ความทุกข์, เป็นอีกครั้งเราคุยกันหลายเรื่อง บางเรื่องเป็นเรื่องเดียวกัน บางเรื่องทับซ้อนกันไม่สนิท แต่รวมๆ แล้วผมว่าผู้อ่านน่าจะได้อะไรจากบทสนทนา
เหมือนเคย, ผมเดินเหมือนละเมอความเจ็บไข้จากโรคออฟฟิศซินโดรมที่สถิตย์ข้อมือมาหลายปี มารู้สึกตัวอีกทีมานอนมอบตัวอยู่ในเตียงขาวของห้องพยาบาล ห้องที่บทสนทนาดีๆ และการแอบอัดเสียงมาถอดก็เกิดขึ้นที่นี่เสมอๆ
"ความทุกข์ของเราคือคนไข้ไม่ค่อยชอบเปลี่ยนแปลงตัวเอง" หมอเร่ิมประโยคทำผมสะดุ้งทั้งๆ ที่นอนอยู่บนเตียง สะดุ้งเพราะคิดว่าที่หมอด่า ผมคือหนึ่งในนั้น
"เวลาเจ็บป่วย คุณทำทุกๆ อย่าง ทั้งไปหาหมอหรือแสวงหาการรักษาโน้นนี่นั่น หายาต่างๆ มากิน แต่ขอแค่ง่ายๆ คือคุณเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในชีวิตคุณได้หรือยัง ถ้าไม่ได้การรักษา การไปหาหมอก็แค่ปลายทาง ถามว่าความดันโลหิตสูง ความดันในเลือดสูงอยู่ดีๆ มันจะเป็นไหม มันเป็นเรื่องของการพักผ่อน การกิน การใช้ชีวิตประจำวัน ประโยคที่เรามักจะได้ยินบ่อยๆ คือ"
"รอให้เป็นเยอะๆ ก่อนแล้วค่อยมาหาหมอ" ถ้าคุณเป็นอะไรที่รักษายากเหมือนมะเร็ง คุณก็จะพูดว่า "รู้งี้มาตั้งแต่แรกดีกว่า"
"ทุกวันนี้มีคำพูดที่ว่าสุขภาพดีไม่มีขายถ้าอยากได้ ต้องทำเอง" หมออินดี้ดัดแขนผมไปพูดไปและถามต่อว่า 'แต่ทำไมคุณถึงยังไม่ทำ คุณยังคงประวิงเวลาไปเรื่อยๆ คุณมักจะใช้เวลาทั้งหมดของคุณไปกับงาน มันเหมือนคุณใช้ต้นทุนสุขภาพของคุณเปรียบเหมือนบัตรเครดิตที่คุณเอาเงินในอนาคตมาใช้ พอถึงเวลาคุณก็จะเป็นโรค บางคนพอเลย 50 ปี ก็จะโทรมป่วยเร็ว แก่นู่นแก่นี่ เพราะคุณเอาร่างกายมาใช้ก่อน
บาลานซ์
...
เราควรบาลานซ์อย่างไร? - ผมเผลอร้องเสียงสูงถามเพราะความเจ็บปวดจากอาการ ทั้งๆ ที่หมอแค่แตะสะบักและดัดเบาๆ แล้วแต่รายละเอียดในชีวิตของแต่ละคน เพราะชีวิตของแต่ละคนไม่เหมือนกัน สมมติว่าไขมันในเลือดสูง
"มีใครเอาเบคอนยัดปากคุณมั้ย มันไม่ได้ ถ้าเป็นบุคคลที่มีความเสี่ยงเรื่องเบาหวาน เบาหวานอาจจะเป็นเรื่องของพันธุกรรม แต่มันจะเป็นก็ต่อเมื่อคุณไปเพิ่มความเสี่ยงให้กับมัน แต่ถ้ารักษาความเสี่ยงที่เกิดในตัวเอง มันก็ลดลงได้ ถ้าคุณตรวจเจอตั้งแต่เนิ่นๆ แล้วคุณดูแลตัวเอง ทุกอย่างก็จะบรรเทาไปได้"
'ของอย่างนี้มันก็เหมือนขี่จักรยาน อยู่ที่ว่าคุณจะรู้ตัวเองเมื่อไหร่' เขาชอบพูดคำนี้
"ถ้าคุณรู้ตัวว่าคุณจะต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อสิ่งที่ดีกว่า ในเมื่อคนส่วนใหญ่มันไปในเส้นทางนั้นแล้วคุณจะเดิมตามเขาไปทำไม คุณจะเดินทางไปสู่จุดจบทำไม ผมไม่ได้บอกว่าคุณจะไม่ตาย คนทุกคนต้องตาย แต่อยู่ที่ว่าคุณจะยืดเวลาก่อนตายไปได้นานแค่ไหน"
คนมาหาหมอเอาแต่ความทุกข์มาให้ หมอล่ะมีความทุกข์ไหม - ผมสงสัย
"ไม่มีนะ ผมพยายามเคลียร์ทุกอย่างให้จบก็คือจบ ไม่เก็บกลับไปคิดที่บ้าน อยู่บ้านก็เป็นพ่อคนเป็นสามี เราต้องตัดให้ได้ ต้องทำใจ มันเหมือนปิดเปิดสวิตช์ พอจบงานก็คือจบ แล้วเราต้องมองว่าเราอยู่ในสถานะภาพไหน ณ ตรงไหน เราอยู่ในที่ทำงาน เราคือนักกายภาพก็ดูแลคนไข้ไป เราออกจากที่ทำงานเราเป็นพ่อคน เราเป็นสามี ชีวิตคุณไม่ต้องแบก มันเหมือนหลักธรรม ถ้าคุณแบกคุณต้องแบกตลอดชีวิต แต่ถ้าคุณแบมือ แล้ววางลงคุณก็สามารถเดินตัวเบาได้"
คำถาม : เรามาถึงจุดนี้กันได้ไง
"อีกหนึ่งเรื่องพีคสุดของผม ไม่รู้จะเรียกความทุกข์แบบที่คุณถามหรือเปล่า เมื่อไม่นานมานี่ ผมเคยสั่งพยาบาลบอกว่าขอเจอญาติผู้ป่วยหน่อย เพราะจะสอนการบ้านให้ว่าคนไข้ที่เส้นเลือดในสมองแตกต้องฝึกยกแขนยกขายังไง เนื่องจากญาติจะได้สามารถช่วยได้ เป็นการสร้างปฏิสัมพันธ์กับคนไข้อีกทางหนึ่งด้วย อีกสองวันพยาบาลบอกว่า เขาถามว่า เขาให้คนขับรถมาฟังได้ไหม"
แล้วหมอตอบกลับไปว่ายังไง - ผมซัก
"ผมเลยฝากพยาบาลไปบอกว่า ถ้าส่งคนขับรถมาก็ไม่ต้องมา เพราะนี่พ่อคุณ ไม่ใช่พ่อผม หรือผมเคยเจอเคสที่ลูกพาพ่อมาหาหมอ แล้วพอดีว่ามาใกล้ๆ กัน ผมเลยอยากให้ญาติคนไข้ช่วยฟังว่าอาการเป็นอย่างไรเพื่อทำความเข้าใจแต่ญาติก็ไม่ฟัง โทรศัพท์สั่งงานนู้นนี่ ยุ่งตลอดเวลา จนหมอเขาตรวจเสร็จแล้วคุณก็เดินเขามาถามทั้งๆ ที่มันเป็นคิวของคนอื่นแล้ว ตอนผมพูดให้ฟังคุณไม่ตั้งใจที่จะฟัง ดังนั้นเมื่อคุณได้โอกาสแล้วคุณควรรักษาสิทธิ์ของตัวคุณเอง"
หมอขอตัวไปล้างมือ รอคนไข้ที่กำลังนั่งรถคิว สังเกตไหมตามห้าง เดี๋ยวนี้เด็กๆ พอแม่ให้ลูกนั่งรถเข็นแทบทั้งนั้น ไม่ปล่อยให้วิ่งเล่นเหมือนสมัยก่อน เพราะว่าตัวเองจะเอาเวลาไปก้มหน้าเล่นมือถือ
การคุยครั้งนี้แม้จะไม่ปะติดปะต่อ แต่มันก็ทำให้ผมนึกภาพตามที่คุณหมออินดี้เล่าว่า สังคมเราเดินทางมาถึงวันนี้ได้ยังไง วันนี้มีอาชีพรับจ้างพาพ่อแม่มาหาหมอ วันที่ลูกให้คนขับรถมาฟังผลแทนตัวเองพาพ่อมา วันที่ลูกอยู่ในรถเข็น เพียงเพราะว่าเราอยู่ในยุคก้มหน้าศิโรราบให้เทคโนโลยี ทั้งๆ ที่ทุกอย่างทุกๆ เรื่อง เราไม่ต้องยอมมันขนาดนั้นก็ได้หรือคุณว่าไง.
...
อ่านเพิ่ม : คุยกับหมออินดี้ บทท่ี 1 ออฟฟิศซินโดรม กับ แสงไฟนีออนอันตราย
PROFILE
คอลัมน์หนุ่มออฟฟิศ (ซินโดรม) กับหมออินดี้ พ.ต.ท.สุรศักดิ์ จิระพรชัย นักกายภาพบำบัด นักพูด นักอ่าน (FB : Office-Smart-phone-Syndrome) บทสนทนาระหว่างรักษาที่มากกว่าการบำบัดความเจ็บป่วยภายนอก ได้แรงบันดาลใจจากหนังสือ Tuesday with morrie (วันอังคารแห่งความทรงจำกับครูมอร์รี)