Richard Mille นิยาม Ultra Rich ที่ถูกย่อไว้บนข้อมือมหาเศรษฐีเทสต์ดีทั่วโลก

Business

Business Strategy

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

Richard Mille นิยาม Ultra Rich ที่ถูกย่อไว้บนข้อมือมหาเศรษฐีเทสต์ดีทั่วโลก

Date Time: 25 พ.ค. 2569 15:45 น.

Video

Claude AI ปลอดภัยสุดในโลก ? อ่านเกม Anthropic จริยธรรม หรือกลยุทธ์ธุรกิจ | Digital Frontiers EP.60

Summary

Richard Mille ก่อตั้งปี 1999 โดดเด่นด้วยดีไซน์ล้ำสมัย วัสดุจากวงการรถแข่งและอากาศยาน

  • นาฬิกา Richard Mille มีราคาตั้งแต่ 2.5 ล้านบาทขึ้นไป บางรุ่นราคาสูงถึง 160 ล้านบาท
  • แบรนด์สร้างภาพลักษณ์ 'รถแข่งบนข้อมือ' และ 'Secret Billionaire's Handshake'
  • Richard Mille เน้นความ Exclusive ผลิตจำนวนจำกัด ทำให้เป็นที่ต้องการสูง
  • แบรนด์เติบโตอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันมียอดขายกว่า 4.7 หมื่นล้านบาทต่อปี

Latest


ในโลกของนาฬิกาหรูที่เต็มไปด้วยแบรนด์อายุกว่าร้อยปี มีชื่อหนึ่งที่ใช้เวลาไม่ถึง 25 ปี แต่กลับก้าวขึ้นมาอยู่ในระดับเดียวกับตำนานแห่งวงการอย่าง Rolex, Patek Philippe หรือ Audemars Piguet

ชื่อนั้นคือ Richard Mille แบรนด์นาฬิกาหรูสัญชาติสวิสที่ถูกนิยามว่าเป็น “Supercar on the Wrist” เพราะจุดเด่นของแบรนด์ไม่ใช่แค่ราคาที่พุ่งไปถึงหลักร้อยล้าน แต่คือการเอาวิศวกรรมระดับอากาศยาน เทคโนโลนยีและวัสดุที่ได้แรงบันดาลใจการแข่งรถ มาสร้างเป็นนาฬิกาที่เบา แข็งแรง และเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ซับซ้อนที่สุดในโลก

มากไปกว่านั้นการมีอยู่ของตัวแบรนด์เองยังกลายเป็น Symbol ของเศรษฐียุคใหม่ทั่วโลก เพราะภาพจำของแบรนด์ที่ผูกโยงกับวัฒนธรรมการโชว์สถานะจนได้รับฉายาว่า นี่คือ “Secret Billionaire’s Handshake” ที่แวดวงเศรษฐีระดับพันล้านต้องมองข้อมือหานาฬิกา Richard Mille ก่อนสนทนาเพื่อยืนยันว่าอีกฝ่ายเป็นคนระดับใด

คอลัมน์ BrandStory ครั้งนี้พาไปรู้จักกับเรื่องราวของ Richard Mille แบรนด์นาฬิกาหรู จากจุดเริ่มต้นของชายที่อยากสร้าง “รถแข่ง Formula 1 บนข้อมือ” สู่แบรนด์นาฬิกาหรูที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก Richard Mille คือ การลงทุนจริงไหม ทำไมมูลค่าพุ่งแรงกว่าซูเปอร์คาร์บางคัน และกลายเป็นหนึ่งในสินทรัพย์สะสมที่ร้อนแรงที่สุดในโลก Luxury Watch ในขณะนี้ 

โดยล่าสุดทาง Richard Mille ก็ได้เปิดตัวบูทีคแห่งแรกในประเทศไทยอย่างเป็นทางการใจกลางกรุงเทพฯ ณ โรงแรมสยามเคมปินสกี้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการรุกตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 

