หนุ่มสบเมยร้องความเป็นธรรม อ้างถูกชาวบ้านฮือไล่ยกตระกูล หลังเด็กป่วยเรื้อรังฝันว่าโดนทำคุณไสยใส่ ขู่ไม่ย้ายออกจะจัดการยกตระกูล
วันที่ 6 ตุลาคม 2569 มีรายงานว่า เกิดเหตุสุดพิศวงในพื้นที่ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน เมื่อหนุ่มลูกหลานตระกูลเก่าแก่ ที่ตั้งรกรากมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่า ต้องเดินทางเข้ามาร้องเรียนขอความช่วยเหลือจากเพจ “สายไหมต้องรอด” หลังครอบครัวและเครือญาติรวมกว่า 40 ชีวิต กำลังตกอยู่ในความหวาดกลัวอย่างหนัก ถึงขั้นต้องทิ้งบ้านเรือนออกมาอยู่ข้างนอก เนื่องจากถูกคนในหมู่บ้านรวมตัวกันขับไล่ออกนอกพื้นที่ โดยมีชนวนเหตุมาจาก “ความฝัน” ของคนในหมู่บ้านเพียงคนเดียว
จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อเด็กวัยรุ่นอายุไม่เกิน 20 ปีในหมู่บ้านเกิดอาการป่วยเรื้อรังติดต่อกัน จากนั้นได้ไปบอกกับพ่อแม่ว่า “ฝันเห็นปู่ย่าและน้าสาวคนสุดท้องของครอบครัวผู้เสียหาย ทำคุณไสยมนต์ดำใส่” จนเป็นเหตุให้ตนเองเจ็บป่วย และอ้างว่าอาการป่วยปริศนาของคนอื่น ๆ ในหมู่บ้านก็เกิดจากปู่ย่าและน้าสาวเช่นกัน
เรื่องดังกล่าวแพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็ว จนชาวบ้านเกิดความหวาดกลัวและปักใจเชื่ออย่างหนัก นำเรื่องเข้าปรึกษาผู้ใหญ่บ้าน ก่อนจะพากันฮือมารวมตัวล้อมบ้านและกดดันผู้เสียหาย ผู้ใหญ่บ้านจึงแก้ปัญหาด้วยการสั่งให้ลูกหลานของตระกูลนี้ ซึ่งแยกย้ายกันไปตั้งรกรากอยู่ต่างหมู่บ้าน ย้ายกลับมารวมกันอยู่ที่บ้านของปู่ย่าในหมู่บ้านเกิดเหตุเพื่อจำกัดพื้นที่
เดิมทีกลุ่มชาวบ้านและผู้นำชุมชนเจรจาจะให้มีการ “ดื่มน้ำสาบาน” และขับไล่เฉพาะ 2 ครอบครัว คือ ครอบครัวปู่ย่า และครอบครัวของน้าสาวคนสุดท้อง แต่เรื่องกลับยิ่งบานปลายเมื่อมีการพูดคุยเพิ่มเติม กลุ่มชาวบ้านยกระดับมาตรการความกดดัน เปลี่ยนใจเป็น “ขับไล่ไม่ให้อยู่ในหมู่บ้านทั้งตระกูล” ซึ่งมีลูกหลานรวม 6 คน 7 ครอบครัว ทั้งที่ตระกูลนี้อยู่อาศัยและทำมาหากินในพื้นที่มาตั้งแต่บรรพบุรุษ
นอกจากนี้ มีการอ้างว่า กลุ่มชาวบ้านได้เอ่ยปากยื่นคำขาด ขู่ขีดเส้นตายภายในวันที่ 10 ของเดือนนี้ หากครอบครัวผู้เสียหายไม่ยอมย้ายออกไป “จะฆ่าให้ตายยกครอบครัว”
เมื่อรู้สึกถึงความไม่เป็นธรรมและความไม่ปลอดภัย หนุ่มผู้เสียหายจึงเดินทางไปแจ้งความร้องทุกข์ที่ สภ.กองก๋อย อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน พร้อมประสานไปยังศูนย์ดำรงธรรม เพื่อขอความยุติธรรมและคุ้มครองความปลอดภัย
ทางเจ้าหน้าที่ได้ลงพื้นที่เข้าเจรจาไกล่เกลี่ยกับกลุ่มชาวบ้านและผู้ใหญ่บ้าน ตั้งแต่เวลา 09.00 น. ถึง 19.00 น. รวมเวลากว่า 10 ชั่วโมงเต็ม โดยผลเจรจามีดังนี้
1. กำหนดเส้นทางวันที่ 10 ตุลาคมนี้ ให้ปู่ย่าและน้าสาว (รวม 2 ครอบครัว) ดื่มน้ำสาบาน และเมื่อดื่มเสร็จแล้ว ต้องเก็บข้าวของออกจากบ้านทันที โดยห้ามกลับเข้ามาในหมู่บ้านอีกเด็ดขาด
2. รื้อถอนบ้าน: กำหนดให้มีการรื้อถอนตัวบ้านของผู้เสียหายออกไป
3. บังคับยินยอม: มีผู้ยินยอมจำใจต้องออกจากหมู่บ้านในเบื้องต้น 4 คน (ปู่ย่า และ น้าสาว)
4. ตัดขาดความสัมพันธ์: ให้ทั้งสองฝ่ายยินยอมไม่ยุ่งเกี่ยวกันอีก
แม้จะมีการทำข้อตกลงดังกล่าว แต่สถานการณ์ในพื้นที่ยังคงตึงเครียด กลุ่มชาวบ้านยังคงแสดงท่าทีคุกคาม และครอบครัวผู้เสียหายเกรงว่าจะไม่ได้รับความปลอดภัยจริงตามที่ถูกขู่ฆ่ายกครัว จนกระทั่งปัจจุบัน สมาชิกในครอบครัวไม่สามารถกลับเข้าอาศัยในบ้านของตัวเองได้ ต้องพากันอพยพหลบหนีมาอาศัยอยู่ข้างนอกหมู่บ้านด้วยความยากลำบากและหวาดระแวง
ด้วยเหตุนี้ หนุ่มผู้เสียหายจึงตัดสินใจเดินทางเข้ามาร้องเรียนต่อ เพจสายไหมต้องรอด เพื่อขอให้เป็นสื่อกลางในการประสานงานกับหน่วยงานระดับประเทศ รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูง เข้ามาช่วยเหลือคุ้มครองความปลอดภัย และคืนความยุติธรรมให้กับครอบครัว เนื่องจากมองว่าการถูกขับไล่และขู่ฆ่าเพียงเพราะ “ความฝัน” เป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผลและละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง
นายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด กล่าวว่า เหตุการณ์นี้เป็นการใช้กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย ผู้เสียหายถูกขับไล่ ถูกขู่จะฆ่าให้ตาย ถ้าไม่ย้ายออกไปจากหมู่บ้าน วันที่ 10 ตุลาคม นี้ เพราะความฝัน แม้ผู้เสียหายจะไปแจ้งตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็แก้ไขไม่ได้ เป็นไปได้ถึงขนาดนี้แล้วหรือเมืองไทย หลังรับเรื่องร้องเรียนตนประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจพื้นที่แจ้งความแล้วว่าจะเรียกผู้เกี่ยวข้องเข้ามาพูดคุยและทำให้ถูกต้องตามกฎหมาย.


