จาก “ชิราคาวาโกะ” (อ่านตอนแรกได้ที่นี่ค่ะ) เราก็นั่งรถบัสของ “โชริวโด” มุ่งหน้าสู่เมืองเก่า “คะนะซะวะ” เมืองที่มีส่วนผสมของตะวันออกและตะวันตกอย่างลงตัว และเมืองแห่ง “ทองคำเปลว” ที่มีประวัติอันยาวนาน ไฮไลต์เด่นของเมืองคงหนีไม่พ้นถนนโรงน้ำชาเก่าแก่ “ฮิกาชิชายะ” ที่เต็มไปด้วยร้านรวงน่ารักๆ ในบรรยากาศดั้งเดิม และที่พลาดไม่ได้คือสวน “เค็นโระคุเอ็น” หนึ่งในสามสวนที่สวยที่สุดในญี่ปุ่น ซึ่งก็สมราคาคุย เพราะไม่ว่าจะมาเที่ยวฤดูกาลไหนก็สวยได้บรรยากาศไปคนละแบบ


ชมสวนเสร็จก็ต้องเติมเสบียง และ “คะนะซะวะ” ก็เป็นเมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องอาหารทะเล ตลาดสด “โอมิโช” เลยเป็นทางเลือกที่ดี และก็น่าทึ่งมากกับเมนูอาหารทะเลโปะบนข้าวร้อนๆ ในสนนราคาไม่ถึงพันบาท แต่ได้ของทะเลถึง 15 ชนิด!

...


ลิ้มรสอาหารท้องถิ่นแล้ว ก็ถึงคราวลองทำบ้าง จากเมือง “คะนะซะวะ” เรานั่งรถบัสมุ่งสู่เมือง “โทะยะมะ” เข้าโรงเรียนสอนทำซูชิ ซึ่งนอกจากจะได้แสดงฝีมือทำซูชิร่วมกับครูมืออาชีพ ยังได้ลองกินฝีมือตัวเองด้วย จากนั้นก็ไปเยี่ยมชมตลาดปลา “คิตโตะคิโตะ” ชิมอาหารทะเลสดๆ อีกรอบ ก่อนจะแวะชมการประมูลปูของจริงที่ตลาดปลา “ฮิรุเซะริ” ที่อาจจะดูไม่น่าสนใจ แต่เมื่อเห็นบรรยากาศจริงแล้วจะต้องทึ่งว่าชาวญี่ปุ่นเขาให้ความสำคัญกับวัตถุดิบมากแค่ไหน


จุดหมายต่อจาก “โทะยะมะ” เรามุ่งหน้ากลับเมืองใหญ่ “นาโกย่า” ด้วยบัตรพาสของ “โชริวโด” เหมือนเคย เที่ยวนี้อาจจะยาวนานสักหน่อย แต่ขอบอกว่าวิวข้างหน้าต่างจะทำให้คุณลืมเวลา เพราะมันสวยงามมาก แถมได้สัมผัสบรรยากาศชนบทแบบญี่ปุ่นได้อย่างใกล้ชิดอีกด้วย

ยามเย็นของ “นาโกย่า” ก็มีสีสันไม่แพ้เมืองใหญ่อื่นๆ ของญี่ปุ่นค่ะ คราคร่ำไปด้วยแสงสีและสถานที่ท่องเที่ยวยามค่ำคืน เพลิดเพลินกับอาหารท้องถิ่นเลิศรส ไม่ว่าจะเป็น กุ้งทอด, ปีกไก่ทอด, ข้าวหน้าปลาไหล หรือว่าสาเกชั้นเยี่ยม ใครที่ชอบบรรยากาศเมืองๆ เดินชมตอนกลางคืนก็ได้สีสันไปอีกแบบ


แต่ที่พลาดไม่ได้เมื่อมาถึง “นาโกย่า” คือ “ปราสาทนาโกย่า” คุณๆ จะได้ชมวิว “นาโกย่า” โดยรอบจากมุมสูงที่นี่ ภายในปราสาทถูกปรับปรุงให้เป็นเหมือนพิพิธภัณฑ์ขนาดย่อม มีตู้กระจกพร้อมคำบรรยายถึงสิ่งของเก่าๆ ที่อยู่ในปราสาทนี้นับร้อยๆ ปี แต่ที่น่าสนใจคงเป็นการจำลองปราสาทในบริเวณเดียวกับที่เดิม ซึ่งคุณๆ จะได้เห็นห้องหับและการตกแต่งแบบของจริงว่าปราสาทโบราณเขาถูกออกแบบด้วยวัตถุประสงค์อะไรบ้าง

จบจากปราสาทเก่าแก่ เราก็มาชื่นชม “วัดนิกไทจิ” วัดที่ถูกสร้างเพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรีระหว่างประเทศไทยกับญี่ปุ่น โดยสร้างตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 หลักฐานก็คือพระรูปของพระองค์บริเวณหน้าโบสถ์ ที่สำคัญต้นไม้ที่ปลูกหน้าพระรูปฯ เป็นต้นไม้ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระราชทานและทรงปลูกด้วยพระองค์เอง

ปิดท้ายทริปสุดพิเศษนี้ด้วยเมนูขึ้นชื่อของ “นาโกย่า” ซึ่งจะเป็นอะไรไม่ได้ นอกจากข้าวหน้าหมูทอดร้านดัง “Yabaton” ที่เสิร์ฟพร้อมน้ำซอสมิโซะรสชาติจัดจ้านไม่เหมือนใคร เผลอแป๊บเดียวก็กินข้าวหมดจานแบบไม่รู้ตัว

...


ใครที่เคยมาญี่ปุ่น แต่ไม่เคยมาเยี่ยมภูมิภาคชูบุ หรือภูมิภาคตอนกลางของประเทศนี้ ขอบอกว่าอย่าพลาด แม้จะไม่รุ่มรวยสีสันอลังการหรือมีสถานที่ช็อปปิ้งฟรุ้งฟริ้ง แต่บรรยากาศแบบท้องถิ่นและชนบทที่เต็มไปด้วยเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของภูมิภาคนี้ก็ไม่น้อยหน้าใคร รับรองได้ว่าจะได้ความรู้สึกที่แตกต่างและอบอุ่นใจที่ได้มาเยือนแน่นอน

เรื่องโดย: มาดามอองทัวร์

เที่ยว "ชูบุ" ตอนแรก http://www.thairath.co.th/content/863769