อาการของโรคเอสแอลอีมีความหลากหลาย สามารถมีอาการได้ทุกอวัยวะของร่างกาย มีทั้งอาการที่จำเพาะกับโรคเอสแอลอี และอาการที่ไม่จำเพาะ ซึ่งสามารถพบได้ในโรคอื่นๆ โดยเฉพาะโรคแพ้ภูมิตนเองชนิดอื่นๆ อาการเริ่มต้นในผู้ป่วยแต่ละรายจะแตกต่างกัน
อาการที่จำเพาะกับโรคเอสแอลอี คือ ลักษณะผื่นที่จำเพาะ เช่น ผื่นแดงรูปผีเสื้อที่แก้ม ผื่นแผลเป็นที่ศีรษะ ใบหู เป็นต้น ผื่นชนิดอื่นที่พบบ่อยแต่ไม่จำเพาะกับโรคเอสแอลอี เช่น ผื่นเส้นเลือดอักเสบที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า ผื่นแดงที่นิ้วมือ ผื่นรูปตาข่าย
ส่วนอาการที่ไม่จำเพาะ แต่พบได้บ่อยในโรคเอสแอลอี ได้แก่
• ปวดข้อ ข้อบวม โดยมากมักจะเป็นข้อเล็กๆ ข้อนิ้วมือ ข้อมือ ซึ่งอาการทางข้อจะคล้ายคลึงกับโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ บางครั้งอาจจะมีอาการทางข้อใหญ่ๆ ได้ เช่น ข้อเข่า ข้อเท้า ข้อไหล่ เป็นต้น
• ผมร่วง เป็นอาการที่พบได้บ่อย มักจะเกิดขึ้นในช่วงที่มีการกำเริบของโรค
• ไข้ โดยมากมักเป็นไข้ต่ำๆ ร่วมกับมีอาการเบื่ออาหาร น้ำหนักลด ซึ่งในรายที่ยังไม่ได้รับการวินิจฉัย มักได้รับการตรวจรักษาเกี่ยวกับโรคติดเชื้อก่อนต่อเมื่อหาสาเหตุไม่พบ หรือมีอาการแสดงอื่นที่ชวนให้สงสัยโรคภูมิแพ้ตนเอง ผู้ป่วยจึงจะได้รับการตรวจเลือดเพื่อตรวจหาว่าเป็นโรคเอสแอลอีหรือไม่
• แพ้แดด คือ มีผื่นแดงคันขึ้นเฉพาะบริเวณที่ถูกแสงแดด เช่น แขน หน้า หน้าอก และหลังช่วงบน อาการนี้แม้พบบ่อยในโรคเอสแอลอี แต่อาจพบในโรคแพ้ภูมิตนเองชนิดอื่นได้เช่นกัน
• แผลในปาก เป็นอาการที่พบบ่อย แต่ในโรคเอสแอลอีแผลมักอยู่บริเวณเพดานแข็งและไม่เจ็บ แตกต่างจากแผลในปากจากร้อนใน ซึ่งมักอยู่บริเวณกระพุ้งแก้ม หรือริมฝีปากด้านในและเจ็บ
...
• ปวดเจ็บกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้ออ่อนแรง
• อาการทางระบบประสาท อาจมีอาการชัก แขนขาอ่อนแรง อัมพฤกษ์ อัมพาต จากอาการทางสมอง หรืออาจมีอาการคล้ายคนโรคจิต เช่น พูดคนเดียว พูดเพ้อเจ้อ เห็นภาพหลอน หรืออาจมีอาการนิ่งเงียบ ไม่พูด ไม่ดูแลตนเอง หรือมีเส้นประสาทอักเสบ มีอาการชาเกิดขึ้นได้
• อาการทางไต โดยมากถ้าไม่รุนแรง มักไม่มีอาการ แต่ในรายที่อาการรุนแรงถึงปานกลาง มักมีอาการบวม โดยเฉพาะที่ขา 2 ข้าง หนังตาบวมตอนเช้า หรือมีความดันโลหิตสูง ในรายที่รุนแรงมากอาจมีอาการไตวายได้
• อาการทางระบบเลือด อาจมีจุดเลือดออกตามตัว ซึ่งแสดงถึงภาวะเกล็ดเลือดต่ำ หรือมีอาการซีด เพลีย เหนื่อย จากภาวะโลหิตจาง
• อาการทางปอด เช่น เยื่อหุ้มปอดอักเสบ ทำให้หายใจแล้วเจ็บหน้าอก
• อาการทางหัวใจ อาจจะมีอาการเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ หรือกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ
การวินิจฉัยโรค
การวินิจฉัยโรคเอสแอลอี จะประกอบด้วยอาการตามอวัยวะต่างๆ ร่วมกับความผิดปกติจากการตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น การตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ เอกซเรย์ปอด เป็นต้น ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจที่บางครั้งแพทย์ไม่สามารถให้การวินิจฉัยได้จากเพียงแค่อาการและการตรวจร่างกาย
ความรุนแรง
ในผู้ป่วยเอสแลอีจะมีกลุ่มที่โรครุนแรงมาก เช่น มีไตอักเสบ ไตวาย สมองอักเสบ ในขณะเดียวกันก็มีกลุ่มที่โรคมีความรุนแรงน้อย เช่น มีเพียงอาการผื่น ปวดข้อเท่านั้น โดยมากผู้ป่วยคนเดียวกันมักจะมีความรุนแรงโรคคล้ายๆ เดิม คือ บางคนโรครุนแรงน้อยก็จะอยู่ในกลุ่มรุนแรงน้อยไปตลอด แต่เนื่องจากโรคเอสแอลอีมีความหลากหลายมาก บางครั้งอาจพบผู้ป่วยที่เริ่มแรกมีความรุนแรงน้อย แต่เมื่อติดตามการรักษาไปกลับมีอาการรุนแรงเพิ่มขึ้นได้
หลังจากมีการค้นพบยาที่สามารถใช้รักษาโรคได้ และการแพทย์วิวัฒนาการเพิ่มขึ้น ในช่วง 20 ปีก่อน อัตราการรอดชีวิตที่ 5 ปี สูงถึงร้อยละ 86 ในขณะที่อัตราการรอดชีวิตที่ 10 ปี สูงถึงร้อยละ 76
ปัจจุบันพบว่าอัตราการรอดชีวิตที่ 5 ปี เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 90 และที่ 10 ปี เพิ่มเป็นร้อยละ 85 จะเห็นว่า อัตราการมีชีวิตใกล้เคียงคนปกติมาก ดังนั้นโรคเอสแอลอีจึงไม่น่ากลัวอย่างที่คิด
การรักษา
เนื่องจากโรคเอสแอลอีเป็นโรคเรื้อรัง ดังนั้นการรักษาโรคจึงใช้เวลานาน ต้องอาศัยความร่วมมือจากผู้ป่วยอย่างมาก ต้องดูแลร่วมกันระหว่างผู้ป่วย ครอบครัวของผู้ป่วย และแพทย์ ซึ่งแพทย์เป็นเพียงผู้ให้ยารักษา แต่บทบาทของผู้ป่วยสำคัญกว่ามา การรับประทานยาให้ครบ ไม่ขาดยา เป็นสิ่งสำคัญอันดับแรก เพราะสาเหตุอันดับ 1 ที่ทำให้โรคกำเริบคือ การขาดยา
ส่วนที่สำคัญมากอีกส่วนคือ การดูแลตนเอง เพื่อป้องกันไม่ให้โรคกำเริบ นอกจากนั้น “ครอบครัวของผู้ป่วย” ควรที่จะเข้าใจโรค เข้าใจอาการของโรค และดูแลจิตใจของผู้ป่วยไปด้วย โรคเอสแอลอีไม่ได้มีผลกระทบต่อผู้ป่วยเพียงคนเดียว แต่อาจมีผลต่อการวางแผนครอบครัว การตั้งครรภ์ และอื่นๆ อีกมาก
...
วัตถุประสงค์ของการรักษา เพื่อที่จะทำให้โรคอยู่ในภาวะสงบโดยใช้ยาน้อยที่สุดในการควบคุมโรค แบ่งคร่าวๆ เป็น 3 ช่วง คือ
1. ควบคุมการอักเสบ การรักษาช่วงที่มีการอักเสบของอวัยวะ หรือช่วงโรคกำเริบ จำเป็นต้องควบคุมการอักเสบให้เร็วที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการเสียหายถาวรของอวัยวะนั้นๆ ยาที่สามารถควบคุมการอักเสบได้อย่างรวดเร็วคือ ยาสเตียรอยด์ จึงเป็นยาหลักในการรักษาโรคเอสแอลอีในช่วงที่โรคกำเริบ
2. ทำให้โรคสงบ เมื่อควบคุมการอักเสบได้แล้ว ลำดับถัดมาคือ ควบคุมโรคให้เข้าสู่ภาวะสงบ ซึ่งมักต้องใช้ยากดภูมิคุ้มกัน
3. ป้องกันไม่ให้โรคกำเริบ เมื่อเข้าสู่ภาวะสงบแล้วต้องป้องกันไม่ให้โรคกำเริบ เพื่อป้องกันการทำลายอวัยวะ
สัปดาห์หน้ายังมีเรื่องของการใช้ยาในการรักษาโรคเอสแอลอี และวิธีการรักษาอื่นๆ รอติดตามกันนะคะ
อ่านเพิ่มเติม : มารู้จัก "โรค SLE" กันเถอะ (ตอน 1)
-------------------------------------------------------------------
แหล่งข้อมูล
ผศ.พญ.พิณทิพย์ งามจรรยาภรณ์ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล