“4 สร้าง 2 ใช้” เพิ่มพลังใจชุมชน ผ่านพ้นโควิด–19

ข่าว

    “4 สร้าง 2 ใช้” เพิ่มพลังใจชุมชน ผ่านพ้นโควิด–19

    ไทยรัฐฉบับพิมพ์

      11 ก.ย. 2564 05:22 น.

      โควิด-19 ไม่เพียงแต่จะส่งผลกระทบต่อสุขภาพ เศรษฐกิจ สังคม หากแต่ยังรวมถึงเรื่องจิตใจของผู้คนในสังคมด้วย

      โดยเฉพาะภาวะที่เรียกว่า “หมดไฟ” หรือ Burn Out เกิดขึ้นในทุกๆที่ โดยเฉพาะชุมชนที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง การเผชิญกับการระบาดของโรคอย่างหนักหนาสาหัส การเป็นคลัสเตอร์การระบาด หรือชุมชนที่มีภาวะพึ่งพิงทางสังคมสูงอยู่แล้ว เช่น ชุมชนแออัด ฯลฯ

      พญ.พรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมสุขภาพจิต อธิบายว่า ในสถานการณ์ที่เลวร้ายต่างๆ ปฏิเสธไม่ได้ว่าคนเราจะมีภาวะอ่อนล้าทางอารมณ์ หรือ emotional burnout สูงกว่าปกติ เช่น รู้สึกกระวนกระวาย เครียด เหนื่อยล้า ซึ่งนอกจากอาการที่ว่านี้แล้ว ก็อาจจะมีอาการที่เรียกว่า “ความเหนื่อยล้าทางพฤติกรรม” หรือ behavioral fatigue ร่วมด้วย คือเกิดความเบื่อหน่ายที่ต้องทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นระยะเวลานานๆจนเริ่มจะทนปฏิบัติตามไม่ไหว

      “จับชีพจรสังคมตอนนี้ เราจะมองเห็นว่า หลายคนกำลังอยู่ทั้งในภาวะหมดไฟ และเบื่อหน่าย เพราะไม่รู้จุดหมายว่าจะต้องทำอะไรที่ทำซ้ำๆและเป็นเรื่องใหม่ อย่างการใส่หน้ากากอนามัย อยู่ห่าง ล้างมือ รวมถึงกฎเกณฑ์มากมายที่ต้องปฏิบัติเพิ่มขึ้นกับสิ่งที่เรียกว่าชีวิตวิถีใหม่ หรือนิว นอร์มอลไปอีกนานแค่ไหน เป้าหมายคืออะไร พอไม่รู้ชัดๆก็จะเบื่อหน่าย หมดพลังที่จะทำอย่างอื่นไปด้วย” อธิบดีกรมสุขภาพจิตบอก

      คุณหมอพรรณพิมล บอกว่า กรมสุขภาพจิตได้เฝ้าระวังและติดตามสภาวะสุขภาพจิตของคนไทยอย่างต่อเนื่อง พบว่า ด้วยวิกฤติครั้งนี้กระทบกับคนไทยในวงกว้างและยาวนาน จึงทำให้คนไทยโดยทั่วไปมีความรู้สึกเปราะบางทางอารมณ์และความรู้สึกมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มคนที่มีปัญหาเดิมอยู่แล้ว ก็อาจจะปรับตัวต่อสภาวะวิกฤติได้ยากยิ่งขึ้น

      “กลุ่มที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดในภาวะแบบนี้ คือกลุ่มเปราะบางต่อปัญหาสุขภาพจิตที่อาศัยอยู่ในชุมชน บางคนเป็นกลุ่มเสี่ยงสูง เช่น ผู้ที่เกี่ยวข้องกับผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ผู้ป่วยเรื้อรัง ผู้ที่ติดสุรา ติดยาเสพติด” อธิบดีกรมสุขภาพจิตบอกและว่า กรมสุขภาพจิตได้ดำเนินงานสิ่งหนึ่งที่เรียกว่า “วัคซีนใจ” คือ การสร้างภูมิคุ้มกันทางใจที่จะเผชิญสถานการณ์ในชีวิต เดิมเรามีวัคซีนใจในระดับบุคคลที่เราคุ้นเคยกันอยู่แล้วที่เรียกว่า “อึด ฮึด สู้” วัคซีนใจในระดับครอบครัว ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยให้พวกเราสามารถส่งกำลังใจให้กันและกันกับคนใกล้ชิดได้ แต่ที่สำคัญที่สุดขณะนี้ คือ กลุ่มที่ได้รับผลกระทบที่กว้างมาก ซึ่งก็คือ ชุมชน จึงจำเป็นที่จะต้องสร้างวัคซีนใจในชุมชน เพื่อเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะทำให้บุคคลที่อยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างมีความสุข มีพลังที่จะก้าวต่อไปข้างหน้า

      สำหรับวัคซีนใจในชุมชน ประกอบด้วย Hope Calm Hope Care ภายใต้หลักการที่เรียกว่า 4 สร้าง 2 ใช้...

      อธิบดีกรมสุขภาพจิต ขยายความว่า สร้างอย่างแรก คือ การสร้างชุมชนที่รู้สึกปลอดภัย (Safety) เพราะจากที่ติดตาม สิ่งที่คนกังวลที่สุด คือ กลัวติดเชื้อ ซึ่งถ้าชุมชนสังคมสามารถทำให้คนในชุมชนมั่นใจได้ว่าจะปลอดภัยจากการใช้ชีวิต ความอ่อนล้าต่างๆก็จะคลายลง

      สร้างที่สอง คือ สร้างความสงบ (Calm) ถ้าชุมชนรู้สึกสงบลง ก็จะไม่ตื่นตระหนกกับสถานการณ์ และถ้าในชุมชนมีการสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้อง ชัดเจน สม่ำเสมอ คนในชุมชนก็จะค่อยๆ ปรับตัวกับการใช้ชีวิตได้ สร้างที่สาม คือ สร้างความหวัง (Hope) อันนี้สำคัญมาก ที่ต้องทำให้ชุมชนมีความหวังว่าจะได้ฟื้นฟูชีวิต ฟื้นฟูสิ่งต่างๆให้กลับคืนมาเหมือนเดิมได้ การมีความหวัง เป็นพลังอย่างหนึ่ง แม้จะต้องใช้เวลาแต่ถ้ามีความหวังคนจะมีกำลังใจ รอได้ ไม่ท้อ ไม่หมดไฟไปเสียก่อน

      สร้างที่สี่ คือ สร้างความเข้าใจและให้โอกาส (care) ข้อนี้สำคัญมากสำหรับคนที่เปราะบาง ที่จะต้องอัดฉีดพลังมากกว่าคนปกติ ซึ่งรวมถึงคนที่หายป่วยจากโควิด-19 ให้ได้กลับมาใช้ชีวิตตามปกติ และอาจจะให้โอกาสในการที่เขาจะมีส่วนร่วมในการบอกต่อความรู้และเป็นตัวอย่างในชุมชน

      ส่วน 2 ใช้ พญ.พรรณพิมล บอกว่า ใช้อันแรกเลย คือ เมื่อสร้างทุกอย่างแล้ว ต้องใช้ศักยภาพของชุมชน (Community Ef ficacy) ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เป็นโอกาสที่จะได้สร้างเครือข่ายเพื่อการช่วยเหลือกันในชุมชนอย่างจริงจัง เป็นโอกาสที่ชุมชนจะหันมาใส่ใจ (Care) และช่วยเหลือกัน นำไปสู่ ใช้ที่สอง คือการสร้างเครือข่ายและความสัมพันธ์ในชุมชน (Community Networks and Re lationships) ที่ถือว่าเป็นโอกาสในวิกฤติจริงๆ ที่จะทำให้ชุมชนมีเป้าหมายร่วมกัน ไว้ใจซึ่งกันและกัน ให้กำลังใจซึ่งกันและกัน ใส่ใจรับฟังปัญหา และส่งต่อเชื่อมโยงข้อมูลถึงกันในชุมชน

      “กรมสุขภาพจิตได้เดินหน้าดำเนินงานวัคซีนใจร่วมกับกระทรวงมหาดไทย ผ่านกลไกระดับจังหวัด อำเภอ ตำบล ชุมชน ซึ่งขณะนี้ก็น่าดีใจว่า มีหลายตำบลเข้ามาร่วมขับเคลื่อน สิ่งที่เราอยากเห็น คือ การที่คนไทยทุกคนสามารถปรับตัว ใช้ชีวิตและเรียนรู้ได้ว่าเราทุกคนจะปลอดภัยมีความสุข และใช้ชีวิตในสถานการณ์โควิดต่อไปได้อย่างไร” พญ.พรรณพิมลทิ้งท้าย.

      อ่านเพิ่มเติม...

      แท็กที่เกี่ยวข้อง

      พรรณพิมล วิปุลากรโควิด-19กรมสุขภาพจิตสุขภาพจิตวัคซีนใจสมาร์ทไลฟ์

      คุณอาจสนใจข่าวนี้

      thairath-logo

      ApplicationMy Thairath

      ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
      Trendvg3 logo
      Sonp logo
      inet logo
      วันพุธที่ 20 ตุลาคม 2564 เวลา 22:25 น.
      ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
      เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์