"A Racing Machine on the Wrist" 

ก่อนจะกลายเป็นชื่อระดับโลก Richard Mille ได้สร้างเส้นทางในวงการนาฬิกามาอย่างยาวนาน เขาเริ่มต้นอาชีพกับผู้ผลิตนาฬิกาสัญชาติฝรั่งเศสอย่าง Finhor ในช่วงกลางทศวรรษ 1970 ก่อนจะก้าวขึ้นไปดูแลฝ่าย Chronometer ของ Matra บริษัทเครื่องประดับที่เข้าซื้อกิจการ Finhor ในปี 1981

หลายปีต่อมา Mille ย้ายไปร่วมงานกับ Mauboussin บริษัทเครื่องประดับหรูจากฝรั่งเศส เพื่อช่วยก่อตั้งธุรกิจนาฬิกาของแบรนด์จนได้ขึ้นเป็นซีอีโอ แต่แม้จะผ่านตำแหน่งสำคัญในโลกเครื่องประดับและนาฬิกาหรูมาแล้ว เขากลับยังต้องการสร้างบางสิ่งที่แตกต่างออกไป

ขณะนั้น Mille ในวัย 50 ปี รู้สึกว่าอุตสาหกรรมนี้ “ยึดติดกับอดีตมากเกินไป” ในขณะที่แบรนด์เก่าแก่จำนวนมากขายเรื่อง Heritage หรือประวัติศาสตร์หลายร้อยปี ทำให้เขากลับมองว่านาฬิกายุคใหม่ควรสะท้อน “อนาคต” มากกว่าอดีต จึงตัดสินใจก้าวออกมาเป็นผู้ประกอบการเพื่อสร้างแบรนด์นาฬิกาหรูของตัวเอง

ในปี 1999 เขาก่อตั้งแบรนด์ Richard Mille ขึ้นและเปิดตัว “RM 001 Tourbillon” ในปี 2001 พร้อมแนวคิดที่แทบสวนทางทั้งวงการ โดย RM 001 นี้เองถูกพัฒนาร่วมกับ Renaud et Papi หน่วยวิจัยและพัฒนาของ Audemars Piguet โดยมีเป้าหมายทำลายกรอบเดิมของการออกแบบนาฬิกาหรูที่ในยุคนั้นนาฬิกาหรูยังเน้นความคลาสสิก ตัวเรือนทอง หน้าปัดเรียบ และงานฝีมือแบบดั้งเดิม

แต่ RM 001 โดดเด่นจากดีไซน์ล้ำยุคที่ดูเหมือนชิ้นส่วนจากรถแข่งหรือยานอวกาศ ด้วยวัสดุหลัก Carbon Nanofiber ซึ่งแทบไม่มีใครใช้ในวงการนาฬิกาเวลานั้น ตัวเครื่องถูก Skeletonized ให้เห็นกลไกด้านในทั้งหมด และมีโครงสร้างที่ได้รับแรงบันดาลใจจากวิศวกรรมมอเตอร์สปอร์ต ซึ่งนาฬิการุ่นนี้ก็ได้กลายเป็นที่มาของนิยาม “รถแข่งบนข้อมือ” (A Racing Machine on the Wrist) นั่นเอง

RM 001 เปิดตัวด้วยราคาประมาณ 135,000 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งแพงกว่านาฬิกา Tourbillon ทั่วไปในยุคนั้นเกือบสองเท่า แถมผลิตเพียง 17 เรือนทั่วโลก ซึ่งจุดนี้เองได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของ ความหายาก (Scarcity) ที่สร้างมาตรฐานใหม่ของ “ความเอ็กซ์คลูซีฟ” จนสื่อหลายสำนักยกให้เป็น “รุ่งอรุณใหม่ของวงการนาฬิกา”

“Performance Engineering” สิ่งที่ทำให้ Richard Mille ราวซูเปอร์คาร์

สิ่งที่ทำให้ราคาของ Richard Mille พุ่งไปถึงหลักสิบหรือทะยานทะลุร้อยล้านบาท เกิดจากหลายปัจจัย อย่างที่เกริ่นช่วงแรกว่า Richard Mille ไม่ได้วางตัวเองเป็น “Luxury Watch แบบดั้งเดิม” แต่ต้องการทำลายกำแพงนั้น ด้วยการผสมกันระหว่างหลายโลกเข้าด้วยกัน

ตั้งแต่โลกแห่ง Haute Horology (โอต์ โอร์โลเฌอรี) หรือศิลปะการทำนาฬิกาชั้นสูงที่ใช้เพื่อจำแนกการผลิตนาฬิกาในระดับสูงสุด โดยเฉพาะความซับซ้อนของกลไก ที่ไม่ใช่แค่บอกเวลา แต่ต้องมีฟังก์ชันพิเศษ เช่น ตูร์บิยอง (Tourbillon) ที่ต้านแรงโน้มถ่วง ซึ่งตัวเรือนของ Richard Mille เองขึ้นชื่อเรื่องการวิศวกรรมซับซ้อนประหนึ่ง เครื่องจักรกลขนาดจิ๋วที่หลายรุ่นใช้เวลาพัฒนาหลายปี และออกแบบให้ทนแรงกระแทกได้ระดับที่นักกีฬาอาชีพใส่แข่งขันจริง นอกจากนี้ยังมีดีไซน์ที่ไม่มีใครเหมือน ตัวเรือนทรง Tonneau แบบ Skeletonized กลายเป็น Signature ที่มองไกล ๆ ก็รู้ทันทีว่าเป็น Richard Mille

ภาพลักษณ์อันแข็งแกร่งของแบรนด์ Richard Mille ซึ่งเชื่อมโยงกับความล้ำหน้าแห่งอนาคตนั้นยังมาจาก โลกแห่งยานยนต์และอากาศยาน (Motorsport & Aerospace) ไม่ได้ทำหน้าที่สร้างบริบทให้กับดีไซน์เท่านั้น แต่ทั้งหมดมีที่มาจากวัสดุสุดล้ำระดับอุตสาหกรรมการบินและรถแข่งที่ถูกนำมาใช้เป็นองค์ประกอบหลักของแบรนด์ ตั้งแต่ Carbon TPT, Graphene, Grade 5 Titanium, Orthorhombic Titanium Aluminide จากอุตสาหกรรมอวกาศ หรือ Sapphire Crystal ที่ผลิตยากและมีต้นทุนสูงมาก

สุดท้ายคือโลกแห่ง Ultra Luxury ความพิเศษเฉพาะบุคคลที่มีเงินก็ไม่ได้แปลว่าคุรเข้าถึงได้ Richard Mille ผลิตนาฬิกาเพียงประมาณ 5,000 เรือนต่อปีทั่วโลก ขณะที่ Rolex ผลิตเกือบ 1 ล้านเรือนต่อปี ความแตกต่างมหาศาลนี้ทำให้ Richard Mille กลายเป็นสินค้าหรูที่ “Demand สูงกว่า Supply” แทบตลอดเวลา ทำให้หลายรุ่นกลายเป็น Rare Item ตั้งแต่วันแรกที่เปิดตัว รวมถึงหลายรุ่นมีราคาตลาดมือสองสูงกว่าราคาป้ายทันที โดยเฉพาะรุ่นยอดนิยมที่ Waiting List ยาวหลายเดือน หรือบางครั้งหลายปี

แบรนด์จงใจรักษาความ Exclusive แบบที่ไม่ใช่ใครมีเงินก็ซื้อได้ เพราะบางรุ่นต้องมีประวัติซื้อกับ Boutique หรือมี Relationship กับแบรนด์ก่อน และขณะเดียวกันที่แบรนด์เองจงใจสร้างภาพลักษณ์เข้าถึงได้เฉพาะคนบางกลุ่ม และนั่นยิ่งทำให้มันกลายเป็นสิ่งที่คนอยากครอบครอง ทั้งหมดนี้ทำให้ Richard Mille กลายเป็น Symbol ของสถานะ การเข้าถึง และรสนิยมเฉพาะกลุ่ม

