เวลาไปตรวจสุขภาพแล้วได้ยินคุณหมอพูดว่า พบรอยโรค หลายคนอาจจะเริ่มใจเสียและตั้งคำถามทันทีว่ามันคืออะไร? ร้ายแรงแค่ไหน? โดยเฉพาะถ้าเป็น รอยโรคระบบหลอดเลือดหัวใจและสมอง ซึ่งเป็นคำทางการแพทย์ที่มักโผล่มาพร้อมกับภัยเงียบที่คาดไม่ถึง มาไขคำตอบกันชัดๆ ว่ารอยโรคชนิดนี้คืออะไร และทำไมถึงแตกต่างจากรอยโรคทั่วไปที่เราคุ้นเคย

รอยโรค (Lesion) คืออะไร?

ในทางการแพทย์ คำว่า รอยโรค (Lesion) หมายถึง ความผิดปกติ เนื้อเยื่อที่เสียหาย หรือบาดแผลที่เกิดขึ้นในส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย โดยอาจเกิดจากการติดเชื้อ การอักเสบ การเสื่อมสภาพตามวัย หรืออุบัติเหตุ ซึ่งมีตั้งแต่ระดับที่ไม่เป็นอันตรายเลย ไปจนถึงระดับที่ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน

รอยโรคระบบหลอดเลือดหัวใจและสมอง คืออะไร?

รอยโรคระบบหลอดเลือดหัวใจและสมอง (Cardiovascular and Cerebrovascular Lesions) คือ ความผิดปกติที่เกิดขึ้นเฉพาะเจาะจงบริเวณ “หลอดเลือด” ที่ไปเลี้ยงหัวใจและสมอง หรือความเสียหายของเนื้อเยื่อหัวใจและสมองอันเป็นผลมาจากหลอดเลือดบกพร่อง

ตัวอย่างรอยโรคกลุ่มนี้ ได้แก่

ภาพจาก iStock
ภาพจาก iStock

  • คราบไขมันเกาะผนังหลอดเลือด (Atherosclerotic Plaque): การสะสมของไขมัน หินปูน และเซลล์อักเสบในผนังหลอดเลือด
  • หลอดเลือดตีบหรืออุดตัน (Stenosis / Occlusion): ทางเดินเลือดแคบลงจากคราบไขมันหรือมีลิ่มเลือดมาอุด
  • หลอดเลือดโป่งพอง (Aneurysm): ผนังหลอดเลือดบางลงจนดันตัวออกมาเป็นถุง ซึ่งเสี่ยงต่อการแตก
  • รอยโรคเนื้อสมองขาดเลือด (Ischemic Lesion): จุดหรือบริเวณในสมองที่เนื้อเยื่อตายเนื่องจากเลือดไปเลี้ยงไม่พอ
  • รอยโรคเลือดออกในสมอง (Hemorrhagic Lesion): บริเวณที่มีเลือดรั่วซึมหรือแตกกระจายในเนื้อสมอง

ความแตกต่างระหว่าง รอยโรคทั่วไป vs รอยโรคระบบหลอดเลือดหัวใจและสมอง

หัวข้อเปรียบเทียบ
รอยโรคทั่วไป (General Lesion)
รอยโรคระบบหลอดเลือด
หัวใจและสมอง
ตำแหน่งที่พบ
เกิดขึ้นได้ทุกส่วน เช่น ผิวหนัง กระเพาะอาหาร กล้ามเนื้อจำกัดเฉพาะระบบหลอดเลือด หัวใจ และเนื้อเยื่อสมอง
สาเหตุหลัก
แบคทีเรีย, ไวรัส, แผลถลอก, การอักเสบเฉพาะจุดคราบไขมันสะสม, ความดันโลหิตสูง, ลิ่มเลือด, หลอดเลือดเสื่อม
การมองเห็น/สัมผัส
ส่วนใหญ่มองเห็นได้ง่าย (ตุ่ม, ผื่น, แผล) หรือคลำพบมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ต้องใช้เครื่องมือแพทย์ เช่น MRI, CT Scan, CAG
ระดับความเร่งด่วน
มีทั้งแบบไม่อันตรายและแบบเร่งด่วน (เช่น ผื่นแพ้, แผลร้อนใน)อันตรายสูงและวิกฤต เสี่ยงอัมพฤกษ์ อัมพาต หรือเสียชีวิตฉับพลัน
อาการแสดง
มักมีอาการเฉพาะจุด เช่น เจ็บ แสบ คัน มีหนองอาจ ไม่มีอาการเลย (ภัยเงียบ) จนกว่าจะเกิดการอุดตันหรือแตก

สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม

หากรอยโรคระบบหลอดเลือดหัวใจและสมองเริ่มก่อตัวจนรบกวนการไหลเวียนของเลือด ร่างกายจะส่งสัญญาณเตือนดังนี้

1. สัญญาณเตือนฝั่งสมอง (ใช้หลัก BE FAST)

ภาพจาก iStock
ภาพจาก iStock

  • B (Balance): วิงเวียน ทรงตัวไม่อยู่ เดินเซ
  • E (Eyes): ตาพร่ามัว มองเห็นภาพซ้อน หรือดับไปข้างหนึ่ง
  • F (Face): ปากเปี้ยว หน้าเบี้ยว ยิ้มแล้วมุมปากตก
  • A (Arms): แขนขาอ่อนแรง ยกไม่ขึ้น หรือชาครึ่งซีก
  • S (Speech): พูดไม่ชัด พูดลำบาก นึกคำพูดไม่ออก
  • T (Time): หากมีอาการเหล่านี้ ให้รีบไปโรงพยาบาลทันทีภายใน 4.5 ชั่วโมง

2. สัญญาณเตือนฝั่งหัวใจ

  • แน่นหน้าอกเหมือนมีของหนักมากดทับ
  • อาการเจ็บร้าวไปที่แขนซ้าย ไหล่ กราม หรือหลัง
  • เหนื่อยหอบง่าย เหงื่อแตกซ่าน ช็อก หรือหน้ามืดเป็นลม

การตรวจพบ รอยโรคระบบหลอดเลือดหัวใจและสมอง ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นผ่านการตรวจสุขภาพประจำปี ถือเป็นโอกาสทองในการป้องกันวิกฤตโรคร้าย เพราะรอยโรคกลุ่มนี้สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและควบคุมได้ด้วยยา หากควบคุมความดันโลหิต ระดับไขมัน น้ำตาลในเลือด ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และเลี่ยงการสูบบุหรี่ คุณก็สามารถลดความเสี่ยงไม่ให้รอยโรคเหล่านี้พัฒนากลายเป็นภาวะหลอดเลือดอุดตันฉับพลันได้

ข้อมูลอ้างอิง: กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข, สถาบันประสาทวิทยา, สมาคมแพทย์โรคหัวใจแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์, American Heart Association / American Stroke Association (AHA/ASA)

ข่าวที่เกี่ยวข้อง: