Highlight
- ใช้คำพูดให้บั่นทอน ขโมยผลงาน ไม่ช่วยเหลือ แถมยังคอยจับผิด ทั้งหมดนี้คือปัญหาสุดคลาสลิกในที่ทำงาน
- ปัญหาในที่ทำงาน เป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่มักจะหลีกเลี่ยงไปไม่ได้ แต่สิ่งหนึ่งที่เราทำได้คือ การรับผิดชอบงานให้ดีที่สุด เพราะท้ายที่สุดแล้วสิ่งเหล่านี้จะสิ่งที่คอยปกป้องเราเอง
- อย่าให้ปัญหาเหล่านี้มาบั่นทอนจิตใจของคุณ แต่จงนำทั้งหมดนี้มาเป็นพลังที่คอยขับเคลื่อนให้คุณก้าวไปข้างหน้าให้ดีขึ้นกว่าเดิม
เมื่อก้าวเข้าสู่วัยทำงานปัญหาอย่างหนึ่งที่เราหลีกเลี่ยงไปไม่ได้ คงหนีไม่พ้นเรื่องปัญหาในที่ทำงาน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจากตัวเนื้องานเอง หรือจากเพื่อนรอบข้าง แถมยังมีปัญหาจากเจ้านายอีกต่างหาก ดูเหมือนไม่ว่าใครก็คงหลีกหนีไปไม่พ้น หากปัญหาที่เกิดมันไม่ใช่เรื่องร้ายแรงอะไร เราอาจจะปล่อยวางและทำเป็นไม่สนใจได้บ้าง แต่หากมันเกิดขึ้นเป็นประจำทุกวัน และทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ สิ่งเหล่านี้ก็คงส่งผลกระทบต่อการทำงานของเราอย่างแน่นอน จนอาจทำให้เราเกิดความรู้สึกเบื่องานขึ้นมาได้ การที่เรารู้ว่าปัญหานั้นเกิดจากอะไร และจากใคร อาจเป็นหนึ่งวิธีที่ช่วยให้เราหลบหลีก และหาวิธีรับมือกับมันได้ง่ายขึ้นนะคะ
ใช้คำพูดทำร้ายจิตใจ
ว่ากันว่าคำพูดถือเป็นอาวุธทำร้ายจิตใจคนได้เป็นอย่างดีเลยค่ะ เพราะเป็นสิ่งเดียวที่สามารถทำได้ง่ายแถมยังไม่เสียค่าใช้จ่ายอะไร เรียกได้ว่าไม่ต้องลงทุนอะไร แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับดีเกินคาด ไม่ว่าจะเป็นคำพูดเหน็บแนมให้เราเจ็บช้ำน้ำใจ หรือคำพูดส่อเสียดไม่ว่าจะทั้งทางตรงหรือทางอ้อม และที่พบเจอบ่อยๆ ในสังคมการทำงานคงหนีไม่พ้นในเรื่องของการโดนนินทาว่าร้าย จะทั้งต่อหน้าหรือลับหลัง หากเราได้ยินได้ฟัง เป็นใครก็คงจะรู้สึกไม่ดีอย่างแน่นอน แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นปัญหาสำคัญและคนส่วนใหญ่มักไม่คิดว่าเป็นปัญหาคือคำพูดที่เหมือนการบูลลี่ให้อีกฝ่ายเสียความรู้ เสียความมั่นใจ เพราะเมื่อฟังเผินๆ แล้วคงเป็นการหยอกล้อเล่นแบบสนุกสนาน แต่รู้หรือไม่ว่าคนฟังหรือคนที่โดน เขาไม่ขำและไม่สนุกด้วย ซึ่งการบูลลี่ก็เป็นอีกหนึ่งคำพูดที่ทำให้คนเสียความมั่นใจได้นะคะ
...
วิธีรับมือในแบบ MIRROR : ถามตัวเองว่าสิ่งที่เขาพูดเป็นความจริงหรือความคิดเห็น ถ้าเป็นความจริงให้รับปรับปรุงแก้ไขแล้วเดินหน้าต่อ ถ้าเป็นความคิดเห็นส่วนตัวของคนพูด ให้วางเฉยค่ะ เพราะเรื่องแบบนี้เป็นนานาจิตตัง เอามาเก็บเป็นเรื่องจริงจังไม่ได้ บอกตัวเองว่าถ้าทำดีแล้วก็ทำต่อไป อย่าให้คำพูดของใครมีอิทธิพลมากกว่าความตั้งใจของคุณ
จอมโจรขโมยผลงาน
อีกหนึ่งสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นปัญหาของวัยทำงานก็คงจะเป็นเรื่องของการหยิบยืมไอเดีย หรือความคิดของเราไป ส่วนใหญ่แล้วเราจะมักเจอกับคำพูดที่สวยหรูว่าเป็นแค่แนวทางหรือเป็นเพียง Reference เท่านั้น แต่ดูยังไงก็เหมือนเป็นผลงานของเราอยู่ดี ไม่ว่าจะเป็นการเอาผลงานที่เราทำไปเป็นผลงานของตัวเอง หรือเอาไอเดียเล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดจากความคิดเรา ไปพรีเซ็นต์เป็นผลงานของตัวเอง สิ่งเหล่านี้ก็ถือเป็นการขโมยผลงานไม่ต่างกัน ส่วนมากปัญหาเหล่านี้จะเกิดขึ้นตั้งแต่พนักงานด้วยกันเอง ไปจนถึงระหว่างพนักงานกับหัวหน้า ถือเป็นปัญหาที่ยังแก้ไม่จบไม่สิ้น และหากใครที่โดนแบบนี้อยู่ ก็คงจะเข้าใจความรู้สึกของการโดนขโมยได้เป็นอย่างดี
วิธีรับมือในแบบ MIRROR : การป้องกันเหตุการณ์แบบนี้คือ เราต้องทำทุกอย่างให้ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการส่งอีเมลแจกแจงทุกอย่างให้ชัดเจน หรือเป็นการทำรายงานออกมาเป็นลายลักษณ์อักษรให้ชัดเจน สุดท้ายคือการพูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมา สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้คุณลดการถูกขโมยผลงานได้ค่ะ
มือไม่พายเอาเท้าราน้ำ
ปัญหาสุดคลาสลิกที่ไม่ว่าจะอยู่บริษัทต้องพบเจอคือ คนจำพวกที่ไม่ทำงานอะไร และยังเข้ามาวุ่นวายจนทำให้งานต้องถอยหลังหรือเกิดความล่าช้านั่นเอง ซึ่งมักจะเกิดขึ้นกับการทำงานที่ต้องอาศัยทีมเวิร์ก หรือทำงานกันเป็นทีม จะต้องมีคนประเภทนี้แฝงตัวอยู่ อาจจะดูภายนอกเหมือนคนที่ปกติทั่วไปให้การช่วยเหลือเป็นอย่างดี แต่... ความช่วยเหลือเหล่านั้นมาในรูปแบบนามธรรมแบบสุดๆ ไม่เป็นรูปเป็นร่าง ไม่สามารถจับต้องได้ หรือไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน บางครั้งก็ทำให้งานที่เราวางแผนกันมาอย่างดี เกิดความปั่นป่วนอีกต่างหาก นำมาสู่ความเดือดร้อนของคนในทีมที่ต้องคอยซัพพอร์ต ทำงานแทน แถมต้องคอยแก้ปัญหาในสิ่งต่างๆ ของคนจำพวกนี้อีกด้วย เรียกได้ว่าเป็นการทำงานที่เหนื่อยขึ้นกว่าเดิม ขอให้เรียกคนประเภทนี้ว่า มือไม่พายเอาเท้าราน้ำค่ะ
วิธีรับมือในแบบ MIRROR : สำหรับสถานการณ์แบบนี้ สิ่งที่เราทำได้เริ่มจากการพูดคุยกับหัวหน้าให้แบ่งหน้าที่อย่างชัดเจน ว่าใครรับผิดชอบส่วนไหน แบ่งงานกันให้ชัดเจน และที่สำคัญอย่าลืมทำเป็นตัวอักษร หรือสร้างแพลนการทำงานขึ้นมา เพื่อที่สุดท้ายแล้วเราจะได้เห็นกันชัดเจนไปเลยว่าใครทำอะไร และไม่ทำอะไร
...
คอยแต่นั่งจับผิด
ปัญหาที่รบกวนจิตใจของคนทำงานอีกหนึ่งอย่างคือ การที่ถูกใครสักคนมาคอยนั่งจับผิด ไม่ว่าจะขยับตัวไปทางไหนดูเหมือนจะเป็นเป้าสายตาอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อยอย่าง เวลาเข้าออกงาน เวลาพักงาน หรือแม้กระทั่งวันหยุด ล่ามไปจนถึงในส่วนของเนื้องาน ที่คอยมานั่งจับผิดว่าใครทำอะไร ไม่ทำอะไร และทำมันออกมาดีแค่ไหน หากเป็นการมองเผื่อนำมาบอกข้อผิดพลาด หรือทำไปเพราะอยากให้เราทำงานดีขึ้นก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร แต่มันจะมีคนบางจำพวกที่จับผิดเพื่อนำไปนินทา อิจฉาริษยา สิ่งเหล่านี้ก็เป็นอีกหนึ่งอย่างที่บั่นทอนการทำงานของเราได้เช่นกัน
วิธีรับมือในแบบ MIRROR : ก่อนอื่นเราต้องสำรวจตัวเราเองก่อนว่า สิ่งที่ทุกคนจับผิดนั้นเป็นความจริงหรือไม่ หากเป็นความจริงนั่นแปลว่าปัญหาเกิดขึ้นจากตัวเรา ขอให้เปลี่ยนแปลงพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น แต่หากมันไม่ใช่ความจริงก็ปล่อยวางเลยค่า เพราะเราไม่สามารถไปบังคับจิตใจและความคิดใครได้
สุดท้ายนี้ไม่ว่าเราจะทำงานอยู่ที่ไหนก็ล้วนแต่ต้องพบเจอกับปัญหาอยู่แล้วทั้งนั้น สิ่งหนึ่งที่จะแก้ได้คือ ต้องเริ่มจากที่ตัวเราเองก่อน MIRROR อยากให้คิดเสมอว่าเราจะทำยังไงที่ไม่ให้ปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นจากตัวเรา นั่นคือการทำงานและรับผิดชอบในส่วนงานของเราให้ดีที่สุด ถึงแม้คนภายนอกจะคิดอย่างไรแต่หากงานเราออกมาดี สุดท้ายแล้วงานจะเป็นตัวชี้วัดว่าใครทำอะไร และสิ่งเหล่านี้จะเป็นสิ่งที่ปกป้องตัวเราเอง