ข่าวการประกาศขาย “สวนสยาม” หรือ “สยามอะเมซิ่งพาร์ค” มูลค่า 1 หมื่นล้านบาท หลังเผชิญน้ำท่วมครั้งใหญ่ในปี 2569 กลายเป็นอีกหนึ่งข่าวที่ทำให้หลายคนอดใจหายไม่ได้ เพราะสำหรับคนไทยจำนวนไม่น้อย ที่นี่ไม่ได้เป็นเพียงสวนสนุก แต่เป็นสถานที่ซึ่งผูกอยู่กับความทรงจำในวัยเด็ก วันหยุดของครอบครัว ทัศนศึกษากับโรงเรียน และครั้งแรกของใครหลายคนกับการได้เห็น “ทะเล” กลางกรุงเทพฯ
สวนสยามเปิดให้บริการครั้งแรกตั้งแต่ปี 2523 จากวันแรกในชื่อที่คนไทยคุ้นหูว่า “สวนสยาม ทะเล-กรุงเทพฯ” ผ่านเวลามากกว่า 4 ทศวรรษ เติบโตจากสวนน้ำและสวนสนุกขนาดใหญ่ ไปสู่สถานที่ซึ่งมีทั้งเครื่องเล่นระดับโลก งานเทศกาล การแสดง และกิจกรรมมากมายที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นภาพจำของแต่ละยุคสมัย
ไทยรัฐออนไลน์ ชวนย้อนเปิดไทม์ไลน์ “สวนสยาม” จากจุดเริ่มต้นของ “โลกแห่งความสุข สนุกไม่รู้ลืม” ผ่านเหตุการณ์สำคัญตลอดหลายสิบปี จนกลายเป็นสวนสนุกแห่งความทรงจำของคนไทยหลายเจเนอเรชัน
จุดเริ่มต้น “สวนสยาม ทะเล-กรุงเทพฯ” ในปี พ.ศ. 2523
เรื่องราวของสวนสยามเริ่มต้นขึ้นในปี 2523 เมื่อมีการก่อตั้งบริษัท อมรพันธุ์นคร–สวนสยาม จำกัด เพื่อบริหาร “สวนสยาม” สวนน้ำและสวนสนุกขนาดใหญ่บนพื้นที่กว่า 300 ไร่ ก่อนเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการครั้งแรกเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2523
ชื่อที่ติดปากผู้คนในเวลาต่อมาคือ “สวนสยาม ทะเล-กรุงเทพฯ” พร้อมคำขวัญที่หลายคนยังคุ้นเคยว่า “โลกแห่งความสุข สนุกไม่รู้ลืม”
ผู้ก่อตั้งคือ ดร.ไชยวัฒน์ เหลืองอมรเลิศ นักธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งค่อยๆ พัฒนาพื้นที่แห่งนี้อย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นทั้งสถานที่พักผ่อน สวนน้ำ สวนสนุก สถานที่ทัศนศึกษาของนักเรียน ตลอดจนพื้นที่จัดกิจกรรมและงานสำคัญต่างๆ
ยุคแรกของสวนสยาม “จัดประกวดนางสาวไทย” ไม่ได้มีแค่สวนน้ำและเครื่องเล่น
เพียงไม่กี่ปีหลังเปิดให้บริการ สวนสยามเริ่มเพิ่มกิจกรรมและสถานที่ท่องเที่ยวรูปแบบใหม่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2525 มีการเปิดพิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้ง รวบรวมหุ่นบุคคลสำคัญและบุคคลที่มีชื่อเสียงของไทย ขณะที่ปี 2527 จัดงาน TOY WORLD EXPO’84 และในปี 2528 สวนสยามยังเคยเป็นสถานที่จัดประกวดนางสาวไทยอีกด้วย
ช่วงเวลาดังกล่าวจึงสะท้อนให้เห็นว่า สวนสยามไม่ได้วางตัวเป็นเพียงสถานที่สำหรับมาเล่นน้ำหรือเครื่องเล่นเท่านั้น แต่ยังกลายเป็นพื้นที่สำหรับมหกรรม งานแสดง และกิจกรรมขนาดใหญ่ที่หมุนเวียนเข้ามาสร้างประสบการณ์ใหม่ให้ผู้มาเยือนอยู่เสมอ
เมื่อ “สวนสยาม” กลายเป็นสถานที่จัดโชว์ระดับนานาชาติ
สวนสยามเริ่มมีทั้งเครื่องเล่นและการแสดงจากต่างประเทศเข้ามามากขึ้น ในปี 2530 เปิดเครื่องเล่น Indiana Log ก่อนที่ปี 2531 จะเปิด Super Spiral พร้อมเทศกาล Big Holiday’88 จากนั้นมีทั้งการแสดง Hot Ice จากอังกฤษ, American Circus, กายกรรมเส้าหลิน และการแสดงมายากลจากต่างประเทศ
ในปี 2534 สวนสยามจัด SIAM FESTIVAL’91 พร้อมฉลองครบรอบ 10 ปี ตามมาด้วยการแสดงหุ่นโคมไฟจื้อกงจากจีนในปี 2535 และอีกครั้งในปี 2536 รวมถึงการแสดง Hot Ice, King Kong และการเปิดอาคารไดโนโธเปียที่นำไดโนเสาร์แอนิเมชั่นจากเยอรมนีมาจัดแสดง
สำหรับเด็กในยุคนั้น การไปสวนสยามจึงอาจหมายถึงการได้เห็นสิ่งแปลกใหม่จากต่างประเทศ โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางออกนอกประเทศไทย
สวนสยามในยุค 90 กับภาพจำของงานใหญ่และความบันเทิง
ตลอดช่วงทศวรรษ 2530 สวนสยามยังคงจัดกิจกรรมขนาดใหญ่อย่างต่อเนื่อง ทั้งกายกรรมจีน เทศกาล Big Holiday การแสดง Hot Ice นิทรรศการเปาบุ้นจิ้น และ Cyber Magic
เมื่อเข้าสู่ปี 2543 ซึ่งเป็นวาระครบรอบ 20 ปี สวนสยามเปิดเทศกาล Big Holiday’2000 พร้อม Alaska Fantasy เมืองหิมะที่ใช้เทคโนโลยีจากญี่ปุ่นทำให้เกิดหิมะตกเสมือนจริง ก่อนจัดงานฉลองครบรอบ 20 ปีในเดือนพฤศจิกายนปีเดียวกัน
อีกหนึ่งเหตุการณ์ที่คนรักดนตรีอาจจดจำได้คือปี 2546 เมื่อสวนสยามร่วมจัด Heineken Fat Festival มหกรรมดนตรีที่มีศิลปินกว่า 200 วง และมีผู้ร่วมงานมากกว่า 50,000 คน จากพื้นที่ของเด็กและครอบครัว สวนสยามจึงค่อยๆ กลายเป็นพื้นที่ความบันเทิงที่เชื่อมโยงกับคนหลายวัย
ยุคเครื่องเล่นใหญ่ เติมความหวาดเสียวให้ “สวนสยาม”
ช่วงกลางทศวรรษ 2540 เป็นต้นมา สวนสยามเดินหน้าเพิ่มเครื่องเล่นและโซนใหม่หลายแห่ง ในปี 2548 เปิด Jurassic Adventure หรือ “ผจญภัยแดนไดโนเสาร์” ที่รวบรวมหุ่นไดโนเสาร์เคลื่อนไหว 60 ตัว ส่วนปี 2549 เปิด Big Double Shock
จุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้งเกิดขึ้นในปี 2550 เมื่อเปิด Vortex รถไฟเหาะตีลังกาเกลียวสว่าน พร้อมเครื่องเล่นอย่าง Boomerang, Si-Am Tower, Aladdin และ Giant Drop ทำให้ภาพของสวนสยามในยุคใหม่ไม่ได้มีเพียงสวนน้ำ แต่ยังมีเครื่องเล่นหวาดเสียวขนาดใหญ่เป็นแม่เหล็กดึงดูดนักท่องเที่ยว
สวนสยาม “ทะเล-กรุงเทพฯ” สู่สถิติทะเลเทียมที่ใหญ่ที่สุดในโลก
หนึ่งในหมุดหมายสำคัญที่สุดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2552 เมื่อ “ทะเล-กรุงเทพฯ” ได้รับการรับรองจาก Guinness World Records ให้เป็นทะเลเทียมที่ใหญ่ที่สุดในโลก จากทะเลเทียมกลางกรุงเทพฯ ที่เป็นจุดขายมาตั้งแต่ยุคแรก จึงกลายเป็นชื่อที่ได้รับการบันทึกในระดับโลกอย่างเป็นทางการ
หนึ่งปีต่อมาในปี 2553 สวนสยามฉลองครบรอบ 30 ปี พร้อมได้รับรางวัลดีเด่นประเภทแหล่งท่องเที่ยวนันทนาการเพื่อความบันเทิง จากรางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยครั้งที่ 8 และได้รับรางวัลในประเภทเดียวกันอีกครั้งในปี 2555 และ 2560
จาก “สวนสยาม” เปลี่ยนชื่อสู่ “สยามอะเมซิ่งพาร์ค”
หลังผ่านเวลาหลายทศวรรษ สวนสยามยังคงเพิ่มเครื่องเล่นและพื้นที่ใหม่ เช่น Take Off ในปี 2556, Ranger ในปี 2557, Break Dance ในปี 2559 และโซนสวนน้ำ Si-Am Lagoon ในปี 2560 ซึ่งออกแบบให้ครอบครัวสามารถสนุกด้วยกันได้ ภายใต้ชื่อ “สยามอะเมซิ่งพาร์ค” พื้นที่ถูกแบ่งออกเป็นโลกแห่งการผจญภัยหลายรูปแบบ ทั้ง Water World, Extreme World, Adventure World, Family World, Small World รวมถึง Bangkok World
ปี 2565 มีการเปิด Bangkok World บนพื้นที่ 70 ไร่บริเวณด้านหน้าสวนสนุก จำลองสถาปัตยกรรมและแลนด์มาร์กสำคัญของกรุงเทพฯ พร้อมพื้นที่จำหน่ายสินค้าจากวิสาหกิจชุมชนทั่วประเทศ และในปี 2568 ยังเปิด Ranger’s Pirate Lagoon สไลเดอร์ธีมโจรสลัดกลางทะเล-กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในพัฒนาการล่าสุดที่ปรากฏอยู่ในไทม์ไลน์ของสวนสยาม
สวนสนุกแห่ง “ความทรงจำ” ยาวนานกว่า 4 ทศวรรษ
หากมองย้อนกลับไปตั้งแต่วันที่สวนสยามเปิดให้บริการครั้งแรกเมื่อ 19 พฤศจิกายน 2523 จนถึงวันนี้ เรื่องราวของสถานที่แห่งนี้ไม่ได้มีเพียงประวัติของเครื่องเล่นหรือสวนน้ำที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ตามกาลเวลา แต่ในอีกด้านหนึ่ง มันคือประวัติของผู้คนที่เติบโตมาพร้อมกัน
บางคนรู้จักสวนสยามจากวันที่พ่อแม่พามาเที่ยว บางคนมาครั้งแรกพร้อมเพื่อนในวันทัศนศึกษา บางคนจำความรู้สึกตอนเห็นทะเล-กรุงเทพฯ ได้ หรือจำครั้งแรกที่รวบรวมความกล้าขึ้นรถไฟเหาะ ก่อนที่หลายปีต่อมาจะกลับมาอีกครั้งในฐานะพ่อแม่และพาลูกของตัวเองมายืนอยู่ในสถานที่เดียวกัน สถานที่แห่งนั้นก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำโดยไม่รู้ตัว
และนั่นอาจเป็นเหตุผลว่า ทำไมเมื่อมีข่าวความไม่แน่นอนเกี่ยวกับอนาคตของสวนสยามในวันนี้ จึงไม่ได้มีเพียงเรื่องของธุรกิจหรือสวนสนุกแห่งหนึ่งเท่านั้น แต่ยังสะเทือนไปถึงความทรงจำของคนไทยหลายรุ่น ที่ครั้งหนึ่งเคยมีช่วงเวลาแห่งความสุขอยู่ภายใต้คำว่า “สวนสยาม ทะเล-กรุงเทพฯ”
ข้อมูลจาก : Siam Amazing Park