
ย้อนประวัติ 10 ตระกูลธุรกิจเก่าแก่ของไทย ที่ไม่ได้สร้างแค่อาณาจักรแสนล้าน แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างเศรษฐกิจ วิถีชีวิต และความทรงจำของคนไทยมาตลอดหลายสิบปี
กว่าจะสร้างธุรกิจให้เติบโตข้ามรุ่นได้ ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่การทำให้ธุรกิจนั้น “อยู่รอด” ผ่านการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และยุคสมัยต่อเนื่องนานนับร้อยปี คงเป็นเรื่องที่ยากกว่า
ย้อนไปหลายตระกูลธุรกิจใหญ่ของไทย เริ่มต้นจากร้านเล็กๆ ของผู้อพยพชาวจีน ไม่ว่าจะเป็นร้านขายยา โรงสีข้าว ร้านกาแฟ ร้านขายเมล็ดพันธุ์ หรือกิจการค้าริมแม่น้ำ ก่อนค่อยๆ เติบโตเป็นอาณาจักรที่มีบทบาทต่อเศรษฐกิจไทยในหลากหลายอุตสาหกรรม
แต่สิ่งที่น่าสนใจ คือ แม้แต่ละตระกูลจะมีเส้นทางแตกต่างกัน แต่มีจุดร่วมสำคัญคล้ายกันอยู่หนึ่งอย่าง นั่นคือ ความสามารถในการปรับตัวให้ทันโลก ตั้งแต่การส่งต่อธุรกิจจากรุ่นสู่รุ่น การขยายจากธุรกิจดั้งเดิม ไปสู่ธุรกิจใหม่ ไปจนถึงการเปลี่ยน “กงสีครอบครัว” ให้กลายเป็นองค์กรสมัยใหม่
บทความนี้ Thairath Money ชวนย้อนดู 10 ตระกูลธุรกิจเก่าแก่ของไทย ที่ไม่ได้สร้างแค่อาณาจักรแสนล้าน แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างเศรษฐกิจ วิถีชีวิต และความทรงจำของคนไทยมาตลอดหลายสิบปี
จุดเริ่มต้นของ “โอสถสภา” มาจากร้านขายของเบ็ดเตล็ดในสำเพ็งชื่อ “เต๊กเฮงหยู” เมื่อปี 2434 ก่อนพัฒนายาสมุนไพร “ยากฤษณากลั่น” จนกลายเป็นสินค้าคู่บ้านคนไทย จากธุรกิจยา สู่เครื่องดื่มชูกำลังอย่าง M-150 และการเข้าตลาดหุ้นในยุคใหม่ ก็คือ ภาพสะท้อนของการไม่ยึดติดกับสูตรเดิม และกล้าย้ายสถานะจาก “ธุรกิจครอบครัว” ไปสู่ “องค์กรสมัยใหม่” โดยไม่ทิ้งรากเดิม
นับเป็นตระกูลธุรกิจเก่าแก่ ที่น่าเป็นกรณีศึกษา จากภูมิหลังของตระกูล ที่เริ่มจากการค้าข้าว โรงสี และการเดินเรือในยุครัชกาลที่ 5 ในนาม “ฮวยจุ่งล้ง” สัญลักษณ์ของยุคที่การค้าทางน้ำ คือ หัวใจของเศรษฐกิจไทย อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจคือ หวั่งหลีไม่ใช่ตระกูลที่หวือหวาบนหน้าข่าว ผ่านการความเคลื่อนไหวต่างๆมากนัก แต่กลับยังรักษาความมั่งคั่งผ่านการบริหารสินทรัพย์และการแบ่งบทบาทในหมู่ทายาท ครอบครัวขนาดใหญ่อย่างชัดเจนจากค้าข้าว สู่น้ำมันพืช ประกันภัย และอสังหาริมทรัพย์ริมแม่น้ำ “ล้ง 1919” ที่มีมูลค่าเช่าต่อมากกว่าพันล้านบาท