โดยหนึ่งเหตุผลสำคัญที่ทำให้ Richard Mille ถูกพูดมากขึ้นตลอดหลายปีที่ผ่านมา คือ การเข้าไปอยู่ในโลกของกีฬา ความเร็ว และ Pop Culture อย่างจริงจัง โดยเฉพาะการเป็น Major Sponsor ในการแข่งขัน Formula-1 

Richard Mille ไม่ได้เลือกวางตัวเองเป็นแบรนด์นาฬิกาหรูแบบดั้งเดิมที่เน้นภาพลักษณ์คลาสสิกหรือ Old Money เพียงอย่างเดียว แต่เลือกเชื่อมตัวเองเข้ากับโลกของนักกีฬาระดับโลก นักแข่ง F1 และมหาเศรษฐีรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบ “Performance Engineering”

ภาพของนักแข่งอย่าง Charles Leclerc, Lando Norris หรือแม้แต่ Rafael Nadal ที่ใส่ Richard Mille ลงแข่งขันจริงกลายเป็นการสร้างภาพจำใหม่ให้วงการนาฬิกาหรูที่ถูกสร้างมาเพื่อใช้งานจริงภายใต้แรงสั่นสะเทือน ความเร็ว และแรงกระแทกระดับสูง

และนั่นคือเหตุผลที่วันนี้...แบรนด์กลายเป็นที่ชื่นชอบของกลุ่มมหาเศรษฐี Ultra High Net Worth  นักธุรกิจสายเทค นักลงทุนคริปโต นักกีฬา นักแข่งรถ ไปจนถึงเซเลบริตี้ยุคใหม่ที่การใส่ Richard Mille ไม่ได้หมายถึงแค่มีเงินอย่างเดียว แต่หมายถึงการเข้าใจโลกของ Performance, Innovation และสถานะทางสังคมแบบใหม่ที่ต่างจากนาฬิกาหรูยุคก่อนอย่างสิ้นเชิง

ปัจจุบันนาฬิกาของ Richard Mille มีราคาตั้งแต่ประมาณ 8 หมื่นดอลลาร์สหรัฐหรือราว 2.5 ล้านบาท ไปจนถึงมากกว่า 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐหรือราว 64 ล้านบาทต่อเรือน โดยรุ่นที่ถูกพูดถึงว่าแพงที่สุดในตลาดสะสม คือ “RM 53-02 Sapphire Tourbillon” ที่เคยถูกประมูลสูงถึงประมาณ 4.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 160 ล้านบาทไทย ด้วยความหายากระดับผลิตเพียง 8 เรือนทั่วโลก ขณะที่บางรุ่นแบบ Limited Edition หรือรุ่น Custom สำหรับนักสะสมพิเศษบางเรือนก็มูลค่าสูงแตะระดับ 200-300 ล้านบาทได้เช่นกัน


Richard Mille คือ การลงทุนจริงไหม?

ย้อนกลับไปในปี 2017 Richard Mille ยังอยู่นอก Top 20 ของอุตสาหกรรมนาฬิกาสวิส แต่ภายในเวลาไม่กี่ปี แบรนด์กลับพุ่งขึ้นมาอยู่ในกลุ่ม Top 6-7 ของโลก เคียงข้างแบรนด์ระดับตำนานอย่าง Rolex, Patek Philippe และ Audemars Piguet จนวันนี้ หลายคนมองว่า Richard Mille คือหนึ่งในแบรนด์ที่นิยาม “ความมั่งคั่งยุคใหม่” ของโลกเศรษฐีรุ่นใหม่ได้ชัดที่สุดแบรนด์หนึ่ง ไม่แพ้แบรนด์อายุร้อยปี

