เคยไหม? ได้ยินข่าวคนรู้จักหรือคนที่ดูแข็งแรงดี อยู่ๆ ก็วูบหมดสติไปเฉียบพลัน บางรายโชคดีที่มีคนช่วยไว้ทัน แต่บางรายกลับต้องสูญเสียชีวิตไปอย่างน่าเสียดาย เรื่องของการวูบหรือหมดสติกะทันหันไม่ใช่เรื่องของคนมีอายุเท่านั้น แต่คนรุ่นใหม่และสายเฮลทีก็มีความเสี่ยงเช่นกัน ไทยรัฐออนไลน์พาไปเจาะลึกว่า อาการเหล่านี้เกิดจากสาเหตุใด โรคอะไรบ้างที่เป็นภัยเงียบ พร้อมวิธีสังเกตและป้องกันอย่างถูกต้อง
ทำความเข้าใจ "อาการหมดสติ" และ "การเสียชีวิตเฉียบพลัน"
อาการหมดสติ คือภาวะที่ร่างกายสูญเสียความรู้สึกตัวและทรงตัวไม่ได้ชั่วคราว เนื่องจากเลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ป่วยอาจฟื้นคืนสติได้เองภายในเวลาสั้นๆ แต่ในกรณีที่รุนแรงและเกิดจากภาวะแทรกซ้อนของโรควิกฤต เช่น ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน ก็อาจนำไปสู่การเสียชีวิตเฉียบพลันได้ทันทีหากไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที
สาเหตุและโรคที่เป็นต้นเหตุของอาการหมดสติและเสียชีวิตเฉียบพลัน
อาการหมดสติและวูบดับสามารถเกิดขึ้นได้จากหลากหลายสาเหตุ โดยแบ่งตามกลุ่มโรคหลักๆ ได้ดังนี้:
1. กลุ่มโรคหัวใจและหลอดเลือด (สาเหตุอันดับต้นๆ)
- กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน: เกิดจากหลอดเลือดหัวใจตีบหรืออุดตันเฉียบพลัน ทำให้เลือดไม่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ ส่งผลให้หัวใจล้มเหลวและหมดสติ
- ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะขั้นรุนแรง: หัวใจอาจเต้นช้าหรือเร็วเกินไป จนไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงสมองได้เพียงพอ
- โรคไหลตาย: มักพบในผู้ชายวัยทำงานที่ดูแข็งแรง เกิดจากความผิดปกติของระบบไฟฟ้าหัวใจ ทำให้หัวใจเต้นพริ้วระริกและหยุดเต้นขณะนอนหลับหรือพักผ่อน
2. กลุ่มโรคระบบประสาทและสมอง
- โรคหลอดเลือดสมองเฉียบพลัน (Stroke): ทั้งภาวะเส้นเลือดในสมองแตกหรืออุดตัน ทำให้สมองขาดเลือดและ oxygen ส่งผลให้หมดสติทันที
- ภาวะชักแบบสลบ: การทำงานของเซลล์สมองผิดปกติชั่วคราว ทำให้หมดสติ เกร็ง หรือกระตุก
3. ภาวะผิดปกติอื่นๆ ในร่างกาย
- ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำวิกฤต: มักพบในผู้ป่วยเบาหวานที่ได้รับยาเกินขนาด หรือผู้ที่อดอาหารรุนแรง
- ภาวะความดันโลหิตตกจากการเปลี่ยนท่า: ลุกขึ้นยืนเร็วเกินไป ทำให้เลือดขึ้นไปเลี้ยงสมองไม่ทัน
- ภาวะฮีทสโตรก (Heatstroke) หรือขาดน้ำรุนแรง: ร่างกายเสียสมดุลเกลือแร่และความร้อนสูงเกินไป จนระบบประสาททำงานล้มเหลว
เปรียบเทียบสัญญาณเตือนและสาเหตุของอาการหมดสติ
สัญญาณเตือนที่พบ | โรคหรือสาเหตุที่น่าสงสัย | ระดับความอันตราย | การรับมือเบื้องต้น |
เจ็บแน่นหน้าอก เหมือนมีอะไรกดทับ ร้าวไปไหล่/แขน | กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด | อันตรายมากที่สุด | เรียก 1669 ทันที / เตรียมทำ CPR |
ปากเบี้ยว พูดไม่ชัด แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก | โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) | อันตรายมาก | รีบนำส่งโรงพยาบาล โดยด่วนที่สุด |
เวียนศีรษะ หน้ามืดขณะลุกขึ้นยืน | ความดันโลหิตตกชั่วคราว | น้อย - ปานกลาง | นั่งพัก จัดให้นอนราบ ยืนขึ้นช้าๆ |
หายใจติดขัด เหงื่อแตก ตัวเย็น มือสั่น | น้ำตาลในเลือดต่ำ | ปานกลาง - มาก | หากยังมีสติ ให้ดื่มน้ำหวานหรือจิบน้ำ |
4 สัญญาณเตือนภัย "วูบดับ" ที่ไม่ควรมองข้าม
หากตัวคุณหรือคนใกล้ชิดมีอาการเหล่านี้ ควรรีบพบแพทย์ทันทีแม้จะยังไม่หมดสติตามก็ตาม:
- แน่นหน้าอก เจ็บเหมือนมีของหนักทับ หรือมีอาการใจสั่นผิดปกติ
- หน้ามืด เวียนศีรษะ ตาปรือ พล่าวูบ เหมือนโลกหมุน
- มีอาการอ่อนแรงที่หน้า ปากเบี้ยว พูดไม่ชัด หรือพูดไม่ได้
- มีประวัติคนในครอบครัวเสียชีวิตเฉียบพลันตั้งแต่อายุยังน้อย (น้อยกว่า 50 ปี)
แนวทางการป้องกันและดูแลตัวเองให้ห่างไกลภาวะวูบดับ
- ตรวจสุขภาพประจำปีอย่างสม่ำเสมอ: เน้นการตรวจเช็กระบบหัวใจ (EKG) และการตรวจเลือดดูระดับไขมันและน้ำตาล
- สังเกตความผิดปกติของร่างกาย: หากเริ่มมีอาการเหนื่อยง่ายกว่าปกติ วูบ หรือใจสั่น อย่าคิดว่าแค่พักผ่อนน้อย ให้รีบพบแพทย์
- ปรับพฤติกรรมการดำเนินชีวิต: หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ ลดแอลกอฮอล์ พักผ่อนให้เพียงพอ และออกกำลังกายระดับปานกลางสม่ำเสมอ
- เรียนรู้ทักษะ CPR และการใช้เครื่อง AED: การช่วยเหลืออย่างถูกต้องภายใน 4 นาทีแรกหลังจากหมดสติ สามารถเพิ่มโอกาสรอดชีวิตได้สูงมาก
ร่างกายมักจะส่งสัญญาณเตือนเล็กๆ น้อยๆ ออกมาเสมอ การไม่มองข้ามสัญญาณเหล่านี้และการใส่ใจตรวจสุขภาพเป็นประจำ คือกุญแจสำคัญที่สุดในการป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเสียจากภัยเงียบนี้
ข้อมูลอ้างอิง: กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข, สมาคมแพทย์โรคหัวใจแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์, สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.), American Heart Association (AHA)