การบริจาคร่างกายเป็นการเสียสละที่มีคุณค่าอย่างยิ่งต่อวงการแพทย์ เพราะร่างของผู้บริจาคจะถูกนำไปใช้เป็น “อาจารย์ใหญ่” สำหรับการเรียนการสอน การวิจัย และการฝึกอบรมบุคลากรทางการแพทย์ ช่วยให้แพทย์รุ่นใหม่ได้เรียนรู้กายวิภาคศาสตร์จากร่างจริง เพื่อนำความรู้ไปพัฒนาการรักษาผู้ป่วยในอนาคต
แม้ผู้ที่สมัครอุทิศร่างกายจะแสดงความประสงค์ไว้ล่วงหน้า ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถรับร่างไว้ได้ทุกกรณี เนื่องจากจะมีการพิจารณาจากสภาพร่าง และประวัติการเจ็บป่วยของผู้เสียชีวิต เพื่อความปลอดภัยในการศึกษาและการปฏิบัติงาน เช็กเลยว่ามีโรคอะไรบ้างที่ห้ามบริจาคร่างกาย อัปเดตข้อมูลปี 2569
คุณสมบัติของผู้ที่ต้องการบริจาคร่างกายเป็น “อาจารย์ใหญ่”
ผู้ที่ต้องการอุทิศร่างกายจะต้องมีอายุ 20 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป และแสดงความจำนงด้วยตนเอง นอกจากนี้ควรแจ้งให้ครอบครัวหรือญาติรับทราบถึงความตั้งใจไว้ล่วงหน้า เพราะเมื่อเสียชีวิตแล้ว ทายาทยังเป็นผู้มีอำนาจตามกฎหมายในการจัดการศพ หากญาติไม่ยินยอม การอุทิศร่างกายก็อาจไม่สามารถดำเนินการได้
- มีอายุ 20 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป
- สมัครแสดงความจำนงอุทิศร่างกายด้วยตนเอง
- แจ้งให้ญาติหรือทายาทรับทราบถึงความตั้งใจในการอุทิศร่างกาย
- เมื่อถึงแก่กรรม ญาติหรือทายาทต้องรีบแจ้งโรงพยาบาลเพื่อดำเนินการรับร่างตามขั้นตอน
แม้ว่าผู้บริจาคจะได้แสดงความจำนงไว้แล้ว แต่ตามกฎหมาย ทายาทยังเป็นผู้มีสิทธิในการจัดการศพ ดังนั้น การพูดคุยและทำความเข้าใจกับครอบครัวล่วงหน้าจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพื่อให้สามารถปฏิบัติตามความตั้งใจของผู้บริจาคได้
โรคที่ไม่สามารถบริจาคร่างกายได้ มีโรคอะไรบ้าง?
ตามข้อมูลของสภากาชาดไทย ผู้เสียชีวิตที่เป็นโรคติดเชื้อบางชนิด ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ปฏิบัติงาน จะไม่สามารถรับร่างไว้เพื่อการศึกษาได้ โดยโรคที่สำคัญ ได้แก่
- โรคติดเชื้อเอชไอวี (HIV/AIDS)
- โรคไวรัสตับอักเสบบี
- โรคไวรัสตับอักเสบซี
- วัณโรคระยะติดต่อ
- โรคพิษสุนัขบ้า
- โรคติดเชื้อรุนแรงที่สามารถแพร่กระจายได้
- โรคที่อยู่ในกลุ่มโรคติดต่ออันตรายหรือโรคอุบัติใหม่ ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อผู้สัมผัสร่าง
ทั้งนี้ การมีโรคประจำตัวทั่วไป เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือโรคหัวใจ ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของภาควิชากายวิภาคศาสตร์ในขณะนั้น เพราะจะต้องพิจารณาสภาพร่างของผู้ประสงค์บริจาคร่างกายว่าเป็นไปตามเงื่อนไขหรือไม่
นอกจากโรคติดต่อร้ายแรง มีกรณีใดที่อาจไม่สามารถรับร่างได้
หากสภาพร่างกายไม่อยู่ในสภาพที่เหมาะสมต่อการศึกษา โรงพยาบาลอาจไม่สามารถรับอุทิศร่างกายได้ เช่น
- ร่างกายผ่านการผ่าชันสูตรพลิกศพ
- ร่างได้รับอุบัติเหตุรุนแรงหรือมีสภาพไม่สมบูรณ์
- ร่างเริ่มเน่าเปื่อยหรือเสียสภาพก่อนส่งถึงโรงพยาบาล
- ได้รับการฉีดยารักษาสภาพศพ (ฟอร์มาลิน) แล้ว
- มีการบริจาคอวัยวะบางกรณีที่ทำให้สภาพร่างไม่เหมาะสมต่อการศึกษา
เมื่อสมัครบริจาคร่างกายแล้ว จะได้รับร่างไว้ทุกกรณีหรือไม่
ไม่เสมอไป แม้จะลงทะเบียนบริจาคร่างกายไว้เรียบร้อยแล้ว แต่เมื่อถึงเวลาจริง ภาควิชากายวิภาคศาสตร์จะประเมินอีกครั้งว่าร่างมีคุณสมบัติตรงตามหลักเกณฑ์หรือไม่ ทั้งด้านสภาพร่าง ประวัติการเสียชีวิต และโรคประจำตัวบางชนิด หากไม่เป็นไปตามเงื่อนไข ก็อาจไม่สามารถรับร่างไว้ได้
ทั้งนี้ การอุทิศร่างกายเป็นการให้ครั้งสุดท้ายที่มีคุณค่าต่อการศึกษาและการแพทย์ แต่ก่อนสมัครควรศึกษาหลักเกณฑ์ให้ครบถ้วน โดยเฉพาะข้อจำกัดเกี่ยวกับโรคติดเชื้อและสภาพร่างหลังเสียชีวิต ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการพิจารณารับร่าง
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการแจ้งความตั้งใจให้ครอบครัวรับทราบล่วงหน้า เพื่อให้เมื่อถึงเวลาจริง สามารถดำเนินการตามความประสงค์ของผู้อุทิศได้อย่างราบรื่น และทำให้การเสียสละครั้งสุดท้ายเกิดประโยชน์สูงสุดต่อวงการแพทย์ไทย
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายกายวิภาคศาสตร์ อาคารแพทย์พัฒน์ ชั้น 11 โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โทรศัพท์ 02-256-4281 ต่อ 1405 ,02-256-4751
ที่มาของข้อมูล : สภากาชาดไทย
อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง