ไขปมจิตวิทยา ทำไมผู้สูงอายุเชื่อคนอื่นมากกว่าลูกหลาน จนเกิดอุทาหรณ์แอบกินอาหารเสริมจนมะเร็งลุกลาม พร้อมแนะแนวทางรับมือปรับความเข้าใจในครอบครัวอย่างได้ผลก่อนสายเกินไป
ถอดอุทาหรณ์สะเทือนใจ พ่อแม่เชื่อคนนอกมากกว่าลูกหลาน ทำป่วยหนัก-อาการทรุดกว่าเดิม
กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์และอุทาหรณ์เตือนใจคนในสังคมอย่างมาก เมื่อผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งได้ออกมาโพสต์ระบายความอัดอั้นตันใจ ประสบกับปัญหายอดฮิตที่หลายครอบครัวกำลังเผชิญ นั่นคือ "ผู้สูงอายุเชื่อคนอื่นมากกว่าลูกหลาน"
โดยเรื่องราวระบุว่า พ่อของผู้โพสต์กำลังเข้ารับการรักษา "มะเร็งต่อมน้ำเหลืองในกระเพาะอาหาร" ที่โรงพยาบาล ซึ่งการรักษาดำเนินไปด้วยดีจนเดินทางมาถึงครึ่งทางแล้ว (ทำคีโมและยามุ่งเป้าไป 5 จาก 8 ครั้ง) แพทย์เจ้าของไข้ยืนยันว่าร่างกายตอบสนองต่อยาดีมาก แต่ผลการตรวจภาพถ่ายคอมพิวเตอร์ (CT scan) ล่าสุดกลับสร้างความตกใจให้กับครอบครัว เมื่อพบว่าก้อนเนื้อมะเร็งที่ใหญ่ที่สุดกลับโตขึ้น พร้อมมีอาการตับอ่อนอักเสบเฉียบพลันแทรกซ้อน มีอาการอาเจียนและปวดท้อง จนแพทย์ต้องสั่งระงับการรักษามะเร็งไว้ชั่วคราว
...
เมื่อสืบค้นความจริงจึงพบว่า ผู้ป่วยแอบซื้ออาหารเสริม 3 ชนิดมากินตามคำแนะนำของ "ผู้หวังดี" นานกว่า 2 เดือน โดยไม่บอกลูกหลานและไม่ปรึกษาแพทย์เพราะกลัวโดนห้าม ผลลัพธ์คือครอบครัวต้องแบกรับทั้งความเสี่ยงที่มะเร็งจะลุกลามในช่วงที่ต้องหยุดยาหลัก ภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาอาการแทรกซ้อนที่เพิ่มขึ้น โดยที่คนแนะนำไม่ต้องมาร่วมรับผิดชอบใดๆ
อย่างไรก็ตาม ปัญหาผู้สูงอายุหลงเชื่อโฆษณาชวนเชื่อหรือคำแนะนำจากบุคคลภายนอก ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก จากสถิติของศูนย์รับเรื่องร้องเรียนในประเทศไทย พบว่าคดีความและข้อร้องเรียนเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน (ไม่มี อย.) หรือโฆษณาเกินจริง มีสัดส่วนผู้เสียหายเป็นกลุ่มผู้สูงอายุสูงถึงร้อยละ 60-70 เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีเวลาว่างในการเสพสื่อและมีกำลังซื้อสูง แต่มักขาดการตรวจสอบข้อมูลที่ถูกต้อง
ไขปมจิตวิทยา ทำไมผู้สูงอายุถึงเชื่อคนอื่นมากกว่าลูกหลาน?
คำถามที่สร้างความคาใจให้ลูกหลานมากที่สุดคือ "ทำไมคำเตือนของหมอที่เรียนมาหลายปี หรือคำพูดของลูกหลานที่ดูแลทุกวัน ถึงไม่มีน้ำหนักเท่าคำพูดของคนนอกหรือคลิป 1 นาทีในโซเชียล?" ในทางจิตวิทยาและพฤติกรรมศาสตร์ มีคำอธิบายในเรื่องนี้ไว้ 5 ประการ
1. คนนอกพูดคำหวาน คนในพูดคำจริงที่แทงใจ
ลูกหลานมักสื่อสารด้วยความหวังดีแต่ใช้คำพูดเชิงสั่งห้ามหรือประชดประชัน เช่น "ห้ามกินนะ" "บอกกี่ครั้งแล้วไม่จำ" ทำให้ผู้สูงอายุรู้สึกว่าตนเองกำลังถูกดุและลดคุณค่า ในทางกลับกัน มิจฉาชีพหรือคนนอกมักใช้เทคนิคการพูดจาอ่อนหวาน ยกยอ แสดงความห่วงใยอย่างสุดซึ้ง ซึ่งเติมเต็มความต้องการทางจิตวิทยาได้ดีกว่า
2. ความสัมพันธ์แบบลวงตา
การที่ผู้สูงอายุเปิดดูคลิปของอินฟลูเอนเซอร์ ดาวติ๊กต่อก หรือไลฟ์โค้ชคนเดิมซ้ำๆ ทุกวัน น้ำเสียงที่อ่อนหวาน การพูดจาจูงใจที่เป็นมิตร และการแสดงความห่วงใยผ่านหน้าจอ ทำให้เกิดความรู้สึกผูกพันเสมือนว่าคนในคลิปคือ "เพื่อนสนิท" หรือ "ญาติ" ต่างจากแพทย์ในโรงพยาบาลที่มักจะพูดด้วยภาษากฎหมายหรือวิชาการ มีเวลาตรวจจำกัด และมีท่าทีที่จริงจังจนดูเคร่งขรึม
3. ภาษาที่เข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน และการขาย "ปาฏิหาริย์"
เมื่อแพทย์อธิบายอาการป่วย มักจะพูดตามข้อเท็จจริง เช่น "โรคนี้ไม่หายขาด ต้องประคับประคอง ร่างกายอาจมีผลข้างเคียงจากคีโม" ซึ่งเป็นความจริงที่บั่นทอนจิตใจ ในทางกลับกัน อินฟลูเอนเซอร์หรือคนขายอาหารเสริมมักใช้คำพูดที่ตอบสนองความหวัง เช่น "กินตัวนี้แล้วเซลล์มะเร็งฝ่อ" "สูตรเด็ดล้างพิษตับ หายขาดไม่ต้องผ่าตัด" สมองส่วนอารมณ์ของผู้สูงอายุที่กำลังกลัวความตายจึงเลือกที่จะเชื่อสิ่งที่ฟังแล้วสบายใจมากกว่า
4. ปรากฏการณ์ห้องสะท้อนเสียง (Echo Chamber)
เมื่อผู้สูงอายุกดดูคลิปสุขภาพทางเลือกหรือคำคมไลฟ์โค้ชเพียงครั้งเดียว อัลกอริทึมของระบบจะส่งคลิปประเภทเดียวกันมาให้อีกนับร้อยนับพันคลิป ทำให้ผู้สูงอายุเกิดความเข้าใจผิดว่า "คนทั้งโลกก็พูดแบบนี้" ส่งผลให้เสียงเตือนของลูกหลานหรือหมอกลายเป็นเพียงเสียงส่วนน้อยที่ "ไม่รู้จริง" ในมุมมองของพวกเขา
5. การสูญเสียอำนาจและต้องการเป็นผู้เลือก
...
เมื่ออายุมากขึ้น บทบาทในบ้านลดลง ต้องพึ่งพาเงินและคนดูแลจากลูกหลาน การถูกสั่งห้ามกินนั่นห้ามนี่ ทำให้ผู้สูงอายุรู้สึกสูญเสียการควบคุมชีวิต การได้แอบซื้ออาหารเสริมกินเองตามคำแนะนำของอินฟลูเอนเซอร์ที่ตนนับถือ จึงเป็นพฤติกรรมที่แสดงออกลึกๆ ว่า "ฉันยังมีความสามารถในการเลือกและดูแลตัวเองได้" โดยไม่ต้องง้อใคร
ลูกหลานควรรับมืออย่างไร? เมื่อผู้ใหญ่ในบ้านไม่ฟังหมอแต่ฟังคนนอก
หากครอบครัวกำลังเผชิญปัญหานี้ การใช้อารมณ์ ทะเลาะเบาะแว้ง หรือการริบมือถือ จะยิ่งผลักให้ผู้สูงอายุต่อต้านและแอบทำหนักกว่าเดิม วิธีการแก้ไขที่ได้ผลลัพธ์ยั่งยืนควรปฏิบัติดังนี้
1. เปลี่ยนคำสั่งสอน เป็นการรับฟังอย่างเห็นอกเห็นใจ (Empathy)
ลดการใช้คำพูดเชิงประชดประชัน เช่น "เตือนแล้วไม่เคยฟัง" เปลี่ยนเป็นคำถามด้วยความเป็นห่วง เช่น "พ่อไปเจอข้อมูลนี้มาจากไหนเหรอครับ มันน่าสนใจนะ เดี๋ยวเราลองมาช่วยกันเช็กดูไหม" การแสดงตัวเป็นพวกเดียวกันจะช่วยลดกำแพงในใจลงได้
...
2. อย่าโจมตีตัวบุคคล แต่ให้ชวนตั้งคำถาม
หากลูกพูดว่า "คนในติ๊กต่อกเขาหลอกลวง อย่าไปเชื่อ!" พ่อแม่จะตั้งกำแพงปกป้องทันที เปลี่ยนเป็นแสดงความสนใจร่วมกัน เช่น "คนนี้เขาพูดเก่งจังเลยนะแม่ แต่หนูเป็นห่วงเรื่องไตแม่จัง เดี๋ยวเราลองเอาชื่ออาหารเสริมตัวนี้ไปค้นในเว็บ อย. ดูเล่นๆ ไหมว่าปลอดภัยจริงหรือเปล่า"
3. ใช้กลยุทธ์ "หนามยอกเอาหนามบ่ง" (สู้ด้วยคอนเทนต์รูปแบบเดียวกัน)
ในเมื่อท่านชอบเสพสื่อวิดีโอสั้น ลูกหลานควรค้นหาคลิปวิดีโอสั้นของแพทย์ที่มีชื่อเสียง อินฟลูเอนเซอร์สายการแพทย์ที่น่าเชื่อถือ (เช่น หมอแล็บแพนด้า, คลิปสั้นจากโรงพยาบาลศิริราช/รามาธิบดี) ที่พูดเตือนเรื่องอันตรายของอาหารเสริมด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย แล้วส่งเข้าไปในกลุ่มไลน์ครอบครัวบ่อยๆ เพื่อให้อัลกอริทึมในมือถือของท่านเริ่มปรับเปลี่ยนทิศทาง
4. พาไปพบหมอพร้อมหลักฐาน และเตี๊ยมกับแพทย์ล่วงหน้า
ก่อนวันนัดตรวจโรค ให้ลูกหลานแอบถ่ายรูปหรือแคปหน้าจออาหารเสริมที่พ่อแม่แอบกิน ส่งให้พยาบาลหรือแจ้งแพทย์เจ้าของไข้ล่วงหน้า เพื่อให้แพทย์เป็นผู้เปิดประเด็นสอบถามและตักเตือนโดยตรง เพราะคำพูดจากปากแพทย์ผู้รักษาในโรงพยาบาลที่มีผลตรวจเลือดและผล CT scan ยืนยัน จะมีน้ำหนักเชิงประจักษ์ที่ทำให้ผู้ป่วยตระหนักถึงอันตรายได้ดีที่สุด
5. บริหารจัดการช่องทางการเงินอย่างแนบเนียน
ปรับลดวงเงินการโอนเงินผ่านแอปพลิเคชันธนาคารในมือถือของผู้สูงอายุให้เหลือจำนวนน้อยต่อวัน หรือเปลี่ยนบัญชีเงินเก็บหลักให้เป็นบัญชีร่วมที่ต้องมีลายเซ็นของลูกหลานร่วมด้วย เพื่อป้องกันการโอนเงินจำนวนมากไปซื้อสินค้าโฆษณาชวนเชื่อหรือคอร์สไลฟ์โค้ชราคาแพง
เติมเต็มความใส่ใจ ลดช่องว่างที่คนนอกจะแทรกซึม
...
ปัญหาผู้สูงอายุเชื่อคนนอกมากกว่าคนในบ้าน สะท้อนให้เห็นว่าพวกท่านอาจกำลังขาด "พื้นที่ปลอดภัยและการยอมรับ" ในครอบครัว การสละเวลามานั่งฟังท่านเล่าเรื่องคลิปในติ๊กต่อก พูดคุยด้วยท่าทีที่อบอุ่นไม่ประชดประชัน และพาไปทำกิจกรรมร่วมกัน จะช่วยลดความเหงาและความโดดเดี่ยวทางสังคม ซึ่งเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดไม่ให้มิจฉาชีพหรืออินฟลูเอนเซอร์ไร้จรรยาบรรณเข้ามาแทรกแซงชีวิตและสุขภาพของคนที่คุณรักได้