การบริจาคเลือดเป็นหนึ่งในวิธีที่ช่วยต่อชีวิตให้กับผู้ป่วย แต่ไม่ใช่ทุกคนที่สามารถบริจาคได้ทันที เพราะนอกจากอายุ น้ำหนัก และสุขภาพในวันที่มาบริจาคแล้ว “โรคประจำตัว” และประวัติการเจ็บป่วย ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่เจ้าหน้าที่ต้องนำมาพิจารณา เพื่อความปลอดภัยทั้งของผู้ให้และผู้รับเลือด
หลายคนจึงสงสัยว่า โรคที่ห้ามบริจาคเลือดมีอะไรบ้าง เป็นโรคประจำตัวแล้วบริจาคได้หรือไม่ หรือหากรักษาหายแล้วต้องเว้นนานแค่ไหน มาดูข้อควรรู้และเช็กเบื้องต้นก่อนเดินทางไปบริจาคเลือดกัน
โรคที่ห้ามบริจาคเลือดถาวร มีอะไรบ้าง
ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย มีประวัติการเจ็บป่วยบางประเภทที่ไม่รับบริจาคโลหิต โดยเฉพาะโรคมะเร็งทุกชนิด เกณฑ์ของศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติระบุให้งดบริจาคโลหิตถาวร แม้จะได้รับการรักษาจนหายแล้วก็ตาม
นอกจากนี้ ผู้ที่มีประวัติโรคตับอักเสบก็ต้องพิจารณาถึงสาเหตุและช่วงอายุที่เคยป่วย ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับไวรัสตับอักเสบบีหรือซี จะให้งดบริจาคโลหิตถาวร เว้นแต่มีใบรับรองแพทย์ยืนยันว่าโรคตับอักเสบเกิดจากสาเหตุอื่น สำหรับโรคที่ไม่สามารถบริจาคเลือดได้ มีดังนี้
- โรคหัวใจ
- โรคตับ
- โรคปอด
- โรคเลือด
- โรคมะเร็ง
- โรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ (เอชไอวี)
- ภาวะเลือดออกง่ายและหยุดยาก
โรคประจำตัวแบบไหนบ้าง ที่ยังสามารถบริจาคเลือดได้
โรคประจำตัวบางชนิดไม่ได้เป็นข้อห้ามถาวรในการบริจาคเลือด หากสามารถควบคุมโรคได้ ไม่มีภาวะแทรกซ้อน และผ่านการประเมินจากเจ้าหน้าที่หรือแพทย์ก่อนบริจาค ตัวอย่างโรคที่หลายคนมักสงสัย ได้แก่
1. โรคเบาหวาน
ผู้ป่วยเบาหวานอาจบริจาคเลือดได้ หากสามารถควบคุมระดับน้ำตาลด้วยยารับประทาน ไม่ได้รักษาด้วยการฉีดอินซูลิน และไม่มีภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน
ดังนั้น การเป็นเบาหวานจึงไม่ได้หมายความว่าจะหมดสิทธิ์บริจาคเลือดเสมอไป แต่ควรแจ้งโรคประจำตัวและยาที่ใช้อยู่กับเจ้าหน้าที่ตามความเป็นจริง
2. โรคความดันโลหิตสูง
สามารถบริจาคเลือดได้หากควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ โดยศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติกำหนดความดันตัวบนไม่เกิน 160 มม.ปรอท และความดันตัวล่างไม่เกิน 100 มม.ปรอท รวมถึงต้องไม่มีภาวะแทรกซ้อน
3. ไขมันในเลือดสูง
ผู้ที่มีไขมันในเลือดสูงสามารถบริจาคได้ หากไม่มีภาวะแทรกซ้อนสำคัญ เช่น โรคหลอดเลือดสมองหรือโรคหลอดเลือดหัวใจ
4. โรคไทรอยด์
โรคไทรอยด์เป็นพิษ (Hyperthyroidism) สามารถกลับมาบริจาคเลือดได้ หากระดับฮอร์โมนไทรอยด์กลับเข้าสู่ภาวะปกติ และแพทย์ให้หยุดยารักษามาแล้วอย่างน้อย 2 ปี แต่หากไทรอยด์เป็นพิษมีสาเหตุจากมะเร็งหรือโรคทางภูมิคุ้มกัน จะต้องงดบริจาคเลือดถาวร
5. โรคหอบหืด
ผู้ที่เป็นโรคหอบหืดไม่จำเป็นต้องงดบริจาคทุกคน หากควบคุมอาการได้ด้วยยารับประทานที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ หรือใช้ยาพ่นเพื่อควบคุมอาการ และในวันที่ไปบริจาคต้องไม่มีอาการหอบ หากมีอาการหรือสุขภาพไม่พร้อม ควรเลื่อนการบริจาคออกไปก่อน และแจ้งประวัติการรักษาแก่เจ้าหน้าที่เพื่อประเมินความเหมาะสม
6. โรคลมชัก
สามารถบริจาคเลือดได้ในบางกรณี หากหยุดยากันชักแล้วและไม่มีอาการชักมาอย่างน้อย 3 ปี พร้อมมีใบรับรองจากแพทย์ผู้รักษายืนยัน
7. โรควัณโรค
ไม่ได้เป็นข้อห้ามตลอดชีวิต หากได้รับการรักษาจนหายและรับประทานยาครบตามแผนการรักษาแล้ว สามารถกลับมาบริจาคเลือดได้เมื่อ หยุดยารักษามาแล้วอย่างน้อย 2 ปี นับจากยาเม็ดสุดท้าย
โรคติดเชื้อบางชนิด ต้องเว้นกี่วันก่อนบริจาคเลือด
การเพิ่งหายจากโรคบางชนิดไม่ได้หมายความว่าจะสามารถไปบริจาคเลือดได้ทันที โรคติดเชื้อบางชนิดจำเป็นต้องเว้นระยะเพื่อให้ร่างกายฟื้นตัวและลดความเสี่ยงต่อผู้รับเลือด ได้แก่
- ไข้หวัดใหญ่ งดอย่างน้อย 2 สัปดาห์หลังหายดี
- ไข้เลือดออก งด 1 เดือนหลังหายดี
- ชิคุนกุนยา งดอย่างน้อย 6 เดือนหลังหาย และต้องไม่มีอาการปวดข้อแล้ว
- ไข้ซิกา งดบริจาค 6 เดือน
- วัณโรค ต้องรักษาหาย รับประทานยาครบ และหยุดยามาแล้วอย่างน้อย 2 ปี
สำหรับโรคโควิด-19 ระยะเวลางดบริจาคขึ้นอยู่กับอาการและเกณฑ์ที่ใช้อยู่ในช่วงเวลานั้น จึงควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติก่อนเดินทางไปบริจาค
คุณสมบัติเบื้องต้นของผู้บริจาคเลือด
นอกจากโรคประจำตัวแล้ว ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติยังกำหนดคุณสมบัติและเงื่อนไขอีกหลายด้าน โดยหลักๆ ผู้บริจาคควรมีสุขภาพแข็งแรง น้ำหนักมากกว่า 45 กิโลกรัม ปัจจุบันรับผู้บริจาคอายุ 17-70 ปี แต่มีเงื่อนไขแตกต่างกันตามช่วงอายุ เช่น อายุ 17 ปีต้องมีเอกสารยินยอมจากผู้ปกครอง ส่วนผู้บริจาคครั้งแรกต้องมีอายุไม่เกิน 60 ปี
ก่อนบริจาคเลือดควรพักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารตามปกติแต่หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง ดื่มน้ำให้เพียงพอ และงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างน้อย 24 ชั่วโมงก่อนบริจาค ส่วนผู้ที่กำลังตั้งครรภ์หรืออยู่ระหว่างให้นมบุตร ไม่ควรบริจาคเลือด ส่วนหลังคลอดหรือแท้งบุตรต้องเว้นระยะตามเกณฑ์ก่อนกลับมาบริจาคอีกครั้ง
ก่อนบริจาคเลือด อย่าปิดบังโรคประจำตัวและยาที่ใช้
สิ่งสำคัญก่อนบริจาคเลือดคือการตอบแบบสอบถามและแจ้งประวัติสุขภาพตามความเป็นจริง ไม่ว่าจะเป็นโรคประจำตัว ยาที่กำลังรับประทาน การรักษาหรือผ่าตัดที่ผ่านมา รวมถึงประวัติความเสี่ยงต่างๆ เพราะข้อมูลเหล่านี้มีผลต่อการพิจารณาว่าสามารถบริจาคได้ในวันนั้นหรือจำเป็นต้องเลื่อนออกไป
การบริจาคเลือดเป็นเรื่องดี แต่ความปลอดภัยของทั้งผู้บริจาคและผู้ป่วยที่ได้รับเลือดสำคัญที่สุด หากไม่แน่ใจเกี่ยวกับโรคประจำตัวหรือยาที่ใช้อยู่ ควรสอบถามหน่วยรับบริจาคก่อนเดินทาง จะได้เตรียมตัวอย่างถูกต้อง
ที่มา : โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์, งานธนาคารเลือด โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ
อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง