เจาะลึก 5 สัญญาณเตือนภาวะสมองส่วนหน้าเสื่อมถอย สาเหตุทางการแพทย์ที่ทำให้ผู้สูงอายุสูญเสียความสามารถในการคิดวิเคราะห์ จนหลงเชื่อคนแปลกหน้าและตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพได้ง่าย

ทำไมผู้สูงอายุโดนหลอกง่าย? ไขคำตอบจากภาวะสมองส่วนหน้าเสื่อมถอย

บ่อยครั้งที่ลูกหลานต้องเผชิญกับสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออก เมื่อผู้ใหญ่ในบ้านหลงเชื่อคำโฆษณาชวนเชื่อ ยอมโอนเงินจำนวนมากให้มิจฉาชีพ หรือแอบซื้อผลิตภัณฑ์อาหารเสริมที่ไม่ได้มาตรฐานมารับประทานจนส่งผลเสียต่อสุขภาพ หลายครอบครัวมองว่าพฤติกรรมนี้เกิดจากความดื้อรั้นหรือความไม่เท่าทันเทคโนโลยี แต่ในทางการแพทย์ระบุว่า นี่อาจเป็นหนึ่งในอาการแสดงของภาวะ "สมองส่วนหน้าเสื่อมถอย"

สมองส่วนหน้า (Frontal Lobe) ทำหน้าที่สำคัญในการควบคุมความคิดขั้นสูง การวางแผน การตัดสินใจ การยับยั้งชั่งใจ และการประเมินความเสี่ยง เมื่อสมองส่วนนี้เริ่มเสื่อมสภาพลงตามวัยหรือจากรอยโรค สมรรถภาพในการจับผิดหรือความระแวดระวังต่อสิ่งรอบตัวจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ผู้สูงอายุกลายเป็นเป้าหมายที่ถูกหลอกลวงได้ง่ายที่สุด

5 สัญญาณเตือน ภาวะสมองส่วนหน้าเสื่อมถอย ที่ลูกหลานต้องจับตา

การสังเกตความเปลี่ยนแปลงอย่างใกล้ชิดจะช่วยให้ครอบครัวสามารถป้องกันความเสียหายทั้งด้านทรัพย์สินและสุขภาพได้ทันท่วงที โดยมี 5 สัญญาณเตือนหลักดังนี้

1. ความสามารถในการตัดสินใจเรื่องเงินลดลง

ภาพจาก iStock
ภาพจาก iStock

...

ผู้สูงอายุอาจเริ่มมีพฤติกรรมใช้จ่ายเงินอย่างไม่สมเหตุสมผล เช่น ยอมซื้อของราคาแพงเกินจริงจากรถแห่หรือโฆษณาทางทีวี ขาดความยับยั้งชั่งใจในการโอนเงิน และไม่สามารถคำนวณความคุ้มค่าหรือความเสี่ยงทางการเงินที่เคยทำได้ในอดีต

2. บุคลิกภาพและพฤติกรรมเปลี่ยนไปจากเดิม

จากคนที่เคยรอบคอบ ระมัดระวังตัว อาจกลายเป็นคนที่เชื่อคนแปลกหน้าได้อย่างง่ายดาย หรือในทางกลับกัน อาจมีอารมณ์ฉุนเฉียว หงุดหงิดง่ายเมื่อถูกขัดใจ โดยเฉพาะเมื่อลูกหลานเข้ามาตักเตือนเรื่องการใช้เงินหรือการเสพสื่อออนไลน์

3. สูญเสียความสามารถในการแยกแยะเรื่องโกหก

สมองส่วนหน้าที่เสื่อมลงจะทำให้กระบวนการคิดวิเคราะห์เชิงลึกทำงานได้น้อยลง ผู้สูงอายุจะมองเห็นเพียงสิ่งที่อยู่ตรงหน้าและหลงเชื่อคำพูดหวานล้อม โฆษณาเกินจริง หรือคลิปวิดีโอสั้นของอินฟลูเอนเซอร์ในโลกโซเชียล โดยไม่ตั้งคำถามถึงความสมเหตุสมผล

