ปลายฝนต้นหนาวปีนี้ เราปักหมุดการเดินทางกันที่ อุตรดิตถ์... หรือเมืองท่าเหนือในอดีต จังหวัดที่คนผ่านมา ผ่านไป ไม่ค่อยนึกถึง ทั้งๆที่จริงๆแล้ว อุตรดิตถ์...มีอะไรดีๆมากมาย ไม่ใช่แค่ทุเรียนหลง-หลิน ลับแลแต่อย่างเดียวหลังจากตระเวนเที่ยวแพร่ น่าน จนสำราญใจ เรามาถึงอุตรดิตถ์ในช่วงสายๆ ที่แรกที่เราแวะ คือ อนุสาวรีย์พระยาพิชัย ซึ่งตั้งอยู่หน้าศาลากลางจังหวัด ตามประวัติท่านเป็นทหารเอกคู่ใจของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี และเพราะท่านเป็นคนอุตรดิตถ์ ชาวจังหวัดอุตรดิตถ์จึงสร้างอนุสาวรีย์แห่งนี้ขึ้น เพื่อรำลึกถึงเกียรติของพระยาพิชัย ผู้เป็นลูกหลานโดยแท้ของเมืองอุตรดิตถ์จากอนุสาวรีย์พระยาพิชัย ขับรถออกไปนอกเมืองไม่ไกล จะถึงอำเภอชื่อดังของจังหวัด นั่นก็คือ ลับแล...อำเภอที่มีตำนานเล่าขานต่อๆกันมาว่า เป็นเมืองแม่หม้ายที่ไม่มีผู้ชายโกหก ซุ้มประตูเมืองลับแล สูงเด่นเป็นสง่า เห็นมาแต่ไกลๆ ด้านข้างซุ้มประตูมีประติมากรรมแม่หม้าย เป็นรูปปั้นหญิงสาวยืนอุ้มลูกน้อยสีหน้าเศร้าสร้อย มีสามีนั่งคอตกในมือถือถุงย่ามใส่ขมิ้นเตรียมเดินทางจากเมืองลับแล บริเวณฐานประติมากรรมจารึกข้อความ “ขอเพียงสัจจะวาจา” แสดงถึงตำนานของเมืองที่เล่าถึงแม่หม้ายผู้เสียสละ เพื่อรักษาสัจจะวาจาที่เป็นกฎของเมืองว่าเมืองนี้ห้ามพูดโกหก แม้จะเป็นเพียงเรื่องเล็กๆน้อยๆที่หลอกลูกไม่ให้ร้องไห้ก็ตามจุดแรกที่เราไปเที่ยวชม ก็คือ พิพิธภัณฑ์เมืองลับแล ซึ่งตั้งอยู่ติดกับซุ้มประตูเมือง คือ เป็นสถานที่รวบรวมเรื่องราวประวัติของเมือง วิถีชีวิต และขนบธรรมเนียมการใช้ชีวิตของผู้คนในเมืองลับแล จำลองผ่านเรือนในแต่ละหลัง โดยอาคารพิพิธภัณฑ์เป็นบ้านไม้ยกสูงแบบไทยโบราณตามแบบฉบับของเมืองลับแล มีสะพานไม้ข้ามไปยังตัวบ้าน ใต้ถุนบ้านจัดแสดงเครื่องปั่นฝ้าย กี่ทอผ้าขนาดใหญ่ เล่าถึงวิถีการทอผ้าของสาวเมืองลับแล และที่นี่เองที่ทำให้รู้ว่า สมเด็จย่า...หรือ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงโปรดการทรงซิ่นลับแลมาก ผ้าซิ่นทุกผืนของพระองค์...ล้วนทอจากช่างฝีมือเมืองลับแลทั้งสิ้น ภายในพิพิธภัณฑ์จัดแสดงเรื่องราววิถีของคนลับแล ทั้งการอยู่ การกิน ไว้อย่างน่าสนใจ ตั้งแต่เรื่องของการเลี้ยงกล่อมลูก วัฒนธรรมการแต่งกาย และประเพณีสำคัญทั้ง 12 เดือน และที่ขาดไม่ได้คืออาหารขึ้นชื่อของเมืองลับแล อย่าง หมี่พัน ข้าวแคบ ข้าวพันผัก ฯลฯ เราแวะสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของอำเภอลับแลอีก 2 แห่ง คือ วัดพระแท่นศิลาอาสน์ เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ใครมาอุตรดิตถ์แล้วไม่ได้มากราบสักการบูชา ถือว่ามาไม่ถึง ลักษณะของพระแท่นศิลาอาสน์ เป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า ทำด้วยศิลาแลง มีฐานพระแท่นประดับด้วยลายกลีบบัวโดยรอบ คนอุตรดิตถ์ศรัทธาพระแท่นศิลาอาสน์มาก จึงนำรูปพระแท่น ศิลาอาสน์...