ไลฟ์สไตล์
100 year

หนังเกาหลีเหนือยุค 80's เมื่อโยกย้ายเท่ากับไม่รักบ้านเกิด

ไทยรัฐออนไลน์
17 มิ.ย. 2564 13:54 น.
SHARE
  • A Broad Bellflower คือภาพยนตร์สัญชาติเกาหลีเหนือว่าด้วยความรักของคนหนุ่มสาวในเขตชนบททุรกันดารของประเทศ
  • จุดพลิกผันของตัวเรื่องเกิดขึ้นบนความต้องการอยากมีชีวิตที่ดีกว่าด้วยการย้ายถิ่นฐาน มากกว่าความภาคภูมิในบ้านเกิดและเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงพัฒนาด้วยตนเอง
  • สารที่แฝงฝังอยู่คือการทุ่มความรักให้แผ่นดินเกิดอย่างไม่มีข้อแม้ และไม่ตั้งคำถามกับระบบที่ใหญ่กว่านั้น

จากที่เคยได้เล่าผ่านบทความ "ยิ่งเศรษฐกิจถดถอย ยิ่งขยันสร้างวัฒนธรรมกล่อมเกลา: บทเรียนจากเกาหลีเหนือ" อันที่จริง บทบาททางวัฒนธรรมที่เกาหลีเหนือผลิตออกมามีส่วนสำคัญมากในกลยุทธ์การรวมศูนย์จิตใจของผู้คนและสื่อสารกับคนภายนอก (แม้จะเรียกได้ไม่เต็มปากนักว่าเป็น ‘การทูต’ ทางวัฒนธรรม เพราะเราอาจมองได้ว่าเป็นโฆษณาชวนเชื่อมากกว่า)

ข่าวแนะนำ

บทความนี้จะมานำเสนอตัวอย่างผลงานทางวัฒนธรรมที่รัฐเกาหลีเหนือผลิตออกมาเพื่อปลูกฝังประชาชนให้เข้าใจ ‘คุณค่า’ ที่ไพร่ฟ้าประชาชนแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลีควรยึดถือ หนึ่งในนั้นคือภาพยนตร์ A Broad Bellflower (도라지꽃) ซึ่งมีให้ดูฟรีที่ช่องยูทูบ DPRK Video Archive

ภาพยนตร์เปิดมาด้วยเรื่องราวความรักระหว่างหนุ่มสาวชาวชนบทที่กำลังอยู่ในช่วงเกี้ยวพากัน วอนบง ชายหนุ่มผู้มีฝีมือด้านการวาดแบบแปลนอาคาร และ ซงนิม หญิงสาวชาวบ้านในชุดฮันบกท่าทางเรียบร้อยที่ต้องคอยตั้งรับท่าทางวู่วามคลั่งรักของวอนบงอยู่เสมอๆ เธอมีน้องสาววัยไล่เลี่ยกัน แต่ด้วยความที่ทั้งสองไม่มีพ่อแม่ น้องสาวกลัวว่าเธอจะแต่งงานแล้วทิ้งกันไป พาลทำให้เธอไม่ชอบหน้าวอนบงไปโดยปริยาย

เรื่องราวถ่ายทอดภาพทิวทัศน์ชนบทอันงดงามชวนฝัน (ผ่านสายตาของ Korean Film Studio แห่งกรุงพยองยาง) ภูเขามากมายในดินแดนคาบสมุทรเกาหลีเรียงรายตระการตา แม้เนื้อหาต้องการขับเน้นความลำบากของชาวบ้านที่ต้องขันแข็งตรากตรำทำงานใช้แรงงานเพื่อพัฒนาชุมชนของตัวเองขึ้นมา แต่ก็ยังสอดแทรกภาพกิจกรรมรอบกองไฟชวนฝัน ทุกคนมีใบหน้ายิ้มแย้ม ร้องรำทำเพลงอย่างอบอุ่น ราวกับว่าเสียงดนตรีช่วยปัดเป่าความลำบากทางกายก่อนหน้านี้ไปหมดสิ้น

เราจะพบกับบทสนทนาที่ย้ำคำว่า ‘บ้านเกิด’ หรือ 'โคฮยัง' ซ้ำแล้วซ้ำแล้วในภาพยนตร์เรื่องนี้ ไม่ต้องพูดไปไกลถึงบ้านเกิดในสเกลระดับประเทศ บ้านเกิดในที่นี้หมายถึงเพียงถิ่นเกิดในชนบท ซึ่งเป็นเพียงหนึ่งชุมชนทุรกันดารในการปกครองของเกาหลีเหนือ

สิ่งที่ภาพยนตร์ต้องการจะสื่อคือการพัฒนาชุมชนเป็นหน้าที่ของคนทุกคนที่เกิดมาบนแผ่นดินที่ตนจะเรียกมันว่าเป็นบ้านเกิดโดยอัตโนมัติ และพวกเขาควรภูมิใจไปกับทุกหยาดเหงื่อที่ตัวเองได้สร้างบ้าน ทำอาคารส่วนกลาง สร้างถนนหนทาง ล้มต้นไม้เพื่อวางเสาไฟฟ้า ฯลฯ ขึ้นมาเอง ในนามของความรักบ้านเกิด

น่าสนใจว่าทั้งที่ภาพยนตร์ถูกสร้างโดยรัฐ แต่นอกจากบทสนทนาที่ชาวบ้านเอ่ยถึงท่านผู้นำด้วยความรักและชื่นชมแล้ว กลับไม่พูดถึงบทบาทหน้าที่ของรัฐในการเข้ามาพัฒนาชีวิตของคนเหล่านี้เลย หนำซ้ำพวกเขายังรู้สึกผิดบาปหากตนถอดใจละทิ้งเป้าหมายการพัฒนาพื้นที่ไป ด้วยเพราะซาบซึ้งที่แผ่นดินนี้ได้มาจากการ ‘กู้ชาติ’ ของเหล่ากองกำลังทหารหาญใต้การนำของ คิม อิล-ซอง ในอดีต รู้อย่างนี้แล้วพวกเขาจะทิ้งมันได้ลงคอหรือไร ต่อให้ต้องปากกัดตีนถีบก็ยอม

เรื่องราวมาถึงตอนแตกหักตอนที่วอนบงได้รับข้อเสนอจากญาติให้โยกย้ายเข้าไปทำงานในเขตชุมชนเมือง และเขาเองก็เห็นด้วย เพราะสภาพหมู่บ้านทุรกันดารแห่งนี้ไม่ตอบโจทย์เป้าหมายชีวิต แต่ปัญหาเกิดจากเขาดึงดันจะแต่งงานกับซงนิมและพาเธอไปด้วยกัน

สำหรับซงนิม ทั้งความคิดที่จะโยกย้ายกะทันหัน บวกกับความเป็นห่วงน้องสาว เธอจึงปฏิเสธด้วยท่าทีลำบากใจ ทำให้วอนบงเจ็บปวดและเริ่มใส่อารมณ์ เมื่อเถียงกันหนักเข้า วอนบงทั้งตัดพ้อและต่อว่าบ้านเกิดของตัวเองว่าแร้นแค้น ไม่มีแม้แต่ไฟฟ้าใช้ เธอเองจะยึดติดกับมันไปทำไม มาโยกย้ายกันเถอะ

ซงนิมใบหน้าสับสน ราวกับเป็นแนวคิดแปลกประหลาดจาบจ้วงบ้านเกิดอันเป็นที่รัก ซงนิมต้องเลือกแล้วระหว่างรักระหว่างชาย-หญิง หรือรักที่เธอมีต่อบ้านเกิด

ภาพยนตร์เริ่มวาดภาพวอนบงจากพระเอกพลิกผันเป็นตัวร้าย เป็นคนหน้าไม่อายที่ใช้ความเป็นชายบังคับให้ฝ่ายหญิงต้องตัดสินใจตามตนเอง แต่เธอเองก็พลิกบทบาทจากหญิงบอบบางขี้อาย กลายมาเป็นคนต่อต้านวอนบง ยืนหยัดสร้างชุมชนด้วยลำแข้งของเธอเอง ให้วอนบงได้เห็นว่าชุมชนจะดีได้เราก็ต้อง ‘เริ่มที่ตัวเอง’

จากนั้นเธอก็ตรากตรำทำงานเกินกำลัง ตามมาด้วยตอนจบแสนเศร้าบีบหัวใจ แต่ก็เป็นความตายของสตรีผู้รักแผ่นดินเกิดยิ่งกว่าความสะดวกสบายในชีวิตของตนเอง เพราะความหวังที่จะได้เห็นคนรุ่นลูกรุ่นหลานในชุมชน (แม้จะไม่ได้ให้กำเนิดเอง) ได้มีชีวิตที่ดีกว่าที่อดีตคนรักของเธอ (ผู้ที่ถูกภาพยนตร์ตีตราว่าเห็นแก่ตัวและชังบ้านเกิด) เคยสบประมาทเอาไว้ก่อนทิ้งกันไปให้ชอกช้ำ

ในมุมนักวิชาการ นี่เป็นมิติที่น่าสนใจเมื่อเห็นว่าเกาหลีเหนือนำเอาการต้านทานของสตรีนิยมมาคนผสมเข้ากับอุดมการณ์สำนึกรักแผ่นดินแม่เสียดื้อๆ ละลายมิติการเมืองให้กลายเป็นเรื่องในครอบครัวที่สตรีควรเป็นใหญ่ และความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ-ประชาชนกลายเป็นความสัมพันธ์แน่นแฟ้นระหว่างแม่-ลูก ที่ฝ่ายหลังควรให้ความเคารพรักโดยไร้คำถาม

ภาพยนตร์เรื่องนี้คงจะไม่สุดโต่งอะไร หากทั้งสองจากกันด้วยดี และต่างไปใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเองเลือกอย่างเสรี

แต่ตอนจบของภาพยนตร์ไม่ได้มีแค่การถ่ายทอดฉากความตายอันน่าสรรเสริญของซงนิม ดอกไม้ป่าที่งดงามเมื่ออยู่ในป่าตามชื่อภาพยนตร์ แต่ยังอุตส่าห์มาขยี้ตอกย้ำความอัปยศของวอนบงที่แม้จะคิดถึงบ้านเกิดแต่ก็ ‘ไม่มีสิทธิ์’ จะเข้ามาชื่นชมและเก็บกินผลของสิ่งที่ตนไม่ได้ร่วมปลูกแต่ต้น รวมไปถึงความอับอายที่ถ่ายทอดไปสู่รุ่นลูก คือลูกชายของวอนบง ที่แม้จะกลับเข้ามาเพื่อเป็นคนในหมู่บ้านอีกครั้งแทนผู้พ่อ แต่สังคมก็ไม่ยอมรับเขาเท่ากับสมาชิกหมู่บ้านที่ไปรับราชการทหารกลับมาให้เป็นที่นับหน้าถือตาของชุมชน

มองผ่านแว่นของผู้สร้างภาพยนตร์ที่อยู่ใกล้ชิดกับอำนาจรัฐเกาหลีเหนือ สารที่ภาพยนตร์เรื่องนี้สื่อออกมาได้อย่างชัดเจนเหมือนแทบตะโกนใส่หูเราคือ ชีวิตที่จะเจริญได้ คือชีวิตที่พึงพอใจกับแผ่นดินของตัวเองอย่างไม่มีข้อแม้ ลงแรงทำงานหนักด้วยตนเองโดยไม่ก่นด่ารัฐที่ไม่เคยโผล่หน้ามาช่วยลงหลักปักฐาน และการคิดจะย้ายถิ่นฐานเพื่อชีวิตที่ดีกว่านั้นคือความอัปยศอดสูยิ่งนัก

เห็นอย่างนี้แล้ว ภาพยนตร์เกาหลีจากยุค 1980s นี้อาจตอบสนองของอุดมการณ์ของคนรักชาติในประเทศอื่นๆ ได้อย่างไม่ต่างกันเท่าไรนัก.

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

เกาหลีเหนือภาพยนตร์ชาตินิยมย้ายประเทศspecial contentpremium content

ข่าวแนะนำ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันอาทิตย์ที่ 25 กรกฎาคม 2564 เวลา 12:51 น.