หากพูดถึง “สวนสยาม” หรือ สยามอะเมซิ่งพาร์ค (Siam Amazing Park) ทะเลเทียมที่ใหญ่ที่สุดในโลกและสวนสนุกคู่คนไทย เชื่อว่าหลายคนต้องนึกถึงชื่อของ “ไชยวัฒน์ เหลืองอมรเลิศ” เจ้าของและผู้ก่อตั้ง ชายผู้เป็นตำนานแห่งการต่อสู้ชีวิต
จากเด็กชายที่เติบโตมาในครอบครัวยากจน เคยทำงานเป็นกระเป๋ารถเมล์ สู่การเป็นนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ระดับพันล้าน และยอมแลกทุกอย่างเพื่อสร้างสวนสนุกให้คนไทยได้พักผ่อน ชีวิตของมหาเศรษฐีท่านนี้เต็มไปด้วยหยาดเหงื่อ คราบน้ำตา และความไม่ยอมแพ้
ไทยรัฐออนไลน์ พามาเปิดประวัติเส้นทางชีวิต “ดร.ไชยวัฒน์ เหลืองอมรเลิศ” จากกระเป๋ารถเมล์ สู่ผู้สร้างอาณาจักรสวนสยาม สวนสนุกแห่งความสุขของคนไทยที่ยาวนานมากว่า 46 ปี
วัยเด็กที่ยากลำบากของ “เด็กชายโอ๊ย”
ดร.ไชยวัฒน์ เหลืองอมรเลิศ เกิดในครอบครัวคนจีนที่ตั้งรกรากในตลาดบางเขน มีชื่อเล่นในวัยเด็กว่า “เด็กชายโอ๊ย”
ด้วยความที่เป็นครอบครัวใหญ่และมีญาติอาศัยอยู่รวมกันมาก ทำให้รายรับไม่พอกับรายจ่าย ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ครอบครัวต้องอพยพไปอยู่จังหวัดปทุมธานี เขาในวัยเด็กต้องรับจ้างเก็บไข่ เลี้ยงวัว เลี้ยงควาย จับปลา เพื่อแลกอาหาร
แม้จะอยากเรียนหนังสือเหมือนเพื่อนรุ่นเดียวกัน แต่ด้วยความยากจนและสถานการณ์บังคับ ทำให้ต้องลัดคิวจบ ป.4 หลังจากนั้นได้เข้าเรียนต่อ ม.1 แต่สุดท้ายก็ต้องลาออกกลางคันเพื่อมาช่วยครอบครัวทำงานค้าขายหาเงิน
บทเรียนชีวิตจากอาชีพ “กระเป๋ารถเมล์”
เมื่ออายุ 14-15 ปี ไชยวัฒน์ตัดสินใจออกไปทำมาหากินนอกบ้าน เขาเริ่มต้นจากการไปสมัครเป็น “กระเป๋ารถเมล์” เส้นทางวงเวียน 22 - อุดรธานี ซึ่งเป็นเส้นทางที่อันตรายและเหน็ดเหนื่อย ต้องเผชิญทั้งฝุ่นตลอดทางและค้างคืนต่างจังหวัด อีกทั้งยังต้องคอยแก่งแย่งผู้โดยสารกับคู่แข่งอยู่เสมอ
ประสบการณ์ที่ต้องต่อสู้ดิ้นรนนี้เอง ที่สอนให้เขารู้ซึ้งว่า “การจะเป็นอะไรสักอย่างต้องเป็นให้จริงจัง ต้องสู้ ถ้าไม่สู้ก็ไม่มีโอกาส”
จุดเปลี่ยนสู่เส้นทางเศรษฐีร้อยล้าน
หลังจากที่ครอบครัวขอร้องให้เลิกเป็นกระเป๋ารถเมล์เพราะความเป็นห่วง เขาได้ขอยืมเงินจากพี่เขยจำนวน 5,000 บาท เพื่อนำไปดาวน์รถกระบะรับจ้างโดยทำงานหนักตลอด 24 ชั่วโมง ขับรถตระเวนส่งปลา ส่งผัก และส่งหมู
ก่อนจะได้รับคำแนะนำให้หันมาทำธุรกิจขายพันธุ์ปลา และขยับขยายเข้าสู่วงการอสังหาริมทรัพย์ในเวลาต่อมา ธุรกิจหมู่บ้านจัดสรรภายใต้ชื่อ “อมรพันธุ์” และ “เธียรสวน” ประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลาย ทำให้เขาสามารถขยายธุรกิจไปยังบริษัทเงินทุนและรับเหมาก่อสร้าง ก้าวขึ้นมาเป็นนักธุรกิจแถวหน้าของเมืองไทย
การเดิมพันครั้งใหญ่เพื่อเนรมิต “สวนสยาม”
แม้จะร่ำรวยจากการทำหมู่บ้านจัดสรร แต่ไชยวัฒน์มีความฝันอยากสร้างสวนสนุกและสวนน้ำระดับโลกให้คนไทยได้พักผ่อน จึงตัดสินใจทุ่มทุนมหาศาลเพื่อสร้าง “สวนสยาม” ขึ้นมา
การบริหารงานสวนสยามนั้นไม่ง่าย เพราะต้องแบกรับต้นทุนค่าน้ำค่าไฟมหาศาล ในขณะที่เก็บค่าผ่านประตูเพียงไม่กี่บาท เมื่อต้องเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจและปัญหาอุทกภัยหลายครั้ง ทำให้ธุรกิจประสบภาวะขาดทุนอย่างหนักจนมีหนี้สินพอกพูนนับพันล้านบาท
ทว่า ดร.ไชยวัฒน์ เลือกที่จะยืนหยัดสู้ โดยไม่ยอมปลดพนักงานหรือปล่อยให้สวนสยามล้มละลาย เขาตัดสินใจทยอยขายอสังหาริมทรัพย์และบริษัทในเครือทั้งหมด เพื่อนำเงินมาประคองธุรกิจและชำระหนี้ โดยใช้เวลาต่อสู้กับภาระหนี้ก้อนนี้ยาวนานถึง 15 ปีจนฟื้นฟูได้สำเร็จ
จากรอยยิ้มสู่น้ำตา มหาอุทกภัยปี 2569
ในช่วงที่ผ่านมา การบริหารสวนสยามได้ถูกส่งไม้ต่อให้กับทายาทรุ่นที่ 2 ส่วนตัว ดร.ไชยวัฒน์ ในวัยกว่า 80 ปี ได้ผันตัวไปทุ่มเทดูแลโครงการ “บางกอกเวิลด์” ซึ่งเป็นส่วนต่อขยายที่เขาตั้งใจสร้างให้เป็นแลนด์มาร์คแห่งความภาคภูมิใจ
อย่างไรก็ตาม จากเหตุการณ์มหาอุทกภัยครั้งใหญ่ในปี 2569 ที่ส่งผลกระทบอย่างหนัก สร้างความเสียหายทางธุรกิจประเมินขั้นต่ำกว่า 500 ล้านบาท ทำให้ตำนานนักสู้ชีวิตคนนี้ต้องยอมยกธงขาว และประกาศขายกิจการสวนสนุกระดับตำนานในราคา 1 หมื่นล้านบาท ปิดฉากผู้สร้างอาณาจักรความสุขด้วยมือของตัวเอง
สิ่งที่ทำให้เขากังวลมากที่สุดไม่ใช่ผลกำไรที่หายไป แต่เป็นปากท้องของพนักงานที่อาจขาดรายได้ โดยเขาได้กล่าวให้กำลังใจทุกคนที่เผชิญวิกฤตน้ำท่วมว่า “รวยหรือจน วันนี้เราตั้งต้นใหม่เท่ากัน” นับเป็นทัศนคติของผู้นำที่สะท้อนถึงความแข็งแกร่งอย่างแท้จริง
เรื่องราวชีวิตของ ดร.ไชยวัฒน์ เหลืองอมรเลิศ สะท้อนให้เห็นถึงหัวใจของ “นักสู้” อย่างแท้จริง แม้จะเริ่มต้นจากความยากลำบากและต้องล้มลุกคลุกคลานนับครั้งไม่ถ้วน แต่ด้วยความขยัน อดทน และมุ่งมั่น ทำให้เขาสามารถสร้างประวัติศาสตร์และมอบความสุขให้กับคนไทยมาอย่างยาวนาน
ถึงแม้ในวันนี้จะต้องเผชิญวิกฤตจนต้องประกาศปิดตำนานสวนสยามลง แต่เรื่องราวของเขาจะยังคงเป็นที่จดจำในฐานะแบบอย่างของนักธุรกิจที่ไม่เคยยอมแพ้ต่อโชคชะตาตลอดไป
อ่านเพิ่มเติม