เคยไหม? ได้ยินข่าวคนรู้จักหรือคนที่ดูแข็งแรงดี อยู่ๆ ก็วูบหมดสติไปเฉียบพลัน บางรายโชคดีที่มีคนช่วยไว้ทัน แต่บางรายกลับต้องสูญเสียชีวิตไปอย่างน่าเสียดาย เรื่องของการวูบหรือหมดสติกะทันหันไม่ใช่เรื่องของคนมีอายุเท่านั้น แต่คนรุ่นใหม่และสายเฮลทีก็มีความเสี่ยงเช่นกัน ไทยรัฐออนไลน์พาไปเจาะลึกว่า อาการเหล่านี้เกิดจากสาเหตุใด โรคอะไรบ้างที่เป็นภัยเงียบ พร้อมวิธีสังเกตและป้องกันอย่างถูกต้อง

ทำความเข้าใจ "อาการหมดสติ" และ "การเสียชีวิตเฉียบพลัน"

อาการหมดสติ คือภาวะที่ร่างกายสูญเสียความรู้สึกตัวและทรงตัวไม่ได้ชั่วคราว เนื่องจากเลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ป่วยอาจฟื้นคืนสติได้เองภายในเวลาสั้นๆ แต่ในกรณีที่รุนแรงและเกิดจากภาวะแทรกซ้อนของโรควิกฤต เช่น ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน ก็อาจนำไปสู่การเสียชีวิตเฉียบพลันได้ทันทีหากไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที

สาเหตุและโรคที่เป็นต้นเหตุของอาการหมดสติและเสียชีวิตเฉียบพลัน

อาการหมดสติและวูบดับสามารถเกิดขึ้นได้จากหลากหลายสาเหตุ โดยแบ่งตามกลุ่มโรคหลักๆ ได้ดังนี้:

1. กลุ่มโรคหัวใจและหลอดเลือด (สาเหตุอันดับต้นๆ)

ภาพจาก iStock
ภาพจาก iStock

  • กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน: เกิดจากหลอดเลือดหัวใจตีบหรืออุดตันเฉียบพลัน ทำให้เลือดไม่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ ส่งผลให้หัวใจล้มเหลวและหมดสติ
  • ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะขั้นรุนแรง: หัวใจอาจเต้นช้าหรือเร็วเกินไป จนไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงสมองได้เพียงพอ
  • โรคไหลตาย: มักพบในผู้ชายวัยทำงานที่ดูแข็งแรง เกิดจากความผิดปกติของระบบไฟฟ้าหัวใจ ทำให้หัวใจเต้นพริ้วระริกและหยุดเต้นขณะนอนหลับหรือพักผ่อน

2. กลุ่มโรคระบบประสาทและสมอง

  • โรคหลอดเลือดสมองเฉียบพลัน (Stroke): ทั้งภาวะเส้นเลือดในสมองแตกหรืออุดตัน ทำให้สมองขาดเลือดและ oxygen ส่งผลให้หมดสติทันที
  • ภาวะชักแบบสลบ: การทำงานของเซลล์สมองผิดปกติชั่วคราว ทำให้หมดสติ เกร็ง หรือกระตุก

3. ภาวะผิดปกติอื่นๆ ในร่างกาย

ภาพจาก iStock
ภาพจาก iStock

  • ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำวิกฤต: มักพบในผู้ป่วยเบาหวานที่ได้รับยาเกินขนาด หรือผู้ที่อดอาหารรุนแรง
  • ภาวะความดันโลหิตตกจากการเปลี่ยนท่า: ลุกขึ้นยืนเร็วเกินไป ทำให้เลือดขึ้นไปเลี้ยงสมองไม่ทัน
  • ภาวะฮีทสโตรก (Heatstroke) หรือขาดน้ำรุนแรง: ร่างกายเสียสมดุลเกลือแร่และความร้อนสูงเกินไป จนระบบประสาททำงานล้มเหลว

เปรียบเทียบสัญญาณเตือนและสาเหตุของอาการหมดสติ

สัญญาณเตือนที่พบ
โรคหรือสาเหตุที่น่าสงสัย
ระดับความอันตราย
การรับมือเบื้องต้น
เจ็บแน่นหน้าอก เหมือนมีอะไรกดทับ ร้าวไปไหล่/แขน
กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด
อันตรายมากที่สุด
เรียก 1669 ทันที 
/ เตรียมทำ CPR
ปากเบี้ยว พูดไม่ชัด 
แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก
โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke)
อันตรายมาก
รีบนำส่งโรงพยาบาล
โดยด่วนที่สุด
เวียนศีรษะ 
หน้ามืดขณะลุกขึ้นยืน
ความดันโลหิตตกชั่วคราว
น้อย - ปานกลาง
นั่งพัก จัดให้นอนราบ 
ยืนขึ้นช้าๆ
หายใจติดขัด เหงื่อแตก 
ตัวเย็น มือสั่น
น้ำตาลในเลือดต่ำ
ปานกลาง - มาก
หากยังมีสติ 
ให้ดื่มน้ำหวานหรือจิบน้ำ

4 สัญญาณเตือนภัย "วูบดับ" ที่ไม่ควรมองข้าม

หากตัวคุณหรือคนใกล้ชิดมีอาการเหล่านี้ ควรรีบพบแพทย์ทันทีแม้จะยังไม่หมดสติตามก็ตาม:

  1. แน่นหน้าอก เจ็บเหมือนมีของหนักทับ หรือมีอาการใจสั่นผิดปกติ
  2. หน้ามืด เวียนศีรษะ ตาปรือ พล่าวูบ เหมือนโลกหมุน
  3. มีอาการอ่อนแรงที่หน้า ปากเบี้ยว พูดไม่ชัด หรือพูดไม่ได้
  4. มีประวัติคนในครอบครัวเสียชีวิตเฉียบพลันตั้งแต่อายุยังน้อย (น้อยกว่า 50 ปี)

แนวทางการป้องกันและดูแลตัวเองให้ห่างไกลภาวะวูบดับ

ภาพจาก iStock
ภาพจาก iStock

  • ตรวจสุขภาพประจำปีอย่างสม่ำเสมอ: เน้นการตรวจเช็กระบบหัวใจ (EKG) และการตรวจเลือดดูระดับไขมันและน้ำตาล
  • สังเกตความผิดปกติของร่างกาย: หากเริ่มมีอาการเหนื่อยง่ายกว่าปกติ วูบ หรือใจสั่น อย่าคิดว่าแค่พักผ่อนน้อย ให้รีบพบแพทย์
  • ปรับพฤติกรรมการดำเนินชีวิต: หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ ลดแอลกอฮอล์ พักผ่อนให้เพียงพอ และออกกำลังกายระดับปานกลางสม่ำเสมอ
  • เรียนรู้ทักษะ CPR และการใช้เครื่อง AED: การช่วยเหลืออย่างถูกต้องภายใน 4 นาทีแรกหลังจากหมดสติ สามารถเพิ่มโอกาสรอดชีวิตได้สูงมาก

ร่างกายมักจะส่งสัญญาณเตือนเล็กๆ น้อยๆ ออกมาเสมอ การไม่มองข้ามสัญญาณเหล่านี้และการใส่ใจตรวจสุขภาพเป็นประจำ คือกุญแจสำคัญที่สุดในการป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเสียจากภัยเงียบนี้

ข้อมูลอ้างอิง: กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข, สมาคมแพทย์โรคหัวใจแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์, สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.), American Heart Association (AHA)