สร้างตำนานโด่งดังในฐานะต้นแบบของโคมไฟโลกที่มีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใคร สำหรับ “Anglepoise lamp” โคมไฟสุดคลาสสิก ที่รังสรรค์ขึ้นจากฝีมือดีไซเนอร์บรมครูของอังกฤษ “จอร์จ คาร์วาร์ดีน” นักออกแบบรถยนต์ ที่ปลีกเวลาว่างมาดีไซน์โคมไฟเล่นๆ แต่กลับโด่งดังเปรี้ยงปร้าง เบื้องหลังการสร้างสรรค์โคมไฟแสนมหัศจรรย์ เกิดขึ้นโดยบังเอิญระหว่างที่ดีไซเนอร์มือฉมังกำลังคิดคอนเซปต์ใหม่ของการวางระบบกันสะเทือนรถยนต์ และได้คิดค้นกลไกแมคคานิกขึ้นใหม่ ซึ่งภายหลังนำมาดัดแปลงเพื่อทำโคมไฟหน้าตาล้ำเทรนด์ เสมือนมีแขนขายืดเหยียดไปไกล และสามารถปรับเปลี่ยนองศาการใช้งานได้รอบทิศ เขาจดสิทธิบัตรผลงานการประดิษฐ์ชิ้นสำคัญ และเริ่มผลิตโคมไฟในฝันเป็นรูปเป็นร่างขึ้นในปี 1932 ในนามของบริษัทคาร์ดีน แอคเซสเซอรี่ส์ โคมไฟของเขาได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว จนต้องหาพันธมิตรใหม่ “เทอร์รี่ สปริง คอมปานี” มาช่วยขยายกำลังการผลิตและวางแผนการตลาดจนโด่งดังทั่วโลก จากนั้นก็มีการพัฒนารูปแบบและหน้าตาของโคมไฟมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีดีไซเนอร์รุ่นใหม่ๆ เข้ามาร่วมแจมไอเดีย โคมไฟสัญชาติอังกฤษที่มีประวัติยาวนานกว่า 85 ปี ได้รับความไว้วางใจจากเหล่าคนดังแถวหน้าของโลก ไม่ว่าจะเป็น สมเด็จพระบรม ราชินีเอลิซาเบธที่สอง แห่งสหราชอาณาจักร, จิตรกรระดับโลก “พาโบล ปิกัซโซ่” หรือแม้แต่โต๊ะทำงานของสายลับ 007 “เจมส์ บอนด์” ก็มีโคมไฟในตำนานตั้งอยู่ เนื่องจากโคมไฟ “Anglepoise lamp” เป็นสัญลักษณ์การปฏิรูปวงการดีไซน์ จึงได้รับคัดเลือกจากไปรษณีย์อังกฤษให้เป็น 1 ใน 50 งานออกแบบยอดเยี่ยม และนำมาจัดทำเป็นแสตมป์ที่ระลึกร่วมกับผลงานดีไซน์ชิ้นเอกของเมืองผู้ดี เช่น รถมินิ, รสบัสลอนดอน, ตู้โทรศัพท์ K2, แผนที่รถไฟใต้ดิน และเครื่องบินคองคอร์ด ด้วยความยิ่งใหญ่และเป็นตำนานของโคมไฟ ANGLE POISE® ทำให้พิพิธภัณฑ์ออกแบบแห่งลอนดอนอุทิศพื้นที่ส่วนหนึ่งสำหรับจัดนิทรรศการถาวร สำหรับแฟนๆเมืองไทยไม่ต้องบินไกลถึงอังกฤษ เพราะค่าย MOTIF GROUP ได้เปิดป๊อปอัพสเปซ MOTIF PRESENTS ANGLE POISE® ภายใต้คอนเซปต์ “AN ICONIC BRITISH BRAND” บนพื้นที่ขนาด 40 ตารางเมตร บริเวณชั้น 2 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี ตั้งแต่วันนี้ ถึงสิ้นเดือน พ.ค.2560 เพื่อบอกเล่าประวัติความเป็นมาของโคมไฟในตำนาน พร้อมจัดแสดงวิวัฒนาการสุดล้ำของโคมไฟเจ้าเสน่ห์ ไล่ตั้งแต่รุ่นดังอย่าง Giant 1227™ และ Type 75™ ไปจนถึงรุ่นล่าสุดที่ออกแบบเป็นพิเศษโดย “พอล สมิธ” คนรักงานดีไซน์ไม่ควรพลาดจริงๆ.