ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    อาการ "บ้านหมุน" โรคเล็ก (แต่) เรื่องใหญ่

    ไทยรัฐฉบับพิมพ์19 ก.ย. 2563 05:15 น.
    SHARE

    พอวัยย่างเข้าสู่เลข 4 เลข 5 เชื่อว่า นอกจากอาการลุกโอย นั่งโอย ไปจนถึงไหล่ติด คลื่นไส้ เวียนหัวแล้ว หนึ่งในอาการที่มักจะพบบ่อยๆก็คือ อาการบ้านหมุน หรือที่บางคนเรียกว่าโรคบ้านหมุน นั่นเอง

    อาการเวียนศีรษะแบบบ้านหมุน หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Vertigo เป็นอาการที่รู้สึกว่าสิ่งแวดล้อมรอบตัวหรือสิ่งของที่มองเห็นหมุนไป หรือรู้สึกว่าตัวเองหมุนไปทั้งๆที่ตนเองอยู่กับที่ ซึ่งดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กๆ แต่จริงๆแล้วอาการบ้านหมุน อาจมีผลต่อการทรงตัวและทำให้ผู้ที่มีอาการเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุได้

    ข้อมูลจาก ศ.พญ.เสาวรส ภทรภักดิ์ หัวหน้าภาควิชาโสต ศอ นาสิกวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกว่า อาการเวียนศีรษะ แบบบ้านหมุน หรือ Vertigo มีสาเหตุมาจากหลายโรคที่ซับซ้อน ในทางการแพทย์จะแบ่งอาการนี้ออกเป็น 2 ลักษณะ คือ

    อาการมึนเวียนศีรษะ (dizziness) ซึ่งมีความหมายรวมตั้งแต่อาการมึนศีรษะไปจนถึงอาการวิงเวียนศีรษะ เป็นอาการไม่เฉพาะเจาะจง เกิดได้จากโรคต่างๆ เช่น โรคทางระบบไหลเวียนเลือด โรคทางระบบประสาท ภาวะโลหิตจาง ฯลฯ อาการเวียนศีรษะบ้านหมุน (vertigo) เป็นอาการที่มีสาเหตุมาจากความผิดปกติของอวัยวะการทรงตัวในหูชั้นใน ซึ่งทำหน้าที่คอยรับการทรงตัวสมดุลของร่างกายในท่าทางต่างๆ เมื่อเกิดความผิดปกติขึ้น ทำให้มีอาการเวียนศีรษะแบบรู้สึกหมุน ผู้ป่วยจะรู้สึกว่าสิ่งแวดล้อมหมุนรอบตัวเองหรือตัวเองหมุน รู้สึกโคลงเคลงทั้งๆที่ตัวเองอยู่กับที่หรือไม่มีการเคลื่อนไหว ในรายที่มีอาการรุนแรงมากอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน มีความรู้สึกเหมือนจะเป็นลม หูอื้อ การได้ยินลดลง หรือมีเสียงในหูร่วมด้วยได้

    “โรคที่เป็นสาเหตุก่อให้เกิดอาการเวียนศีรษะบ้านหมุน หลักๆที่พบบ่อย มี 2 โรค คือ โรคหินปูนในหูชั้นในเคลื่อน โรคน้ำในหูชั้นในผิดปกติหรือโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน ส่วนโรคอื่นๆที่อาจเป็นสาเหตุก็มีบ้างแต่ไม่มากเท่ากับ 2 โรคนี้”

    สำหรับ โรคหินปูนในหูชั้นในเคลื่อน หรือโรคเวียนศีรษะขณะเปลี่ยนท่า (benign paroxysmal positioning vertigo : BPPV) เป็นโรคที่ทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะบ้านหมุนที่พบได้บ่อยที่สุด เป็นโรคที่เกิดจากความเสื่อมของหูชั้นใน พบมากในผู้สูงอายุ

    อาการเฉพาะของโรคนี้ คืออาการเวียนศีรษะบ้านหมุนที่เกิดขึ้นทันทีทันใดในขณะเปลี่ยนท่าทางของศีรษะ เช่น ระหว่างกำลังล้มตัวลงนอนหรือลุกจากที่นอน เงยหน้า ก้มหยิบของ โดยมักจะเป็น ระยะเวลาสั้นๆ เป็นแค่ช่วงวินาทีที่ขยับศีรษะ แล้วอาการจะ ค่อยๆหายไป ผู้ป่วยโรคนี้จะไม่มีอาการหูอื้อ ไม่พบการสูญเสียการได้ยินหรือเสียงผิดปกติในหู รวมถึงไม่มีอาการทางระบบประสาท เช่น แขนขาชา หรืออ่อนแรง

    โรคนี้จะพบตะกอนแคลเซียมสะสมอยู่ในบริเวณอวัยวะการทรงตัวในหูชั้นใน เมื่อมีการเคลื่อนไหวศีรษะ จะเกิดการกระตุ้นให้เกิดการเคลื่อนที่ของตะกอนแคลเซียมนี้ ซึ่งจะเคลื่อนที่ได้เมื่อน้ำในหูชั้นในเคลื่อนไหว จึงมีผลไปกระตุ้นอวัยวะการทรงตัว ทำให้เกิดการเวียนศีรษะบ้านหมุนขึ้น โดยอาการหลักๆ ของโรค คืออาการเวียนศีรษะ บ้านหมุนในขณะเปลี่ยนท่าทางของศีรษะ โดยมีอาการเกิดขึ้นทันทีทันใด มักเป็นอยู่ในช่วงสั้นๆ แค่ช่วงวินาทีที่ขยับศีรษะ แล้วอาการจะค่อยๆหายไป เมื่อขยับศีรษะในท่าเดิมอาการก็อาจกลับมาใหม่ได้ แต่จะไม่รุนแรงเท่าครั้งแรก โดยอาการอาจเป็นได้หลายๆครั้งต่อวัน หรือเป็นอยู่หลายวันแล้วจะค่อยๆดีขึ้นในเวลาเป็นสัปดาห์หรือเดือน แต่ก็อาจกลับเป็นซ้ำได้อีกในเวลาอีกหลายเดือนหรือเป็นปี หากผู้ป่วยมีอาการเวียนศีรษะรุนแรง อาจมีอาการคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย แต่โรคนี้จะไม่พบอาการหูอื้อ การสูญเสียการได้ยินหรือมีเสียงผิดปกติในหู

    การรักษาโรคหินปูนในหูชั้นในเคลื่อน นอกจากรักษาตามอาการและให้คำแนะนำ เช่น หลีกเลี่ยงท่าทางและกิจกรรมที่กระตุ้นให้เกิดอาการ รับประทานยาบรรเทาอาการเวียนศีรษะ โดยมากอาการจะค่อยๆทุเลาลง ประมาณหลัง 1 เดือนขึ้นไป โรคนี้ยังไม่มียาจำเพาะสำหรับการรักษา วิธีที่นิยมและได้ผลในการรักษา คือ การทำบำบัดเพื่อเคลื่อนตะกอนหินปูน การทำกายภาพบำบัดเพื่อให้เกิดการปรับสภาพของสมองได้เร็วขึ้น หากการรักษาตามอาการและการทำกายภาพบำบัดไม่ได้ผล แพทย์อาจแนะนำให้ผู้ป่วยรักษาด้วยวิธีการผ่าตัด

    อีกโรคหนึ่ง คือ โรคน้ำในหูชั้นในผิดปกติหรือโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน (Meniere’s disease) เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของหูชั้นใน ที่ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด อาการเวียนศีรษะที่เกิดจากโรคนี้อาจนานเป็นนาทีจนถึงหลายชั่วโมง ซึ่งในระหว่างที่เกิดอาการ ผู้ป่วยควรอยู่นิ่งๆไม่ขยับศีรษะ เพราะอาจทำให้มีอาการเวียนศีรษะเพิ่มขึ้นได้

    การป้องกันโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน ทำได้โดยหลีกเลี่ยงภาวะที่ทำให้ร่างกายเหนื่อยล้ามากๆ เช่น ทำงานติดต่อกันนานเกินไป หรือออกกำลังกายหักโหมมากเกินไป หลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะ เช่น ความเครียด

    นอกจากนี้ อาการบ้านหมุน ยังอาจเกิดจาก การอักเสบของหูชั้นใน (labyrinthitis) โรคเนื้องอกของประสาทการทรงตัวหรือเส้นประสาทการได้ยิน (acoustic neuroma) โรคเส้นประสาทการทรงตัวในหูอักเสบ (vestibular neuronitis) สำหรับการรักษา แพทย์จะพิจารณารักษาตามสาเหตุที่ก่อให้เกิดอาการเวียนศีรษะบ้านหมุน ซึ่งแนวทางการรักษาจะแตกต่างกันไป โดยแพทย์ จะพิจารณาแนวทางการรักษาที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย.

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    สมาร์ทไลฟ์บ้านหมุนอาการบ้านหมุนคลื่นไส้เวียนหัวอาการมึนเวียนศีรษะวิงเวียนศีรษะ

    ข่าวแนะนำ

    Most Viewed

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    วันอังคารที่ 27 ตุลาคม 2563 เวลา 19:26 น.