นักวิจัยเคยคิดว่าสมองของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมักจะโตขึ้นเมื่อเวลาผ่านไปหลังจากการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ โดยเฉพาะการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่เมื่อ 66 ล้านปีก่อน ที่มีทฤษฎีเปิดเผยอย่างแพร่หลายว่าดาวเคราะห์น้อยพุ่งชนโลกเมื่อ 66 ล้านปีที่แล้วและกวาดล้างไดโนเสาร์ออกไปจนสิ้นโลก เมื่อเร็วๆนี้ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยเอดินเบอระ ในสกอตแลนด์ รายงานผลการใช้เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ตรวจสอบซากดึกดำบรรพ์หรือฟอสซิลสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมยุคโบราณประเภทต่างๆ ทั้งก่อนและหลังเหตุการณ์การสูญพันธุ์ เพื่อสร้างภาพ 3 มิติของกะโหลกศีรษะสัตว์ที่มีทั้งสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมจาก 17 กลุ่มที่สืบเชื้อสายมาจากสมัยพาเลโอซีนและอีโอซีน ช่วง 55-34 ล้านปีก่อน หรือคือช่วง 10 ล้านปีหลังการสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์นั่นเอง โดยในซากเหล่านี้ก็มี Arctocyon primaevus สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดหนึ่งเป็นตัวอย่างการวิจัยที่สำคัญนักวิจัยเผยว่า การตรวจสอบนี้ได้ให้ความกระจ่างเกี่ยวกับความลึกลับของสมาชิกในยุคแรกๆของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมสมัยใหม่ เช่น กลุ่มไพรเมตเริ่มพัฒนาสมองที่ใหญ่ขึ้น มีประสาทสัมผัสและทักษะที่ซับซ้อนมากขึ้น สิ่งเหล่านี้ได้ช่วยเพิ่มโอกาสในการเอาตัวรอดของพวกมัน ในช่วงเวลาที่การแข่งขันด้านทรัพยากรเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ นักวิจัยระบุว่าหลังการสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมได้เข้ามาแทนที่และวิวัฒนาการร่างกายให้ใหญ่ขึ้น ทว่าสมองของพวกมันกลับไม่ได้ใหญ่โตไปตามร่างกาย แต่มีขนาดเล็กตั้งแต่เริ่มต้น ซึ่งสวนทางกับแนวคิดที่ว่าสมองขนาดใหญ่มักจะดีกว่าเสมอ หากต้องบุกลุยเข้าไปในสภาพแวดล้อมใหม่ๆ หรือเอาตัวรอดจากการสูญพันธุ์.