การรักษาโรคริดสีดวงทวารด้วยวิธีการอื่นๆ

การรัดหัวริดสีดวงทวารด้วยยาง เป็นวิธีการรักษาที่ดีเช่นเดียวกับการฉีดยา ทำโดยใช้หนังยางรัดหัวริดสีดวงทวารโดยเครื่องมือพิเศษ เพื่อให้หัวริดสีดวงขาดเลือดและฝ่อไป หนังยางจะหลุดออกภายใน 2-7 วัน ใช้ได้ดีในหัวริดสีดวงทวารที่ใหญ่หรือโผล่ออกมานอกทวารหนัก ผู้ป่วยจะรู้สึกหน่วงๆ ที่ทวารหนักมากกว่าวิธีฉีดยา ดังนั้นควรรัดหนังยางคราวละหัวเท่านั้น เพื่อหลีกเลี่ยงอาการดังกล่าว ร้อยละ 70-80 ของผู้ที่ได้รับการรักษาโดยวิธีนี้จะหายหรือมีอาการดีขึ้นมาก ข้อควรระวังคือระยะเวลาที่ 1-2 สัปดาห์หลังการรักษา ซึ่งเป็นช่วงที่หนังยางหลุดและหัวริดสีดวงทวารกำลังจะฝ่อ อาจจะมีเลือดออกได้ ภาวะแทรกซ้อนนี้พบไม่มากประมาณร้อยละ 0.33 เท่านั้น วิธีนี้อาจจะเหมาะสมกว่าวิธีฉีดในกรณีที่หัวริดสีดวงใหญ่ และเนื้อเยื่อที่หุ้มหัวริดสีดวงทวารหย่อนยาน

วิธีอื่นๆ ที่ใช้ในการรักษา ได้แก่

• การขยายทวารหนัก ใช้ในผู้ที่มีปากทวารหนักแคบ และกล้ามเนื้อหูรูดเกร็งตัวแน่น ซึ่งทำให้ต้องเบ่งมากขณะถ่ายอุจจาระ บางครั้งมีแผลที่ปากทวารทำให้เวลาถ่ายลำบากและมีอาการเจ็บร่วมด้วย เป็นวิธีที่ไม่นิยมและได้ผลไม่ดีนัก

• การใช้แสงอินฟราเรด จี้ไปที่หัวริดสีดวงทวาร ทำให้เลือดที่อยู่ในหัวริดสีดวงทวารแข็งตัวริดสีดวงจะฝ่อไป เป็นการรักษาที่ค่อนข้างง่าย สะดวก ปลอดภัย ไม่เจ็บ แต่ก็เหมาะสำหรับริดสีดวงทวารหัวเล็กๆ ในระยะ 1 หรือ 2 เท่านั้น

• การเลือกรักษาแบบผ่าตัดหรือไม่ผ่าตัด เป็นสิทธิ์ของผู้ป่วย เนื่องจากเป็นโรคที่ไม่ร้ายแรง ไม่มีอันตรายถึงชีวิต ถ้าเลือกผ่าตัดในการรักษา อาการเจ็บปวดแผลย่อมแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล แม้ว่าการผ่าตัดในลักษณะเดียวกันโดยแพทย์คนเดียวกัน เพราะความเจ็บปวดขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งความทนต่อการเจ็บปวดในแต่ละคน ดังนั้นอาจเป็นการกล่าวที่เกินความจริงว่าไม่เจ็บปวดเลย โดยทั่วไปแล้วริดสีดวงทวารระยะที่ 3 หรือ 4 เหมาะสำหรับการผ่าตัดมากกว่า ซึ่งมักจะได้ผลดีกว่าไม่ผ่าตัด ผู้ป่วยที่ไม่พร้อมจะผ่าตัดหรือมีความเสี่ยงสูง อาจจะนำวิธีอนุรักษ์นิยมต่างๆ มาใช้ร่วมกัน ซึ่งอาจจะบรรเทาอาการได้ร้อยละ 50-70 ถ้าผู้ป่วยไม่ต้องการผ่าตัดและยอมรับผลการรักษาโดยวิธีอนุรักษ์นิยม จะพบว่ามีผู้ป่วยไม่ถึงร้อยละ 5 ที่จะเป็นต้องผ่าตัด

• การผ่าตัดจะช่วยทำให้โรคหายแต่การป้องกันการกลับเป็นซ้ำ ต้องอาศัยการปฏิบัติตัวที่ป้องกันการกำเริบ เช่น ไม่ปล่อยให้ท้องผูกเรื้อรัง ไม่เบ่งอุจจาระบ่อยหรือนานๆ ไม่ดื่มเหล้า หลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสเผ็ดจัด หลีกเลี่ยงการนั่งนานๆ และรักษาโรคที่ทำให้ความดันในช่องท้องเพิ่มมากขึ้น เช่น ไอเรื้อรัง ต่อมลูกหมากโต ประมาณร้อยละ 5-10 ของผู้ป่วยมีการกลับเป็นซ้ำของริดสีดวงทวารหลังผ่าตัด ซึ่งมักจะสามารถรักษาโดยการฉีดยา ใช้หนังยางรัด หรือฉายแสงอินฟราเรด หลังผ่าตัดควรพบแพทย์เพื่อติดตามการรักษาเป็นระยะๆ เนื่องจากการผ่าตัดริดสีดวงทวารทำในบริเวณใกล้กับหูรูด คนไข้อาจจะกังวลว่าหูรูดอาจจะตีบจนถ่ายอุจจาระไม่ได้ แม้ว่าจะมีรายงานกว่าสามารถเกิดขึ้นได้ประมาณร้อยละ 5 แต่ความจริงแล้วพบได้น้อยมาก ซึ่งแพทย์จะระวังและเขี่ยหูรูดไปให้พ้นจากตำแหน่งที่จะผ่าอยู่แล้ว

...

ริดสีดวงทวารภายนอก

เป็นอีกภาวะหนึ่งที่มีสาเหตุการเกิดแตกต่างจากริดสีดวงภายใน วิธีการรักษาจึงไม่เหมือนกัน ผู้ป่วยมีอาการเจ็บปวดหลังจากเบ่งถ่ายอุจจาระหรือนั่ง เนื่องจากมีการแตกของหลอดเลือดบริเวณรอบๆ ปากทวารหนักแล้วมีเลือดขังอยู่ เมื่อออกมาภายนอกไม่ได้ก็จะดันผิวหนังออกมา จึงเกิดอาการเจ็บปวดขึ้นได้มาก เนื่องจากผิวหนังบริเวณรอบปากทวารหนักมีเส้นประสาทมาเลี้ยงมาก ในกรณีที่ก้อนใหญ่มากหรือเจ็บปวดมาก การรักษาทำโดยฉีดยาชาเฉพาะที่ แล้วใช้มีดกรีด บีบเอาเลือดออก หรือตัดเอาก้อนเลือดออกก็จะหาย บางครั้งหากปล่อยไว้อาจจะแตก มีเลือดออก อาจจะมีการติดเชื้อกลายเป็นฝีในเวลาต่อมา แต่ส่วนใหญ่อาการปวดจะค่อยๆ ลดลงหลังวันที่สอง และหายปวดสนิทภายใน 1-2 วัน ก้อนเลือดนี้จะค่อยๆ เล็กลงไปเอง

การป้องกัน

1. รับประทานอาหารที่มีกากใยในทุกมื้อของอาหาร เช่น ผัก ผลไม้ต่างๆ
2. ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว เพื่อป้องกันไม่ให้ท้องผูก
3. หลีกเลี่ยงอาหารที่ระคายเคืองต่อระบบทางเดินอาหาร เช่น อาหารรสจัด อาหารสุกๆ ดิบๆ และหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
4. หลีกเลี่ยงการเบ่งถ่ายอุจจาระ และฝึกนิสัยการขับถ่ายให้เป็นเวลา
5. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
6. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

รู้จักโรคบริเวณทวารหนัก : ริดสีดวงทวาร (ตอน 1)

รู้จักโรคบริเวณทวารหนัก : ริดสีดวงทวาร (ตอน 2)

------------------------------------------

แหล่งข้อมูล

ศาสตราจารย์ นายแพทย์จุมพล วิลาศรัศมี ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล