคมวิศวกรสตรีที่ Illinois Institute of Technology และที่นั่นเธอก็ได้พบกับแรงบันดาลใจสำคัญ ที่ทำให้เด็กผู้หญิงคนหนึ่งอยากทำงานในสายที่ผู้ชายครองเป็นส่วนใหญ่
เธอเล่ากับนิตยสาร Fortune ว่า วันนั้นเป็นวันที่น่าเบื่อมาก แต่แล้วก็ได้เห็นวิศวกรหญิงคนหนึ่งที่เธอเรียกว่าเป็น A fabulous woman engineer ผู้หญิงคนนั้นสวมรองเท้าที่สวยมาก แถมยังมีกระเป๋าที่เข้าชุดกันหมด
เหตุการณ์นั้นทำให้เธอเห็นว่า “วิศวกรรมเครื่องกลดูเป็นเรื่องที่เข้าถึงได้” หลังจบงาน เธอกลับบ้านพร้อมความคิดใหม่ “โอเค ฉันจะเรียนวิศวกรรมเครื่องกล เพราะฉันคิดว่าเธอเท่มาก”
ต่อมา Gwynne Shotwell ได้เลือกเข้าศึกษาต่อที่ Northwestern University ในด้านวิศวกรรมเครื่องกล เธอเป็น 1 ใน 3 ของวิศวกรหญิงที่เข้าเรียนในคลาสนั้นจากนักเรียนทั้งหมด 36 คน หลังเรียนจบมาเธอก็ได้เข้าร่วมโครงการฝึกผู้บริหารของ Chrysler หลังจากผิดหวังกับการสมัครงานที่ IBM
แต่เข้าร่วมโครงการได้ไม่นาน ก็ค้นพบว่านั่นไม่ใช่เส้นทางของเธอ เลยตัดสินใจกลับมาศึกษาต่อระดับปริญญาโทในสาขาคณิตศาสตร์ประยุกต์ที่ Northwestern University อีกครั้ง และหลังจากนั้นเธอก็เดินสายเป็นวิศวกรอย่างเป็นทางการ
หลังจากเรียนจบ Gwynne Shotwell ได้ไปเริ่มทำงานในฐานะวิศวกร ทำหน้าที่วิเคราะห์ความร้อนของระบบอวกาศให้กับ The Aerospace Corporation อยู่เกือบ 10 ปี ก่อนจะย้ายไปทำงานกับ Microcosm บริษัทพัฒนาจรวดต้นทุนต่ำ บริหารฝ่ายระบบอวกาศอยู่ที่นี่ได้ราว 4 ปี
หลังจากนั้นในปี 2002 เธอได้นัดรับประทานอาหารกลางวันกับอดีตเพื่อนร่วมงานคนหนึ่งที่ย้ายไปทำงานกับ SpaceX ซึ่งตอนนั้นยังเป็นสตาร์ทอัพที่เพิ่งก่อตั้งได้ไม่ถึงปี ซึ่งเพื่อนคนดังกล่าวก็ได้ชักชวนเธอไปเดินชมบริษัท และเปิดทางให้ได้พูดคุยกับ Elon Musk ผู้ก่อตั้งอยู่ราว 3-4 นาที
บทสนทนาระหว่าง Gwynne Shotwell และ Elon Musk ในตอนนั้นเป็นการแนะนำตัวสั้น ๆ ก่อนที่เธอจะพบว่า นั่นคือการพูดคุยที่จะดึงตัวเธอเข้าไปร่วมงานด้วย ตอนนั้นเธอไม่ได้กำลังหางานใหม่ ไม่มีแม้แต่เรซูเม่ติดตัว แต่ไม่นานหลังบทสนทนานั้น ในบ่ายวันเดียวกันก็มีสายติดต่อมาจาก SpaceX ชวนเธอไปร่วมงานในตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายพัฒนาธุรกิจ "
และเชื่อไหมว่า หลังจากวางสายนั้นไป เธอเก็บเรื่องนี้มาคิดอยู่นานเป็นเดือน กระทั่งวันหนึ่งเธอตัดสินใจโทรกลับไปหา Elon Musk พร้อมกับพูดว่า “I’m an idiot.” เธอมองว่าเป็นเรื่องที่บ้ามาก ที่เธอจะทิ้งงานมั่นคงในบริษัทที่เธอถือหุ้นอยู่ถึง 3%
Elon Musk ที่อยู่อีกฟากของสายหัวเราะตอบกลับ พร้อมพูดว่า “ยินดีต้อนรับเข้าสู่ทีม” ตอนนั้นก็ทำให้ Gwynne Shotwell กลายเป็นสมาชิกลำดับที่ 11 ของสตาร์ทอัพด้านอวกาศเล็ก ๆ ที่อยากจะไปสร้างอาณานิคมบนดาวอังคาร
เธอเล่ากับ Fortune ว่า ณ เวลานั้น เธอตัดสินใจกับตัวเองไว้แล้วว่าหาก SpaceX ล้มเหลว เธอจะออกจากอุตสาหกรรมอวกาศไปตลอด พร้อมระบุว่า “ฉันคงไปขายอสังหาริมทรัพย์ ไม่ก็เป็นบาริสต้าแทน”
