เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านแห่งหนึ่งของ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน กลายเป็นประเด็นที่สร้างความตกตะลึงในสังคม เมื่อความฝันเกี่ยวกับการถูกทำของ-ทำคุณไสยมนต์ดำ ถูกนำไปเชื่อมโยงกับการกล่าวหาครอบครัวหนึ่ง จนเกิดกระแสเรียกร้องให้ขับไล่เครือญาติ 7 ครอบครัว กว่า 40 ชีวิตออกจากหมู่บ้าน ทั้งที่บรรพบุรุษอาศัยอยู่ในชุมชนมาอย่างยาวนาน
เหตุการณ์นี้ไม่เพียงสะท้อนถึงอิทธิพลของความเชื่อไสยศาสตร์ที่หยั่งรากลึกในชุมชนท้องถิ่น แต่ยังชวนตั้งคำถามว่า เหตุใดความฝันซึ่งเป็นประสบการณ์ส่วนบุคคล จึงสามารถสร้างความหวาดกลัวและส่งผลต่อการตัดสินใจของคนจำนวนมากได้
แม้ว่าล่าสุด (8 ต.ค.) นายอำเภอสบเมย-ตำรวจ จะนำชาวบ้านชุมชนบ้านห้วยเหี๊ยะ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน เจรจาจับมือและดื่มน้ำสาบาน เพื่อยุติความขัดแย้งจากเหตุความฝันไสยศาสตร์เรียบร้อยแล้ว โดยให้อยู่อาศัยร่วมกันตามเดิม ไทยรัฐออนไลน์ ชวนไขเบื้องหลัง 4 ปรากฏการณ์ทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยา ที่อาจอธิบายว่าเหตุใดความฝันเรื่องลี้ลับถึงสร้างความหวาดกลัวให้คนหมู่มากได้
ย้อนเหตุการณ์ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน จากความฝันสู่ข้อกล่าวหาเรื่องคุณไสย
วันที่ 6 ตุลาคม 2569 ชายหนุ่มจากบ้านห้วยเหี๊ยะ ต.ป่าโปง อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน เข้าร้องขอความช่วยเหลือจากเพจสายไหมต้องรอด โดยระบุว่า ครอบครัวและเครือญาติกว่า 40 คน รวม 7 ครอบครัว กำลังถูกกดดันให้ย้ายออกจากหมู่บ้าน ทั้งที่เป็นตระกูลเก่าแก่ตั้งรกรากมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่า พร้อมกล่าวอ้างว่ามีการข่มขู่จนสมาชิกในครอบครัวหวาดกลัวต่อความปลอดภัย
เหตุการณ์เริ่มต้นจากวัยรุ่นรายหนึ่งในหมู่บ้าน อายุไม่เกิน 20 ปี ซึ่งมีอาการเจ็บป่วยเรื้อรัง ก่อนบอกกับพ่อแม่ว่า ตนฝันเห็นปู่ย่าและน้าสาวคนสุดท้องของครอบครัวผู้เสียหายใช้มนต์ดำทำร้าย จึงเชื่อว่าทั้งสามคนอยู่เบื้องหลังอาการป่วยของตน รวมถึงความเจ็บป่วยที่ไม่ทราบสาเหตุของชาวบ้านรายอื่นด้วย
เมื่อเรื่องเล่านี้แพร่ออกไป ชาวบ้านจำนวนหนึ่งเกิดความหวาดระแวงและนำเรื่องร้องเรียนต่อผู้ใหญ่บ้าน ก่อนรวมตัวกันปิดล้อมบ้านเพื่อกดดันครอบครัวที่ถูกกล่าวหา กระทั่งผู้ใหญ่บ้านมีคำสั่งให้ลูกหลานที่ย้ายไปตั้งถิ่นฐานในหมู่บ้านอื่น กลับมาอาศัยรวมกันที่บ้านของปู่ย่าในหมู่บ้านต้นเหตุ เพื่อจำกัดพื้นที่การอยู่อาศัย
ต่อมาวันที่ 7 ตุลาคม 2569 นายคำผัน โมกไธสง นายอำเภอสบเมย ยืนยันว่า ไม่สามารถนำความฝันหรือความเชื่อส่วนบุคคลมาใช้กล่าวหาหรือขับไล่ผู้อื่นออกจากหมู่บ้านได้ พร้อมสั่งการให้ฝ่ายปกครองและตำรวจดูแลความปลอดภัยของผู้ได้รับผลกระทบ
1. เปิดวิทยาศาสตร์ของความฝัน ทำไมสมองจึงสร้างเรื่องราวที่ดูเหมือนจริง
หลายคนอาจเคยฝันว่าถูกไล่ล่า ถูกทำร้าย หรือพบเหตุการณ์ประหลาดที่ไม่เคยเกิดขึ้นจริง แต่กลับรู้สึกหวาดกลัวแม้ตื่นนอนแล้ว ในทางประสาทวิทยา ความฝันเกี่ยวข้องกับการทำงานของสมองระหว่างนอนหลับ โดยเฉพาะช่วง REM Sleep ซึ่งมักเกิดความฝันที่มีภาพและอารมณ์ชัดเจน
ระหว่างช่วง REM สมองส่วนอะมิกดะลา (Amygdala) ที่เกี่ยวข้องกับการประมวลผลอารมณ์และความกลัวมีการทำงานสูง ขณะที่สมองส่วนหน้าบางบริเวณซึ่งช่วยคิดวิเคราะห์และตรวจสอบเหตุผลทำงานลดลง ประกอบกับสมองอาจนำความทรงจำ ความเครียด และประสบการณ์ในชีวิตประจำวันมาสร้างเป็นเรื่องราว จึงทำให้ความฝันดูสมจริงแม้มีเหตุการณ์ที่ไม่สมเหตุสมผล
วิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถอธิบายได้ทั้งหมดว่าเหตุใดมนุษย์จึงฝันถึงบุคคลหรือเหตุการณ์ใดโดยเฉพาะ ดังนั้น การฝันเห็นคนรู้จักทำร้ายตนเองหรือทำคุณไสย จึงไม่ใช่หลักฐานยืนยันว่าบุคคลนั้นกระทำจริง เพราะความฝันเป็นประสบการณ์ที่เกิดขึ้นภายในสมอง ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้ในโลกความเป็นจริง
2. อิทธิพลของอุปาทานหมู่ เมื่อความกลัวอาจทำให้ร่างกายป่วยจริง
ความกลัวไม่ได้ส่งผลต่อจิตใจเท่านั้น แต่ยังอาจกระตุ้นอาการทางร่างกายได้ด้วย ในทางการแพทย์มีปรากฏการณ์ที่เรียกว่า โนซีโบ เอฟเฟกต์ (Nocebo Effect) หรือผลจากความคาดหวังเชิงลบ เมื่อบุคคลเชื่อว่าตนเองกำลังเผชิญอันตราย ความเครียดและความวิตกกังวลอาจทำให้เกิดอาการใจสั่น เวียนศีรษะ คลื่นไส้ หรือหายใจถี่ได้จริง
อีกปรากฏการณ์หนึ่งคือ อุปทานหมู่ (Mass Psychogenic Illness) หรือการเจ็บป่วยที่มีปัจจัยทางจิตใจร่วมกันในกลุ่มคน ซึ่งอาจเกิดขึ้นเมื่อคนจำนวนหนึ่งเผชิญความเครียดหรือรับรู้ภัยคุกคามร่วมกัน เช่น ข่าวลือเรื่องสารพิษในอาคารที่ทำให้หลายคนเกิดอาการเวียนศีรษะหรือคลื่นไส้คล้ายกัน โดยไม่ได้หมายความว่าพวกเขาแกล้งป่วย
3. การหาแพะรับบาป ทำไมเมื่อเกิดเรื่องร้ายจึงต้องมีคนรับผิด
เมื่อมนุษย์เผชิญเหตุการณ์ที่ไม่สามารถอธิบายได้ เช่น การเจ็บป่วยโดยไม่ทราบสาเหตุหรือความสูญเสีย มักเกิดความพยายามค้นหาว่าใครเป็นต้นเหตุ พฤติกรรมนี้อาจเกี่ยวข้องกับ การหาแพะรับบาป (Scapegoating) ในทางจิตวิทยา ซึ่งเป็นการโยนความผิดให้บุคคลหรือกลุ่มคนใดกลุ่มหนึ่ง แม้จะไม่มีหลักฐานเพียงพอ
