"ถ้ำพระยานคร" ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ท่องเที่ยว Unseen ของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์เท่านั้น แต่ยังเป็นสถานที่ประวัติศาสตร์อันล้ำค่าที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ทรงโปรดปรานถึงขั้นเสด็จประพาสถึง 4 ครั้ง จนนำมาสู่การสร้าง "พระที่นั่งคูหาคฤหาสน์" พลับพลาทองคำที่กลายเป็นสัญลักษณ์อันโดดเด่นท่ามกลางลำแสงธรรมชาติที่ตกกระทบอย่างน่าอัศจรรย์ และเผยเคล็ดลับ 5 เรื่องควรรู้ก่อนพิชิต "ถ้ำพระยานคร" ปี 2569 เช็กช่วงเวลา "แสงส่องสว่าง" สวยที่สุด

เปิดที่มา "ถ้ำพระยานคร" ชื่อนี้มีที่มาอย่างไร?

ชื่อของ "ถ้ำพระยานคร" เชื่อกันว่าตั้งตามชื่อของ "เจ้าพระยานคร" (ผู้ครองเมืองนครศรีธรรมราช) ผู้ที่ค้นพบถ้ำแห่งนี้โดยบังเอิญเมื่อครั้งที่นำเรือหลบพายุเข้ามาจอดพักบริเวณหาดแหลมศาลาในสมัยอยุธยา ด้วยลักษณะของถ้ำที่เป็นปล่องขนาดใหญ่ทำให้มีแสงสว่างส่องถึง และมีบรรยากาศที่สงบเงียบเยือกเย็น จึงทำให้สถานที่แห่งนี้กลายเป็นที่รู้จักตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ย้อนรอยศรัทธา รัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสถึง 4 ครั้ง

ความสำคัญของถ้ำพระยานครทวีคูณขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์ โดยเฉพาะในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ซึ่งพระองค์ทรงมีความผูกพันกับถ้ำแห่งนี้อย่างมาก ดังปรากฏหลักฐานการเสด็จประพาสรวมทั้งสิ้น 4 ครั้ง ได้แก่

ครั้งที่ 1 : พ.ศ. 2406 (เมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์) 

เมื่อครั้งยังทรงดำรงพระอิสริยยศเป็น สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ ได้ตามเสด็จพระบรมชนกนาถ (รัชกาลที่ 4) ประพาสหัวเมืองชายทะเลฝั่งตะวันตกถือเป็นการทอดพระเนตรความมหัศจรรย์ของถ้ำเป็นครั้งแรกในขณะที่ทรงพระเยาว์ จนกลายเป็นสถานที่ประทับใจและทรงจดจำในความสงบเงียบนับเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้พระองค์ทรงระลึกถึงและเสด็จกลับมาเยือนอีกหลายครั้งในฐานะพระมหากษัตริย์ในเวลาต่อมา

...

ครั้งที่ 2 : พ.ศ. 2429 (การเสด็จฯ เพื่อทัศนาศิลาเลข)

ในการเสด็จประพาสครั้งนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จารึกพระปรมาภิไธยย่อ "จปร." ไว้ที่ผนังด้านเหนือของถ้ำพระยานครเพื่อเป็นอนุสรณ์พระองค์ทรงใช้เวลาสำรวจความงามทางธรรมชาติและศึกษาลักษณะทางกายภาพของถ้ำอย่างละเอียด พร้อมทรงมีพระราชวินิจฉัยถึงความเหมาะสมของพื้นที่การจารึกศิลาเลขในครั้งนี้เสมือนเป็นการแสดงถึงความผูกพันและการให้ความสำคัญต่อสถานที่แห่งนี้อย่างเป็นทางการ

ครั้งที่ 3 : พ.ศ. 2432 (การเสด็จประพาสต้นเพื่อเตรียมการใหญ่)

ทรงเสด็จพระราชดำเนินมาเพื่อทอดพระเนตรสถานที่อีกครั้งเพื่อวางแผนการสร้าง "พระที่นั่งคูหาคฤหาสน์" พลับพลาจตุรมุขที่ทรงออกแบบด้วยพระองค์เองทรงพิจารณาตำแหน่งที่แสงตะวันจะส่องลงมาจากปล่องถ้ำเพื่อให้องค์พระที่นั่งมีความงดงามที่สุดเมื่อได้รับแสงสว่างจากธรรมชาติในยามสายการเสด็จฯ ครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงพระวิริยอุตสาหะและการใส่พระราชหฤทัยในรายละเอียดของการสร้างสถาปัตยกรรมล้ำค่ากลางขุนเขา

ครั้งที่ 4 : พ.ศ. 2433 (มหาพิธีเฉลิมฉลองพระที่นั่งคูหาคฤหาสน์)

เป็นครั้งประวัติศาสตร์ที่ทรงเสด็จพระราชดำเนินมาเพื่อเป็นประธานในพิธียกช่อฟ้าและฉลองพระที่นั่งคูหาคฤหาสน์ที่ก่อสร้างจนเสร็จสมบูรณ์พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดงานฉลองอย่างยิ่งใหญ่และทรงประทับพักแรม ณ บริเวณถ้ำพระยานคร ท่ามกลางบรรยากาศที่เปี่ยมด้วยความศรัทธาพระที่นั่งองค์นี้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความจงรักภักดีและเป็นมรดกทางศิลปกรรมไทยที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งซึ่งตกทอดมาจนถึงปัจจุบัน

นอกจากนี้ ยังมีพระมหากษัตริย์อีกหลายพระองค์ที่เคยเสด็จประพาสถ้ำแห่งนี้ ทั้งรัชกาลที่ 7 และรัชกาลที่ 9 ทำให้ถ้ำพระยานครเป็นสถานที่ที่เปี่ยมไปด้วยบุญญาบารมีและประวัติศาสตร์ของราชวงศ์จักรี

"พระที่นั่งคูหาคฤหาสน์" พลับพลาทองคำหนึ่งเดียวในถ้ำ

ไฮไลต์สำคัญที่ขาดไม่ได้คือ พระที่นั่งคูหาคฤหาสน์ ซึ่งเป็นพลับพลาแบบจตุรมุข สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยโปรดให้สร้างขึ้นที่กรุงเทพฯ แล้วส่งมาประกอบใหม่ภายในถ้ำ ความโดดเด่นคือการออกแบบที่ให้ตัวอาคารรับแสงสว่างจากปล่องถ้ำด้านบนพอดี โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่แสงอาทิตย์ส่องกระทบ จะทำให้ตัวพลับพลาดูสว่างไสวราวกับทองคำ และได้รับการยกย่องให้เป็นตราสัญลักษณ์ประจำจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ในปัจจุบัน