ใครกันบ้างที่ต้องไปพบ “นักแก้ไขการพูด” (ตอน 2)

ข่าว

    ใครกันบ้างที่ต้องไปพบ “นักแก้ไขการพูด” (ตอน 2)

    คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี

      10 ก.ย. 2564 05:30 น.

      หลังจากที่ได้รู้จักหน้าที่ และการทำงานของ “นักแก้ไขการพูด” กันไปเมื่อตอนที่แล้ว สัปดาห์นี้ยังมีเรื่องราวความน่าสนใจของแนวทางการรักษาการแก้ไขการพูดในเด็ก ผลการรักษา และคำแนะนำเพิ่มเติมอื่น ๆ ที่น่าสนใจอีก

      แนวทางการรักษา

      แนวทางการรักษาของเด็กพูดช้า จะเน้นการเล่น และเน้นการลงมือทำ โดยจะสอนให้เด็กมีประสบการณ์ การที่เด็กจะอยากพูดออกมาได้ ต้องสนุก เหมือนอาชีพของเขา นั่นก็คือ “การเล่น” เมื่อเขารู้สึกสนุก ก็จะอยากพูด อยากให้เขาพูดด้วยความต้องการที่แท้จริงของเขามากกว่าการพูดตาม ซึ่งเป็นหลักที่ใช้ในการรักษาเลย “ต้องอยากพูดเอง ต้องสนุก ต้องอยากได้ ถ้าอยากได้แล้วจึงสื่อสารออกมา” การสื่อสารที่แท้จริงตรงนั้นจะทำให้เด็กอยากพูด มีแรงจูงใจในการพูด ซึ่งจะทำให้เกิดความถี่ของการพูด เมื่อพูดเยอะขึ้น เขาก็จะมีคำศัพท์เยอะขึ้นเองตามธรรมชาติ โดยไม่ต้องบังคับให้พูดตาม แต่เราจะสอนคำศัพท์ให้เขาได้เรียนรู้มากขึ้น

      การฝึกพูดในเด็กเล็ก จะแนะนำให้ผู้ปกครองเล่นร่วมกับเด็กและแนะนำให้เด็กทำงานบ้านร่วมกับผู้ปกครอง เพราะเด็ก ๆ จะได้เรียนรู้จากการปฏิบัติจริง เช่น การเช็ดคืออะไร การล้างคืออะไร การถูคืออะไร การแกะคืออะไร การเก็บคืออะไร ซึ่งหากสอนให้ท่องจำเพียงอย่างเดียว เขาจะไม่เกิดการเรียนรู้ว่าการเช็ดคืออะไร การล้างคืออะไร การถูคืออะไร เป็นต้น

      นอกจากนี้ จะเน้นให้ครอบครัวใช้เวลาร่วมกับเด็ก ๆ เน้นการมีปฏิสัมพันธ์กับเด็ก เนื่องจากพ่อแม่ ผู้ปกครองเป็นคนที่อยู่ใกล้ชิดกับเด็ก การที่พ่อแม่พาเด็กเล่นสนุกเกิดความสนิทสนม ไว้วางใจ จะทำให้เด็กพูดสื่อสารและเรียนรู้คำศัพท์ได้มากขึ้น และควรลดการดูจอทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นทีวี แท็บเล็ต หรือโทรศัพท์มือถือ เพราะล้วนส่งผลเสียให้กับเด็กเล็กทั้งสิ้น

      หลังจากที่เด็ก ๆ เข้าสู่กระบวนการฝึกพูดแล้ว ก็จะมีการประเมินทุก ๆ 6 เดือน ถ้าเด็กพูดช้า ก็จะดูการแสดงออกทางภาษาว่า พูดได้มากขึ้นไหม ในเรื่องของความเข้าใจ ฟังรู้เรื่องเยอะขึ้นไหม โดยจะดูทั้งเรื่องการพูดและการฟัง ถ้าเด็ก ๆ เริ่มพูดได้ยาว ก็จะดูต่อเรื่องของการพูดไม่ชัดต่อให้ด้วยเลย

      การที่จะพิจารณาว่าเด็กพูดมากขึ้นหรือไม่ จะต้องพิจารณาจากความยาว และความยากของคำศัพท์ด้วย

      กล่าวคือ เด็กอาจจะไม่ได้พูดยาว แต่ใช้คำศัพท์ยากขึ้น เริ่มมีคำบุพบท คำวิเศษณ์ คำขยายมาใช้ ซึ่งการที่เขาสามารถใช้คำเหล่านี้ แสดงว่า เขาเริ่มเรียนรู้คำศัพท์มากขึ้น เริ่มเอาคำขยายมาใช้ ซึ่งนับว่าเขามีพัฒนาการที่ดีขึ้นเช่นกัน ความสามารถด้านการใช้ภาษา จะต้องเทียบกับอายุจริงของเด็กคนนั้นว่า ตอนนี้อายุเท่าไร พัฒนาการเป็นอย่างไร ก้าวต่อไป ต้องฝึกอะไรต่อให้เด็ก การรักษาจึงมีทั้งเป้าหมายระยะสั้น และระยะยาวควบคู่กันไป

      ในท้ายที่สุด เมื่อพัฒนาการต่าง ๆ ด้านการพูดของเขาเทียบเท่ากับวัยของเขาแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องมาพบ “นักแก้ไขการพูด” อีก ยกเว้นกรณีที่มีปัญหาเกิดขึ้นอีก ก็สามารถกลับมาปรึกษาและพบนักแก้ไขการพูดได้

      จะเห็นได้ว่า การพูดของเด็กในช่วงเวลาตั้งแต่เขาเริ่มหัดพูดจนถึงอายุ 3 ขวบ เป็นช่วงที่มีความสำคัญกับเขามาก ดังนั้น หากพบว่าเด็กในปกครองของท่าน มีความผิดปกติต่าง ๆ ดังที่กล่าวไปข้างต้น ก็ควรรีบพาไปพบแพทย์และนักแก้ไขการพูด เพื่อจะได้แก้ไขให้การพูดของเด็กเป็นไปตามวัย ทำให้เขาสามารถสื่อสาร และเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่พูดสื่อความหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

      @@@@@@@@@@

      แหล่งข้อมูล

      คุณปรางทิพย์ ศิริชื่นวิจิตร นักแก้ไขความผิดปกติของการสื่อความหมาย ภาควิชาวิทยาศาสตร์สื่อความหมายและความผิดปกติของการสื่อความหมาย คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

      อ่านเพิ่มเติม...

      แท็กที่เกี่ยวข้อง

      นักแก้ไขการพูดศุกร์สุขภาพเด็กหัดพูดคณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดีการฝึกพูดในเด็กเล็ก

      คุณอาจสนใจข่าวนี้

      thairath-logo

      ApplicationMy Thairath

      ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
      Trendvg3 logo
      Sonp logo
      inet logo
      วันเสาร์ที่ 25 กันยายน 2564 เวลา 03:25 น.
      ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
      เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์