การหาแพะรับบาปอาจเกิดจากความต้องการหาคำอธิบายและควบคุมสถานการณ์ โดยเฉพาะเมื่อเผชิญความไม่แน่นอน เช่น หากมีคนเจ็บป่วยโดยไม่ทราบสาเหตุ บางคนอาจเชื่อมโยงอาการดังกล่าวเข้ากับบุคคลที่ตนสงสัยว่าทำคุณไสย เพราะการระบุตัวผู้กระทำทำให้รู้สึกว่าปัญหามีต้นเหตุที่ชัดเจน
นอกจากนี้ อคติยืนยันความเชื่อเดิม (Confirmation Bias) ซึ่งทำให้คนเลือกสนใจข้อมูลที่สนับสนุนสิ่งที่ตนเชื่อ และมองข้ามข้อมูลที่ขัดแย้ง เช่น เมื่อปักใจเชื่อว่าใครทำคุณไสย ก็อาจนำเหตุการณ์ร้ายอื่นๆ มาเชื่อมโยงกับบุคคลนั้นซ้ำๆ จนข้อสงสัยค่อยๆ กลายเป็นความเชื่อที่ฝังแน่น แม้ไม่มีหลักฐานพิสูจน์ก็ตาม
4. จิตวิทยาคล้อยตามคนหมู่มาก ทำไมบางคนจึงไม่กล้าคัดค้าน
เหตุใดความเชื่อของคนเพียงคนเดียวจึงอาจขยายตัวจนกลายเป็นแรงกดดันจากคนจำนวนมาก? ปรากฏการณ์นี้อาจอธิบายได้ด้วย การคล้อยตามกลุ่ม (Group Conformity) ซึ่งหมายถึงการปรับความคิดเห็นหรือพฤติกรรมของตนเองให้สอดคล้องกับคนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะในสังคมที่ผู้คนมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกัน
เมื่อคนส่วนใหญ่แสดงความเชื่อไปในทิศทางเดียวกัน ผู้ที่คิดเห็นต่างอาจไม่กล้าคัดค้าน เพราะกลัวความขัดแย้งหรือการถูกกีดกันออกจากกลุ่ม บางคนจึงเลือกทำตามทั้งที่ไม่ได้เห็นด้วย ขณะที่บางคนอาจค่อยๆ ยอมรับความเชื่อนั้นเป็นของตนเอง ส่งผลให้ความคิดเห็นของคนส่วนใหญ่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของชุมชน
เมื่อความเชื่อกลายเป็นเครื่องมือตัดสินผู้อื่น เส้นแบ่งที่สังคมไม่ควรมองข้าม
ความเชื่อเรื่องสิ่งเหนือธรรมชาติหรือคุณไสยเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมในหลายชุมชน ซึ่งแต่ละคนมีสิทธิยึดถือความเชื่อของตนเอง แต่ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อความเชื่อนั้นถูกนำมาใช้กล่าวหา คุกคาม หรือสร้างความเดือดร้อนแก่ผู้อื่นโดยไม่มีหลักฐานที่ตรวจสอบได้
เหตุการณ์ที่ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน จึงเป็นกรณีศึกษาที่สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างความเชื่อ ความกลัว และพฤติกรรมของมนุษย์ เพราะเมื่อเรื่องราวที่พิสูจน์ไม่ได้ถูกยอมรับเป็นข้อเท็จจริง ผลกระทบอาจลุกลามจากความหวาดระแวงไปสู่การละเมิดสิทธิและความปลอดภัยของผู้อื่น
แม้วิทยาศาสตร์จะยังไม่สามารถอธิบายความฝันได้ทุกแง่มุม แต่สิ่งที่ยืนยันได้คือ ความฝันไม่ใช่หลักฐานในการตัดสินความผิด และความเชื่อของคนส่วนใหญ่ก็ไม่อาจใช้แทนข้อเท็จจริงได้
ท้ายที่สุด คำถามสำคัญจากเหตุการณ์นี้อาจไม่ใช่ว่าใครฝันเห็นอะไร แต่คือเราควรปล่อยให้ความฝันของคนคนหนึ่ง มีอำนาจกำหนดชะตาชีวิตของคนอีกกว่า 40 คนจริงๆ หรือ?