4. มีภาวะเฉยเมย ขาดความเห็นอกเห็นใจ 

สัญญาณหนึ่งที่เด่นชัดคือ การแสดงออกทางอารมณ์ที่ลดลง ไม่สนใจสิ่งแวดล้อมรอบตัว หรือไม่แสดงความกังวลต่อสถานการณ์ที่ควรระวัง เช่น เมื่อลูกหลานเตือนเรื่องมิจฉาชีพคอลเซ็นเตอร์ ท่านอาจแสดงท่าทีนิ่งเฉยและไม่คิดว่าเป็นเรื่องใกล้ตัว

5. ทำพฤติกรรมเดิมๆ ซ้ำๆ โดยไม่รู้ตัว

พฤติกรรมย้ำคิดย้ำทำ เช่น การเปิดดูคลิปวิดีโอโฆษณาชวนเชื่อช่องเดิมซ้ำๆ การสั่งซื้อสินค้าประเภทเดิมๆ เข้ามาเต็มบ้าน แม้ว่าของเก่ายังไม่ได้ใช้ ซึ่งเกิดจากการที่สมองไม่สามารถบันทึกและประมวลผลกระบวนการทำงานที่เป็นระบบได้เหมือนเดิม

จากข้อมูลทางการแพทย์ของสมาคมโรคสมองเสื่อมแห่งประเทศไทย ระบุว่า โรคสมองเสื่อมชนิดส่วนหน้าและส่วนข้าง (Frontotemporal Dementia) มักส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมและการตัดสินใจก่อนเรื่องความจำ ทำให้ผู้ป่วยในระยะเริ่มต้นยังคงจำชื่อลูกหลานหรือจำทางกลับบ้านได้ดี แต่จะสูญเสียความสามารถในการประเมินความซื่อสัตย์ของบุคคลอื่น ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมผู้ป่วยกลุ่มนี้จึงตกเป็นเหยื่อของการฉ้อโกงทางทรัพย์สินสูงกว่ากลุ่มอื่น

แนวทางการดูแลและป้องกันไม่ให้ผู้สูงอายุตกเป็นเหยื่อ

หากลูกหลานเริ่มสังเกตเห็นสัญญาณเตือนเหล่านี้ สิ่งแรกที่ควรทำไม่ใช่การดุด่าหรือห้ามปรามอย่างรุนแรง แต่ควรรับมือด้วยแนวทางดังต่อไปนี้

ภาพจาก iStock
ภาพจาก iStock

  • พาเข้าพบแพทย์เพื่อประเมินระบบประสาท: ควรนัดหมายแพทย์เฉพาะทางด้านระบบประสาทหรือจิตเวชผู้สูงอายุเพื่อทำการตรวจประเมินสมรรถภาพทางสมองอย่างละเอียด
  • ปรับเปลี่ยนวิธีการสื่อสาร: หลีกเลี่ยงการใช้คำพูดเชิงตัดสิน เช่น "พ่อโดนหลอกแล้ว" แต่ให้ใช้การตั้งคำถามร่วมกัน เช่น "สินค้าตัวนี้น่าสนใจดีนะแม่ เดี๋ยวเราลองให้หมอช่วยดูตอนไปตรวจรอบหน้าไหม"
  • วางมาตรการป้องกันทางการเงิน: พูดคุยเพื่อขอเข้ามาช่วยดูแลระบบบัญชีธนาคาร ปรับลดวงเงินการโอนผ่านโมบายแบงก์กิ้ง หรือเปลี่ยนบัญชีทรัพย์สินหลักให้เป็นบัญชีร่วมเพื่อความปลอดภัย

สังเกตด้วยความเข้าใจ ไม่ใช่การจับผิด

...

การที่ผู้สูงอายุเชื่อคนนอกมากกว่าคนในบ้านในภาวะสมองเสื่อมถอย ไม่ได้เกิดจากความไม่รักลูกหลาน แต่เป็นข้อจำกัดทางร่างกายที่สมองไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ การเฝ้าสังเกตพฤติกรรมด้วยความเข้าใจและใช้หลักการแพทย์เข้ามาช่วยบริหารจัดการ จะเป็นแนวทางที่ดีที่สุดในการปกป้องทั้งสุขภาพและทรัพย์สินของคนที่คุณรัก