ตัวเลขล่าสุดของ Richard Mille ก็สะท้อนความร้อนแรงของแบรนด์ได้อย่างชัดเจน ในปี 2021 Richard Mille กลายเป็นหนึ่งในไม่กี่แบรนด์อิสระของโลกที่ทำรายได้ระดับ “พันล้านฟรังก์” ได้สำเร็จ โดยมียอดขายทะลุ 1.13 พันล้านฟรังก์สวิส คิดเป็นเงินไทยประมาณ 4.7 หมื่นล้านบาท ทั้งที่ผลิตนาฬิกาเพียงไม่กี่พันเรือนต่อปี

ในโลกนาฬิกาหรู Richard Mille ถือเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่รักษามูลค่าได้ดีที่สุด หลายรุ่นราคามือสองสูงกว่าราคาป้ายทันทีที่ออกจาก Boutique บางรุ่น เช่น RM 011, RM 055, RM 27-03 Rafael Nadal, RM 56-02 Sapphire Tourbillon กลายเป็นของสะสมที่ราคาพุ่งหลายเท่าตัวในตลาดประมูลและตลาดซื้อขายมือสองซึ่งมี Liquidity สูงมากสำหรับสินค้าลักชัวรี

โดยมีปัจจัยหลักจากการรักษาความเอ็กซ์คลูซีฟที่แบรนด์ยังคงสร้างความต้องการของแฟนคลับที่อยากจะครอบครองได้อย่างต่อเนื่อง และที่สำคัญลูกค้ากลุ่ม Ultra Rich ยังเพิ่มขึ้นในทุกหัวมุมของโลก โดยเฉพาะกลุ่มเศรษฐีรุ่นใฟม่ New Wealth/New Money ที่บางส่วนยังคงให้คุณค่ากับการสร้างอัตลักษณ์และการยืนยันสถานะในสังคม และแน่นอนว่าสำหรับนักสะสมหลายคน Richard Mille ก็กลายเป็นหนึ่งในสินทรัพย์สะสมที่สามารถนำใส่ได้เช่นเดียวกัน

ในตลาดสะสม Richard Mille ยังถูกมองคล้าย “งานศิลปะเชิงวิศวกรรม” มากกว่านาฬิกาหรูทั่วไป ราคามือสองของหลายรุ่นสามารถเพิ่มขึ้นหลายสิบเปอร์เซ็นต์ หลายรุ่นใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงหรือไม่กี่วันก็ขายออก หากสภาพดีและมีเอกสารครบและบางเรือนกลายเป็น Rare Asset ที่แทบไม่มีของในตลาดเลย

สิ่งที่ทำให้วงการจับตา Richard Mille จึงเป็นเรื่องของการเพิ่มขึ้นของ “มูลค่าต่อเรือน” ที่มีราคาเฉลี่ยสูงกว่าหลายแบรนด์ในตลาด และบางรุ่นมีราคาหลายล้านดอลลาร์ตั้งแต่เปิดตัว แม้ว่าจะเป็นแบรนด์นาฬิกาที่ถูกวิจารณ์มากที่สุดแบรนด์หนึ่งเช่นกันจากมูลค่าที่แพงเกินจริง บ้างบอกว่าดีไซน์สวนทางกับเทรนด์ Quiet-Luxury ดูไม่ Timeless แบบนาฬิกาคลาสสิกและสวนทางกับแบรนด์อื่น อย่างไรก็ตามกลุ่มผู้ติดตามแบรนด์มองว่า คือ จุดแตกต่างที่ทำให้ Richard Mille กลายเป็นหนึ่งในแบรนด์นาฬิกาหรูที่ทรงอิทธิพลที่สุดของยุคนี้





ที่มาข้อมูล Timesandwatches , BOF , Fashionnetwork

คลิกอ่านคอลัมน์ "BrandStory" เพิ่มเติม  

 ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ -   

Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