ในปี 2008 หลังจากทำงานกับ SpaceX มาได้ราว 6 ปี Elon Musk ก็ได้ยื่นตำแหน่งใหม่ให้กับ Gwynne Shotwell ให้เธอมารับหน้าที่เป็นประธานบริษัทและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ หรือ COO ซึ่งหลายคนที่ทำงานร่วมกับเธอระบุว่า เธอคือคนที่แปลภาษา และเปลี่ยนความคิดสุดโต่งของซีอีโอให้กลายเป็นจริง
“ในขณะที่ Elon เป็นคนกำหนดวิสัยทัศน์ Gwynne คือคนที่ทำให้วิสัยทัศน์เหล่านั้นถูกส่งมอบออกมาได้จริง” พนักงานคนหนึ่งของ SpaceX ให้สัมภาษณ์กับ CNBC
ตลอด 24 ปีที่ผ่านมา เธอทำหน้าที่ดูแลตั้งแต่การดำเนินงานประจำวันของบริษัท งานขาย บริหารพนักงานจากไม่กี่สิบคนมาถึงกว่าสองหมื่นคนในปัจจุบัน และยังเป็น 1 ใน 8 ของบอร์ดบริหารของบริษัทอีกด้วย
“เธอเป็นคนดูแลการปฏิบัติงานทั้งหมดที่ทำให้ธุรกิจเดินต่อได้ และเป็นคนที่นำเงินทุนเข้ามาสู่บริษัท” พนักงานคนนั้นกล่าว พร้อมระบุเพิ่มเติมว่า Shotwell เป็นผู้ที่เข้าประชุมกับลูกค้า สร้างความสัมพันธ์ และปิดดีลสัญญาสำคัญต่าง ๆ ด้วยตัวเอง
Gwynne Shotwell เล่าด้วยว่า การแบ่งงานของเธอกับ Elon Musk จะมีบทบาทแตกต่างกันอย่างชัดเจน เธอมองว่าตัวเองคือพาร์ตเนอร์ที่ช่วยให้ Elon Musk ทำสิ่งต่าง ๆ ให้สำเร็จ เธอมักจะโฟกัสกับการดำเนินงานประจำวันของธุรกิจ ส่วนซีอีโอจะโฟกัสเรื่องกลยุทธ์ระดับสูง รวมถึงลงลึกในรายละเอียดทางเทคนิคอย่างมาก
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เธอดูแลโครงการสำคัญแทบทุกด้านของ SpaceX ไม่ว่าจะเป็น พัฒนาจรวด พัฒนา Starlink ดีลควบรวมกิจการกับ xAI สื่อสารกับลูกค้า ประสานงานกับหน่วยงานกำกับดูแล ตลอดจนสื่อสารกับนักลงทุนในตลาดหุ้น
ถึงขั้นที่อดีตผู้บริหารของ NASA ออกมาชื่นชมว่า Gwynne Shotwell สามารถขายภารกิจปล่อยจรวดได้ แม้ตอนนั้นจะเป็นช่วงที่ SpaceX ยังปล่อยจรวดไม่สำเร็จเสียด้วยซ้ำ
อีกทั้งสไตล์การทำงานก็แตกต่างออกไปจาก Elon Musk โดยสิ้นเชิง ขณะที่ซีอีโอขยันสร้างความปั่นป่วนด้วยไอเดียที่ถาโถมเข้ามาให้กับทีม Gwynne Shotwell จะเป็นด่านหน้าที่รับแรงกระแทกทั้งหมดมาแปลงแนวคิดนั้นให้กลายเป็นสิ่งที่วิศวกรหลายพันคนสามารถร่วมกันทำได้จริง พร้อมทั้งลดความขัดแย้งและทำให้ทุกคนมุ่งไปยังเป้าหมายเดียวกัน
สำหรับค่าตอบแทนที่เธอได้ จากเอกสารยื่น IPO ของ SpaceX เมื่อเดือนก่อน ระบุว่า Shotwell ได้รับค่าตอบแทนรวม 85.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025 โดยส่วนใหญ่เป็นผลตอบแทนในรูปแบบสิทธิซื้อหุ้น (Stock Options) ขณะที่เงินเดือนพื้นฐานของเธออยู่ที่ 1.08 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี
อย่างไรก็ตาม หลังจาก SpaceX เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เป็นวันแรก ความมั่งคั่งของเธอจากการถือหุ้น SpaceX นี้ก็ขยับขึ้นไปทะลุ 2,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขึ้นแท่นเป็นมหาเศรษฐีอย่างเป็นทางการ
ที่มา: Fortune, Forbes, CNBC, Time, Wall Street Journal, Financial Times
ติดตามเพจ Facebook: Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ - https://www.facebook.com/ThairathMoney