วันเสาร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
คุยกับหมออินดี้ บทท่ี 1 ออฟฟิศซินโดรม กับ แสงไฟนีออนอันตราย

คุยกับหมออินดี้ บทท่ี 1 ออฟฟิศซินโดรม กับ แสงไฟนีออนอันตราย

  • Share:

ว่าไปแล้วเรื่องเล่านี้ คล้ายๆ หนังสือชื่อ Tuesday with morrie (วันอังคารแห่งความทรงจำกับครูมอร์รี) เล่มโปรดของผมอยู่เหมือนกัน

Tuesday with morrie เป็นงานเขียนเชิงชีวประวัติ-ปรัชญา ของมิตช์ อัลบอม (Mitch Albom) นักข่าวชาวสหรัฐอเมริกา เล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงกับอาจารย์และนักสังคมวิทยาชื่อ มอร์รี ชวอตซ์ (Morrie Schwartz) ได้แก่เรื่องราวความผูกพันของอาจารย์ท่านนี้กับบรรดาลูกศิษย์

หัวใจสำคัญของมันคือ การได้เรียนรู้จากครูมอร์รีที่กำลังจะตาย เกี่ยวกับแง่มุมในการใช้ชีวิต ที่ง่าย ทว่า คมคาย งดงาม คำสอนที่มีค่ามากมาย ให้ผู้ที่ยังมีชีวิต จากผู้ที่นับถอยหลังไปจนวันสุดท้ายของชีวิต จำได้ว่าผมอ่านงานเล่มนี้จากคอลัมน์แนะนำหนังสือ มีเพื่อนที่ตอนนี้ไปอยู่ต่างประเทศก็แนะนำให้อ่าน

แรงบันดาลใจในการเขียนมีอยู่ว่า ทุกวันจันทร์ กับ วันศุกร์ ถ้าไม่ติดอะไร ผมจะต้องปั่นจักรยานไปให้หมออีกตึก เพื่อให้คุณหมอนักกายภาพระดับประเทศรักษา จากโรคออฟฟิศซินโดรม โดยเฉพาะข้อแขนที่ปวดร้าวมาเป็นปี พอคุ้นกันมากๆ สิ่งที่เราพูดคุยกลับไม่ใช่แค่เรื่องความเจ็บป่วยที่ตาเห็น 

เราคุยเรื่องชีวิต คุยเรื่องการทำงาน วิธีคิด การแก้ปัญหา ผมพบว่า นอกจากคุณหมอเป็นคนตลก เขามีทักษะในการสื่อสาร ทักษะการตอบและแก้ปัญหามากๆ ทั้งเชิงประสบการณ์และจิตวิทยา

พอ 'บาดแผลข้างใน' ได้รับการเยียวยาจากบทสนทนาดีๆ เลยตั้งใจว่าจะนำเรื่องราว ดีๆ ข้อคิดดีๆ ที่พูดคุยแต่ละครั้งมาแบ่งปัน โดยไม่บอกคุณหมอ

ใช่ครับ, ไม่บอกว่าเราจะคุยอะไรกันบ้าง แต่รับประกันว่าไม่มากก็น้อยคุณจะได้ประโยชน์จากบทสนทนาของเราเดือนละสองครั้ง  

บทที่ 1 ปิดไฟหลอกไก่

ส่วนมากคนไข้ส่วนใหญ่คุยเรื่องอะไร, วันศุกร์ที่ผ่านมาผมเร่ิมบทสนทนา เป็นบทสนทนาแบบปกติแทบทุกครั้งที่เราเจอกัน หลังทักทายก็พาตัวเองมานอนที่เตียงสูงสีขาว ประจันหน้ากับคุณหมอ

สารพัด....คุณหมอลากเสียงยาวและยิ้มให้ตามสไตล์และยกตัวอย่างว่า มีหมดทั้งเรื่องที่ เขา - เราชอบ หรือเราชอบเหมือนกัน หลายครั้งก็เป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในอาชีพของเขา อย่างล่าสุด ชวนคุยเรื่องการเลี้ยงไก่

ผมหัวเราะเพราะนึกว่าพูดเล่น แต่ผิดคาด ผิดคาดเพราะมันหักมุมเหมือนแทบจะทุกครั้ง  

'เขาเล่าให้เราฟังว่า เราจะเข้าใจว่าไก่ที่เลี้ยงในระบบอุตฯ มันจะต้องฉีดยาเร่งเนื้อไหม ตามทฤษฎีเมื่อก่อนมันใช่ แต่เดี๋ยวนี้มันไม่ใช่ เพราะมันต้องส่งต่างประเทศ ฉะนั้นมันจะมีปัญหาเรื่องสารตกค้าง หากถูกโจมตีส่งกลับก็ขาดทุน และเสียยี่ห้อเขาด้วย ซึ่งกว่าจะส่งออกยากมาก วิธีสมัยใหม่ที่ใช้กันคือเทคนิคการเปิด-ปิดไฟหลอกไก่ เปิดไฟ 8 ชั่วโมง ปิดไฟ 8 ชั่วโมง ฉะนั้น 24 ชั่วโมงของไก่กับคนเราจะไม่เท่ากัน

ของเราคือ 1 วัน 1 คืน แต่ของไก่คือ 2 วัน 1 คืน เพื่อให้มันโต และจะได้เร่งนาฬิกาชีวิตมัน

ฉะนั้นไก่ในระบบอุตสาหกรรมจะถูกเลี้ยงแค่ 21 วัน ซึ่งการเป็นระบบอุตสาหกรรมทุกอย่างจะต้องเป๊ะ ดังนั้นพอมันเป๊ะปุ๊บก็จะมีทีมจับ ทีมจับก็จะต้องวางแผน และรู้เลยว่าฟาร์มนี้จะต้องใช้เวลาจับกี่วัน ซึ่งมันเป็นความรู้ให้กับเรา และเราก็สามารถนำเรื่องนี้ไปขยายต่ออีกได้เราก็แลกเปลี่ยนความรู้กันไป

บทที่ 2 แสงไฟอันตราย

เรื่องนี้มันมีบทสรุปให้เรารักษาคนไข้ได้ด้วยนะ - ผมยิ้มแต่นึกสงสัยในใจ จนกระทั่งคุณหมอเฉลยว่า เพราะแสงเป็นตัวกระตุ้นอาการ แสงเป็นตัวทำให้ไก่เจริญเติบโต และถามว่าทุกวันนี้คนอยู่ในออฟฟิศแดดไหม แต่เช้าออกมาไม่เจอแดด เย็นเลิกงานกลับบ้านก็ไม่เจอ กลับบ้านไปยังเล่นโทรศัพท์แสงมันเข้าตาไปกระตุ้น

"ทำไมสมัยนี้คนถึงได้บำรุงผิว ทาโลชั่น เซรั่ม คุณโดนแดดเหรอ คุณแทบไม่ได้โดนแดดเลย โดนแค่แสงไฟ แต่ทำไมคุณมีปัญหาเรื่องการแก่ก่อนวัย เพราะคุณถูกกระตุ้นจากไฟ ซึ่งถ้าพูดตามภาษาชาวบ้านก็คือ แสงมันกระตุ้นให้ช่วงชีวิตเรายาวขึ้น ซึ่งไม่น่าเชื่อใช่ไหม เหมือนคุณเล่นโทรศัพท์ก่อนนอน คุณหลับตาแล้วแสงไฟยังค้างอยู่ในตาคุณไหม พอคุณนอนไม่หลับ เวลาพักผ่อนคุณน้อย ก็ไปทำงานไม่ไหว"

เมื่อก่อนคุณก็ทำแบบนี้ทำไมไม่เป็นอะไร ผมไม่เถียงไง ตอนนั้นคุณอายุเท่าไร หมอย้อนถามผมเลย 4 แล้วครับ

'ร่างกายมันสะสมอาการ อย่าลืมว่าพลังพิเศษของมันคือการปรับตัวตามสภาพเท่าที่มันสามารถทำได้ขึ้นอยู่กับพื้นฐานชีวิตของแต่ละคน พอถึงจุดหนึ่งร่างกายก็จะบอกว่า ไม่ไปต่อแล้วนะ มันไม่ไหวแล้ว ปรับจนสุดทางของมันแล้ว และอาการมันก็จะเริ่มออกมาให้เราเห็นมากขึ้นเรื่อยๆ คุณก็จะบอกว่าเมื่อก่อนไม่เคยเป็น ไม่เคยเจ็บหลัง ก็ใช่แหละ คุณใช้ต้นทุนชีวิตตัวเองออกมาเยอะขนาดนั้น แต่ถ้าเป็นเมื่อ 30 ปีที่แล้ว คนมาบ่นว่าเจ็บ ปวด เมื่อยมันคือคนอายุ 50-60 ปี รุ่นพ่อแม่ ปู่ย่า ตายายของเรา เรายังบอกได้ว่าเพราะแก่ เพราะอายุเยอะ

แต่ในทุกวันนี้คนที่ไปใช้บริการในส่วนของกายภาพบำบัด ไปเดินดูเด็กๆทั้งนั้น 8 ขวบยังมีเลย มันไม่ใช่ปัจจัยแต่เป็นผลอย่างหนึ่ง

'เหมือนเราไปกินข้าวต้ม เราดูเมนูของร้านอาหารแล้วบอกกะเพรา ไข่เจียว ยำกุนเชียง มันไม่แพง แต่เวลาเช็กบิลรวมกันก็หลายบาท เพราะมันเป็นปัจจัยหลายๆ อย่างที่ช่วยกันส่งเสริมกระตุ้นอาการ เราไม่สามารถบอกคนไข้หรือใครต่อใครได้ว่า ห้ามทำอะไรต่างๆ เพราะบางอย่างมันเป็นลักษณะในเนื้องานของเขา เราเข้าใจ แต่บางอย่างที่คุณสามารถที่จะปรับได้ ไม่ได้บอกให้คุณหยุดทำ แต่จะบอกให้คุณปรับเท่าที่คุณปรับไหว'

 บทสรุป คนเลี้ยงไก่ กับ อันตรายแสงไฟมนุษย์ทำงาน

คนที่โดนแสงไฟทุกวัน วิธีแก้ไขควรทำอย่างไรน่ะเหรอ 'ก็ออกไปโดนแดดบ้าง' เหมือนอย่างเพลงพี่ตูน จะออกไปแตะขอบฟ้า...

'อย่างกรณีที่เราเรียกว่า 'โลกสมัยใหม่' อาการปวดแบบไม่มีสาเหตุ สุดท้ายปลายทางเข้าไปเจาะเลือดดู เจอวิตามิน D ต่ำ เพราะแสงแดดอ่อนๆ 'เช้า' กับ 'เย็น' (ก่อน 07.30 และ 18.00 น.) อย่างน้อยคุณต้องโดนแดด 15-30 นาทีขึ้นไป ส่วนไหนของร่างกายก็ได้ ร่างกายจะดึงแสงแดดไปสร้างวิตามิน D ซึ่งช่วยให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมได้ดี และคุณออกกำลังกายเพียงพอต่อสภาพร่างกายคุณ อาการกระดูกพรุนจะลดความเสี่ยงลง'

ไม่ได้บอกว่าหายไปนะ คุณหมออินดี้เน้นคำ

แต่ใช้คำว่าลดความเสี่ยง เหมือนเราบอกว่า การสร้างตึกหนึ่งตึกก็ต้องถามก่อนว่าตึกนี้รับน้ำหนักขนาดไหน เราถึงจะวางฐานรากให้ดีเผื่อน้ำหนักในขณะนั้น เพราะถ้าคุณรู้ทั้งรู้แล้วว่าตึกนี้เป็นแค่ที่อยู่อาศัยเฉยๆ แต่คุณไปใช้มาตรฐานเดียวกับเฮลิคอปเตอร์ลงได้ ร่างกายก็คงไม่ยอม แต่ถ้าคุณออกกำลังกายได้เหมาะสม มีการกระตุ้นที่เพียงพอ

'เราไม่ได้บอกให้คุณออกกำลังกายทุกวัน ออกกำลังกายให้ครบ 30-45 นาที แค่ขอวันละ 5-10 นาที ที่ร่างกายมีการเคลื่อนไหวมากกว่าปกติ แต่เราไม่ได้บอกว่าการทำงานบ้านจะเป็นการออกกำลังกาย คือการออกกำลังกาย กับการทำกิจกรรมทางกายมันต่างกัน ซึ่งการทำกิจกรรมทางกายหมายถึง การทำอะไรก็ได้ให้เหงื่อออก แต่การออกกำลังกายมันมีวัตถุประสงค์ มีเป้าประสงค์มากกว่า แต่ทีนี้สุดท้ายไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมทางกาย หรือการออกกำลังกาย เป้าประสงค์ใหญ่คือเสริมสร้างสุขภาพ'

การทำงานบ้านไม่ถือเป็นการออกกำลังกายอย่างแท้จริง? - ผมทำหน้าสงสัย คุณหมอยิ้มและเล่าต่อว่า เหงื่อออกจริง แต่คุณมีความเครียดเวลาทำงานบ้าน เช่น แม่บ้านขัดห้องน้ำเหนื่อย เหงื่อออกจริง แต่ในหัวของคุณคิดว่ามันคือเรื่องงาน คุณจะเป็นมะเร็งในอารมณ์แทน แตกต่างจากการออกกำลังกายได้มีการปลดปล่อย คุณไม่ต้องคาดหวังกับผลสำเร็จ จิตใจ-ความสบายใจ ความรู้สึกที่ทำมันต่างกัน ซึ่งอารมณ์พวกนี้จะมีผลกระทบต่อร่างกายเรา

'โบราณถึงได้ชอบบอกว่า ร่างกายและจิตใจมีผลเชื่อมโยงต่อกัน เช่น คนที่นอนโรงพยาบาลนานๆ แต่หาสาเหตุไม่เจอ เวลาญาติไปเยี่ยมก็มีกำลังใจต่อสู้ แต่ในขณะเดียวกันมีผู้หวังดีแต่ปากเปราะ บอกว่าเป็นมะเร็งไหม ที่นี้ก็จะคิดว่าปลายทางสุดท้ายมะเร็งต้องตาย เมื่อสภาพจิตใจไม่สู้ มันก็จะทำให้ร่างกายของเราทรุดโทรมไปด้วย เรียกว่าพลังหรือความตั้งใจในการมีชีวิตอยู่มันก็จะดับเลย มันขึ้นอยู่ที่ว่าจิตคุณสงบเพียงพอ คุณปล่อยวางได้ก็แค่นั้นเอง ซึ่งบางอย่างมันเป็นในเรื่องของการจัดการกับอารมณ์ และชีวิตของเรา'

'เหมือนเวลาเราสอนนักศึกษาเราจะบอกว่า ผมไม่ได้สอนให้คุณจำ ผมสอนวิธีคิดให้คุณ' เพราะถ้าผมสอนให้คุณจำ ผมก็ต้องมานั่งห่วงว่าจำได้ไหม แต่เมื่อผมสอนให้คุณคิดเป็น ไม่ต้องห่วงว่าคุณจะเจออะไร เหมือนกับการปั่นจักรยาน ไม่มีใครบอกว่าเราจะเป็นเมื่อไหร่ แต่เมื่อไหร่ที่คุณขี่เป็นมันก็เป็นเลย อีก 10 ปี คุณไม่ได้ขี่จักรยานเลย เกิดเหตุให้คุณต้องขี่จักรยานคุณจะขี่ได้ไหม ได้ แต่ทักษะอาจจะไม่ได้ดี เพราะคุณไม่ได้ฝึก แต่มันก็ยังอยู่กับคุณ มันใช้ความรู้สึก มันไม่ได้ใช้ความจำก็แค่นั้นเอง

เขาคลายมือจากการยืดเส้นสะบักที่จมของผม เป็นสัญญาณว่าเวลารักษาของเราหมดแล้ว อีกอย่างมีคิวคนเจ็บป่วยรออยู่หลังผม ผมยกมือไหว้ขอบคุณที่รักษาอาการที่ทั้งมองเห็นและมองไม่เห็นเช่นเคย

'เมื่อเธอรู้ว่าจะตายอย่างไร เธอก็จะรู้ว่าควรมีชีวิตอยู่อย่างไร'

ผมได้ยินเสียง ครูมอร์รี ชวอตส์ ในหนังสือ Tuesday with morrie

พ.ต.ท. สุรศักดิ์ จิระพรชัย นักกายภาพบำบัดชื่อดังของเมืองไทย

PROFILE

คอลัมน์หนุ่มออฟฟิศ (ซินโดรม) กับหมออินดี้ พ.ต.ท. สุรศักดิ์ จิระพรชัย นักกายภาพบำบัด นักพูด นักอ่าน (FB  : Office-Smart-phone-Syndrome) บทสนทนาระหว่างรักษาที่มากกว่าการบำบัดความเจ็บป่วยภายนอก ได้แรงบันดาลใจจากหนังสือ Tuesday with morrie (วันอังคารแห่งความทรงจำกับครูมอร์รี)

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้