ขึ้นเป็นสัญลักษณ์ตราประจำจังหวัด และมีความเชื่อต่อๆกันมาว่า สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เคยเสด็จมาประทับนั่งที่พระแท่นแห่งนี้ สถานที่สำคัญอีกแห่งที่พลาดไม่ได้ คือ วัดพระ-บรมธาตุทุ่งยั้ง ถือเป็นวัดสำคัญ ภายในวัดมีโบราณสถานและโบราณวัตถุที่น่าสนใจ ทั้ง วิหารหลวง เก่าแก่สมัยกรุงศรีอยุธยาก่อด้วยศิลาแลงและอิฐ ภายในวิหารเป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่อหลักเมือง หรือหลวงพ่อโต พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์เป็นที่เคารพสักการะของคนที่นี่ นอกจากนี้ ยังมี เจดีย์พระบรมธาตุ ชาวบ้านนิยมเรียกว่า พระบรมธาตุทุ่งยั้ง เป็นเจดีย์ เก่าแก่แบบลังกาทรงกลมฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยม 3 ชั้น ฐานล่างมีเจดีย์องค์เล็กๆ เป็นบริวารอยู่ 4 มุม เชื่อกันว่าบรรจุพระอุรังคธาตุ คืออัฐิส่วนหน้าอกของพระพุทธเจ้า ออกจากลับแล...แวะซื้อไม้กวาดตองกง ของฝากขึ้นชื่อจากลับแล ติดไม้ติดมือกลับมาด้วยมื้อเย็นวันนี้ เราฝากท้องกันที่ร้านดังของอุตรดิตถ์ ชื่อ ม่อนลับแล ร้านอาหารชื่อดังของจังหวัด ตกแต่งสไตล์ล้านนาตามแบบ ฉบับของเมืองลับแลงานนี้...คิดเมนูมาล่วงหน้าตามรีวิวของเพจดังๆ นั่งปุ๊บ สั่งปั๊บ เริ่มที่ ข้าวพันผักเสวย ซึ่งถือเป็นอาหารขึ้นชื่อของจังหวัด ตามด้วย ราชาเขียวหวานกุ้ง ที่ต้องบอกว่าเป็นแกงเขียวหวานหนึ่งเดียวในโลกที่ใส่ทุเรียนลงไปด้วย ตอนแรกก็เกร็งๆว่ารสชาติจะเข้ากันได้ยังไง แต่พอตักเข้าปากคำแรก บอกเลยว่าต้องว้าว!! เนื้อทุเรียนกรอบกำลังดี เหมือนกินแกงเขียวหวานยอดมะพร้าว แทบไม่มีกลิ่นทุเรียนเลย กินคู่กับน้ำพริกมะขาม ที่ต้องบอกว่า รสชาติเริ่ดมากๆ กับอีกเมนูคือ คันชงทอดไข่ หรือไข่เจียวใส่ใบคันชง ผักพื้นบ้าน ที่ชาวบ้านสมัยก่อนใช้ทำยาและนำมาปรุงอาหาร งานนี้...เติมข้าวไปหลายทัพพี รุ่งเช้าเรามุ่งหน้าสู่อำเภอตรอนเพื่อสักการะ หลวงพ่อเพชร หรือ หลวงพ่ออกแตก...พระประธานแห่ง วัดบ้านแก่งใต้ ซึ่งพระอุระขององค์พระประธานนั้นมีรอยแตกจนมองเห็นพระพักตร์และเศียรพระพุทธรูปอีกองค์ที่อยู่ด้านในได้อย่างชัดเจน จากนั้นไปต่อกันที่ อ.ทองแสนขัน ที่ตั้งของบ่อเหล็กน้ำพี้ ที่เชื่อ กันว่า เป็นธาตุศักดิ์สิทธิ์ที่มีชีวิตมีเทพยดารักษาไว้ เป็นของคนมีบุญเท่านั้นบ่อเหล็กน้ำพี้ที่ อ.ทองแสนขัน มีอยู่ด้วยกันหลายบ่อ แต่บ่อที่สำคัญและสงวนใช้สำหรับพระมหากษัตริย์ มีอยู่ 2 บ่อ คือ บ่อพระแสง และ บ่อพระขรรค์ มีการนำแร่เหล็กจากบ่อเหล็กน้ำพี้ไปถลุงทำอาวุธเพื่อใช้ในการศึกสงครามมาตั้งแต่สมัยโบราณ นอกจากบ่อเหล็กน้ำพี้แล้ว ยังมีพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านบ่อเหล็กน้ำพี้ ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาหาความรู้ด้วย ก่อนกลับแนะนำให้แวะชม สถานีรถไฟอุตรดิตถ์ ซึ่งต้องบอกว่าเป็นสถานีรถไฟที่สวยงาม สร้างสไตล์ยุโรป โดยบริษัทเยอรมนีที่สร้างทางรถไฟและสร้างอุโมงค์ลอดภูเขาหลายแห่ง แต่โศกนาฏกรรมที่มากกว่านั้นก็คือ มีการขุดพบศพผู้เสียชีวิตถึง 5,000 ศพ หลังจากสร้างเสร็จ ทำให้ต้องมีการทำพิธีสักการะดวงวิญญาณของผู้สร้างสถานีรถไฟแห่งนี้กันทุกปีเที่ยวอุตรดิตถ์...คราวนี้บอกเลยว่า ประทับใจแบบสุดๆ เดือนสิงหาคม เขาบอกว่า ดอกไม้ที่ภูสอยดาวจะบานเต็มท้องทุ่ง...แถมด้วยพระอาทิตย์ตกเหนือเขื่อน งดงามยิ่งกว่าทะเลสาบสุริยันจันทรา...หนาวหน้า...จะกลับไปเยือนลับแล...เยี่ยมแม่หม้าย...และไม่เป็นผู้ชายโกหก...แน่นอน!!