จุดเริ่มต้นของตระกูลนี้ มาจากธุรกิจป่าไม้ ก่อนขยับเข้าสู่โลกการเงิน ด้วยการก่อตั้งธนาคารกสิกรไทยในปี 2488 จุดแข็งของล่ำซำ ไม่ได้อยู่แค่การสร้างธนาคารหรือประกันภัย แต่คือการสร้าง “แบรนด์ความน่าเชื่อถือ” จนชื่อสกุลกลายเป็นทุนทางสังคม มีพันธมิตรมากมาย โดยทุกยุคของตระกูล มีการส่งต่อผู้นำที่ต่างสไตล์กัน แต่ยังรักษาแกนเดียวกัน คือ ความมั่นคงและภาพลักษณ์มืออาชีพ
ร้าน “เจียไต๋” ของตระกูลเจียรวนนท์ จากเจ้าสัวธนินท์ มหาเศรษฐีไทย อันดับที่ 135 ของโลก เริ่มจากการขายเมล็ดพันธุ์ให้เกษตรกรในย่านเยาวราช - ทรงวาด ก่อนแตกแขนงสู่ธุรกิจอาหารสัตว์ เกษตรครบวงจร ค้าปลีก โทรคมนาคม และ ดิจิทัล
สิ่งที่ทำให้เครือ CP ต่างจากธุรกิจกงสีดั้งเดิม คือ ความเร็วในการขยายตัวและการมองเกมระดับภูมิภาคจากวันที่หลายธุรกิจไทยยังอยู่ในประเทศ CP คือหนึ่งในกลุ่มแรกๆ ที่บุกจีนอย่างจริงจัง อาณาจักรนี้เติบโตเพราะไม่หยุดอยู่กับธุรกิจเดียว และเข้าใจว่า “ขนาด” อย่างเดียวไม่พอ ถ้าปรับตัวไม่ทันโลก
อีกหนึ่งตระกูลเก่าแก่ “พรประภา” เริ่มต้นจากการรับซื้อเศษเหล็กและเครื่องจักรเก่า ก่อนเข้าสู่ธุรกิจรถยนต์ผ่าน “สยามกลการ” และเป็นตัวแทนจำหน่าย Nissan รายแรกนอกญี่ปุ่น นอกจากนี้ กลุ่มสยามกลการ ยังมีสินค้าที่เกี่ยวข้องในชีวิตประจำวันของคนไทยอีกหลายแขนง ลิฟต์-บันไดเลื่อน-เครื่องปรับอากาศ-เครื่องดนตรี -อะไหล่รถ
จากยุครถญี่ปุ่น มาถึงยุครถ EV ตระกูลนี้ก็ยังไม่หายไปจากเกมทายาทรุ่นใหม่กำลังพาธุรกิจเข้าสู่ยุค BYD และเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า นี่คือภาพของตระกูลที่ไม่ยึดติดกับ “ความสำเร็จเดิม” เพราะรู้ว่าธุรกิจที่เคยรุ่ง อาจตกยุคได้ในเวลาไม่กี่ปี
บุญรอดบริวเวอรี่ ก่อตั้งขึ้นในปี 2476 โดย พระยาภิรมย์ภักดี ผู้บุกเบิกอุตสาหกรรมเบียร์ของไทยในยุคที่ประเทศยังแทบไม่มีผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดเครื่องดื่มสมัยใหม่จาก “สิงห์” ขวดแรก ธุรกิจค่อยๆ เติบโตจนกลายเป็นหนึ่งในแบรนด์ไทยที่มีอิทธิพลสูงสุดทั้งในประเทศและต่างประเทศ
ปัจจุบัน อาณาจักรของตระกูลนี้ ไม่ได้มีแค่ธุรกิจเครื่องดื่ม แต่ขยายไปสู่อสังหาริมทรัพย์ โลจิสติกส์ บรรจุภัณฑ์ และการลงทุนระดับโลก ผ่านบริษัทในเครืออย่าง สิงห์ เอสเตท และธุรกิจร่วมทุนในหลายอุตสาหกรรม
สิ่งที่ทำให้ตระกูลนี้ยืนระยะมาได้เกือบศตวรรษ คือ การรักษาความแข็งแรงของแบรนด์ ควบคู่กับการส่งต่อบทบาทจากรุ่นสู่รุ่นอย่างต่อเนื่อง จากยุคผู้ก่อตั้ง มาถึงทายาทรุ่นใหม่ที่เข้ามาขยายภาพของ “สิงห์” ให้ไปไกลกว่าแค่ธุรกิจเบียร์ และกลายเป็นหนึ่งใน Soft Power ด้านแบรนด์ของไทยบนเวทีโลก
ใครจะไปรู้ว่า ในอดีตเครือสหพัฒน์ มีจุดเริ่มมาจากร้านเล็กๆ ในสำเพ็ง ก่อนสร้างสินค้าอย่าง “มาม่า” และ “เปา” ที่แทบทุกบ้านต้องกิน ต้องใช้ โดยจุดแข็งของโชควัฒนา คือ การมองอุตสาหกรรมระยะยาวไม่ใช่แค่ขายสินค้า แต่สร้างระบบโรงงาน ซัพพลายเชน และนิคมอุตสาหกรรมของตัวเอง ธุรกิจนี้อยู่รอด เพราะรู้จักคำว่า “กำไรพอดี แต่โตได้เรื่อยๆ” มากกว่าการวิ่งตามกระแสระยะสั้นอย่างแท้จริง
เรื่องราวของธนาคารกรุงเทพเกิดขึ้นในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ในช่วงที่เศรษฐกิจไทยกำลังเปิดรับทุนใหม่ สิ่งที่ทำให้โสภณพนิชยืนระยะได้ ไม่ใช่แค่ขนาดของธนาคาร แต่คือความสัมพันธ์กับภาคธุรกิจไทยในทุกยุคจากโรงงานยุคอุตสาหกรรม สู่ทุนไทยที่ออกไปลงทุนต่างประเทศ จนอาจกล่าวได้ว่า ตระกูลนี้เลือกเดินเกม “มั่นคง” มากกว่า “หวือหวา” และนั่นกลายเป็นจุดแข็งในวันที่โลกการเงินผันผวนหนัก
ความยิ่งใหญ่ของตระกูลนี้ เริ่มมาจาก ร้านเล็กๆ ในชานเมือง ก่อนเติบโตมาเป็น “เซ็นทรัล” ที่เปลี่ยนพฤติกรรมการจับจ่ายของคนไทยทั้งประเทศ สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่แค่การสร้างห้าง แต่คือการจัดการ “คนในตระกูล”เพราะเมื่อสมาชิกครอบครัวมีมากกว่า 200 คน การไม่มีระบบ อาจทำให้ธุรกิจสะดุดได้ง่ายกว่าคู่แข่ง ธรรมนูญครอบครัวและสภาครอบครัว จึงกลายเป็นกลไกหลักของกงสีขนาดใหญ่อย่างเซ็นทรัล โดยปัจจุบันกลุ่มเซ็นทรัล มีการกลุ่มธุรกิจกว่า 50 บริษัท ใน 6 เสาหลัก เช่น ค้าปลีก,พัฒนาศูนย์การค้า ,อสังหาริมทรัพย์ และ โรงแรม-ร้านอาหาร เป็นต้น
นี่คือตระกูลมหาเศรษฐีแสนล้าน ที่มีการวางทายาท ให้บริหารธุรกิจในเครือแบบชัดเจน และมีการส่งต่ออำนาจ โตกันคนละสาย แบบไม่ทับซ้อนกัน โดยสิ่งที่ทำให้ธุรกิจโตเร็ว คือ กลยุทธ์การเข้าซื้อกิจการเก่าแก่ที่มีรากแข็งแรงอยู่แล้ว ตั้งแต่ BJC ไปจนถึงเสริมสุข โมเดลของกลุ่มนี้ไม่ใช่แค่ “สร้างใหม่” แต่คือ “ชุบชีวิตสินทรัพย์เดิม” ให้กลับมาทำเงินในยุคใหม่
การแบ่งบทบาทธุรกิจให้ทายาทแต่ละคนดูแลคนละอาณาจักร ก็สะท้อนการออกแบบอำนาจที่ชัดเจนกว่าธุรกิจกงสีแบบเดิม ปัจจุบันอาณาจักรเจ้าสัวเจริญ ครอบคลุม กลุ่มไทยเบฟ (ThaiBev) ผู้ผลิตเครื่องดื่มตราช้าง , กลุ่ม TCC ครอบคลุมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ,AWC และ BJC กลุ่มอสังหาริมทรัพย์และค้าปลีก (บิ๊กซี) เป็นต้น
ท้ายที่สุดจะเห็นได้ว่า บทเรียนของ 10 ตระกูลทรงอิทธิพลเหล่านี้ อาจไม่ใช่เรื่องใครมีทรัพย์สินมากที่สุด หากแต่เป็นการที่ใคร “ปรับตัว” ได้ดีที่สุดในวันที่โลกเปลี่ยน ขณะเดียวกัน ตระกูลธุรกิจที่อยู่รอดข้ามศตวรรษได้ ไม่ใช่แค่ตระกูลที่เก่งที่สุดในการหาเงิน สร้างความมั่งคั่งส่งต่อรุ่นต่อรุน แต่คือต้องเก่งพอที่จะทำให้สังคมยังเชื่อใจและยอมรับอีกด้วย
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney