เมื่อกล่าวถึงโรคเอสแอลอี หลายคนอาจสงสัยและมีคำถามในใจว่าคือโรคอะไร แต่ถ้าบอกว่า “โรคพุ่มพวง” ซึ่งเป็นโรคที่นักร้องสาวลูกทุ่งชื่อดังเคยเป็น ทุกคนจะเข้าใจทันทีว่าโรคนี้คือ “โรคแพ้ภูมิตัวเอง”
“โรคเอสแอลอี (SLE)” เป็นโรคเรื้อรังแต่รักษาได้ เป็นโรคที่มีอาการหลากหลาย สามารถเกิดความผิดปกติได้ทุกระบบ และทุกอวัยวะในร่างกาย ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า อีกทั้งยังมีความหลากหลายของความรุนแรงของโรค ผู้ป่วยแต่ละรายอาจมีความรุนแรงของโรคแตกต่างกันมาก แม้กระทั่งในผู้ป่วยรายเดียวกันก็มีความแตกต่างของอาการและความรุนแรง ส่วนการดำเนินโรคมีระยะที่มีโรคกำเริบและมีระยะโรคสงบ การกำเริบของโรคแต่ละครั้งอาจมีอาการและความรุนแรงแตกต่างกัน เป้าหมายของการรักษาโรคเอสแอลอี คือ ทำให้ผู้ป่วยอยู่ในภาวะโรคสงบให้นานที่สุด โดยใช้ยาน้อยที่สุด และก่อนจะไปทำความรู้จักกับโรคเอสแอลอี ต้องรู้จักระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายก่อน
ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย
ร่างกายของเราเป็นสิ่งมหัศจรรย์มาก นอกจากจะมีอวัยวะหลายอวัยวะมาประกอบกันเป็นมนุษย์ ทำงานร่วมกันได้อย่างเหมาะเจาะ ยังมีระบบป้องกันตนเองจากสิ่งอันตรายแปลกปลอม ไม่ให้สามารถมาทำร้ายเรา ระบบนั้นคือ “ระบบภูมิคุ้มกัน (Immune System)” ระบบนี้ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง เพราะจะกระจายอยู่ทุกส่วนของร่างกาย ทำหน้าที่เปรียบเสมือนทหารป้องกันไม่ให้ข้าศึกรุกราน ข้าศึกในที่นี้หมายถึง สิ่งแปลกปลอมที่เป็นอันตราย เช่น เชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส เชื้อรา รวมไปถึงเซลล์มะเร็ง
เมื่อสิ่งแปลกปลอมเหล่านี้เข้าสู่ร่างกาย ระบบภูมิคุ้มกันจะถูกกระตุ้นเพื่อทำลายสิ่งแปลกปลอม ในทางตรงกันข้าม ระบบภูมิคุ้มกันของเราจะสามารถเรียนรู้ได้ว่าเซลล์ไหนเป็นเซลล์ปกติของร่างกาย สิ่งแปลกปลอมบางชนิดที่ไม่เป็นอันตรายก็จะไม่กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน เช่น อาหารที่เรารับประทาน อากาศที่เราหายใจ แม้แต่แบคทีเรียบางชนิดที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ก็จะไม่ถูกทำลายด้วยระบบภูมิคุ้มกัน เห็นไหมว่าร่างกายเรามหัศจรรย์ขนาดไหน นอกจากจะแยกแยะตัวเรา และไม่ใช่ตัวเราแล้ว ยังสามารถแยกแยะสิ่งดี และสิ่งอันตรายได้ด้วย
...
“โรคเอสแอลอี” หรือ “โรคแพ้ภูมิตนเอง (Autoimmune disease)” เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันทำงานมากเกินไป (Hypersensitivity) มีการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้ทำลายร่างกายตัวเอง เปรียบเสมือนทหารทำการก่อกบฏ
ส่วนโรคภูมิแพ้ (Allergic disease) เกิดจากมีการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้ทำลายสิ่งแปลกปลอมที่ไม่เป็นอันตราย เปรียบเสมือนทหารทำงานเกินหน้าที่ แทนที่จะต่อต้านศัตรูเท่านั้น ยังไปทำลายเพื่อนบ้านที่ดี ยกตัวอย่าง เช่น การกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันต่ออาหาร เช่น ไข่ นม อาหารทะเล ทำให้เกิดอาการแพ้อาหาร หรือการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันต่ออากาศ เช่น ไรฝุ่น แมลงสาบ เกสรต่างๆ ทำให้เกิดอาการแพ้อากาศ เป็นต้น
ทั้งสองโรคเหมือนกันคือ ต่างก็เป็นโรคที่เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันทำงานมากเกินไป ต่างกันคือ โรคภูมิแพ้-ระบบภูมิคุ้มกันทำงานมากเกินต่อสิ่งแปลกปลอมที่ไม่อันตราย ทำให้เราเกิดอาการแพ้ต่อสารเหล่านั้น ส่วนโรคแพ้ภูมิ-ระบบภูมิคุ้มกันทำงานมากเกินต่อร่างกายตนเอง จึงมีอาการอักเสบของอวัยวะต่างๆ ภายในตัว
หลายๆ คนอาจสงสัยว่า โรคแพ้ภูมิหมายถึงโรคเอสแอลอีโรคเดียวหรือไม่ คำตอบคือ ไม่ใช่ เพราะมีโรคหลายชนิดที่กลไกการเกิดโรคเกิดจากการแพ้ภูมิตนเอง แต่เรามักไม่รู้ว่าโรคเหล่านั้นก็คือโรคแพ้ภูมิเหมือนกัน เนื่องจากมีหลายโรคที่เป็นโรคแพ้ภูมิ จึงควรเรียกว่ากลุ่มโรคแพ้ภูมิจึงจะเหมาะสม ซึ่งสามารถแบ่งเป็น 2 กลุ่มย่อย ได้แก่
1. โรคแพ้ภูมิที่มีอาการแสดงเฉพาะอวัยวะใดอวัยวะหนึ่งเท่านั้น เช่น ผิวหนัง ตับ ต่อมไทรอยด์ ระบบประสาท เช่น โรคเบาหวานชนิดที่ 1 เกิดจากมีการสร้างแอนติบอดี้ต่อเซลล์ที่สร้างอินซูลิน ทำให้ร่างกายเกิดการขาดอินซูลิน จึงเกิดโรคเบาหวานตามมา โรคไทรอยด์เป็นพิษ เกิดจากร่างกายสร้างแอนติบอดี้ไปกระตุ้นการทำงานของต่อมไทรอยด์ ซึ่งจะมีอาการเฉพาะอวัยวะนั้นๆ เท่านั้น ไม่มีอาการผิดปกติของอวัยวะอื่น
2. โรคแพ้ภูมิที่มีอาการแสดงทั่วร่างกาย คือ โรคภูมิแพ้ที่มีอาการแสดงในหลายๆ อวัยวะในร่างกาย โรคเด่นก็คือ โรคเอสแอลอีนั่นเอง แต่ไม่ได้มีเฉพาะโรคเอสแอลอีเท่านั้น ยังมีโรคอื่นๆ อีก ยกตัวอย่างเช่น โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ โรคหนังแข็ง โรคเส้นเลือดอักเสบ โรคใจเกร็น เป็นต้น นอกจากนั้นบางครั้งอาจจะได้เคยได้ยินชื่อของกลุ่มโรคเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน กลไกการเกิดโรคเกิดจากแพ้ภูมิตนเอง และโรคในกลุ่มนี้ก็เป็นโรคเดียวกันกับโรคแพ้ภูมิตนเองที่มีอาการแสดงทั่วร่างกาย
อาการและอาการแสดงของโรคกลุ่มนี้มีความคล้ายคลึงกันมาก บางอาการสามารถพบได้ในหลายๆ โรค แต่มีบางอาการที่จำเพาะกับโรคใดโรคหนึ่งเท่านั้น บางกรณีสามารถพบผู้ป่วยที่มีอาการของโรคเนื้อเยื่อเกี่ยวกันหรือโรคแพ้ภูมิตนเองสองโรคในผู้ป่วยคนเดียวกัน
สาเหตุของโรค
ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่มีหลักฐานให้เชื่อได้ว่าสาเหตุเกิดจากปัจจัยหลายอย่างประกอบกัน ได้แก่ ปัจจัยทางพันธุกรรม ปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม เช่น แสงแดด การติดเชื้อบางชนิด เช่น เชื้อไวรัส ปัจจัยทางฮอร์โมน เป็นต้น การมีเพียงปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งไม่เพียงพอที่จะทำให้เกิดโรค ทฤษฎีในปัจจุบันเชื่อว่าจะต้องมีปัจจัยทางด้านพันธุกรรมก่อน ต่อมาเมื่อถูกกระตุ้นด้วยปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมทำให้เกิดความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันทำงานมากเกินไปมาต่อต้านตนเอง พันธุกรรมที่มีผลต่อการเกิดโรค (พันธุกรรมเสี่ยง) แต่ละชนชาติแต่ละประเทศก็จะแตกต่างกัน อีกทั้งผู้ที่มีพันธุกรรมเสี่ยงไม่จำเป็นต้องเป็นโรคเอสแอลอีทุกราย จนถึงปัจจุบันยังไม่สามารถตรวจทางด้านพันธุกรรมเพื่อให้การวินิจฉัยโรคเอสแอลอีได้
...
ปัจจัยที่กระตุ้นให้โรคกำเริบ ได้แก่ แสงแดด ความเครียดทั้งทางด้านจิตใจและร่างกาย เช่น พักผ่อนน้อย นอนไม่เพียงพอ เป็นต้น
ใครบ้างที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคเอสแอลอี
คนทุกเพศทุกวัย ทุกอายุตั้งแต่เด็กวัยแรกเกิดจนถึงวัยชราสามารถเป็นโรคนี้ได้ เพียงแต่โอกาสการเกิดโรคจะต่างกัน โดยมากมักจะเกิดในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายถึง 9 เท่าเลยทีเดียว และมักเกิดอาการในช่วงวัยเจริญพันธุ์ 20-30 ปี แต่คุณผู้ชายอย่าเพิ่งดีใจ แม้ผู้ชายจะมีโอกาสเป็นโรคน้อยกว่า แต่เมื่อเป็นแล้วมักมีความรุนแรงของโรคมากกว่า
ความชุกและความรุนแรงของโรคแตกต่างกันในแต่ละเชื้อชาติ ในเอเชียความชุกของโรคอยู่ที่ 30-50 รายต่อประชากร 1 แสนคน นั่นก็คือในประชากร 2,000 คน จะมีคนเป็นโรคเอสแอลอี 1 คน เมื่อเทียบกับโรคอื่นๆ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ดูเหมือนว่าโรคเอสแอลอีเป็นโรคที่พบไม่บ่อย แต่มีความสำคัญ เนื่องจากมีผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย อีกทั้งเป็นโรคเรื้อรังที่มีการกำเริบและสงบเป็นระยะ ดังนั้นการให้ความรู้แก่ผู้ป่วยและญาติ จึงมีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง
สัปดาห์หน้ายังมีเรื่องราวน่ารู้ของโรคเอสแอลอีกันอีก รอติดตามกันนะคะ
--------------------------------------------------------
แหล่งข้อมูล
ผศ.พญ.พิณทิพย์ งามจรรยาภรณ์ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล