ไลฟ์สไตล์
100 year

ยิ่งเศรษฐกิจถดถอย ยิ่งขยันสร้างวัฒนธรรมกล่อมเกลา: บทเรียนจากเกาหลีเหนือ

ไทยรัฐออนไลน์
1 เม.ย. 2564 10:46 น.
SHARE

ยิ่งเศรษฐกิจถดถอย ยิ่งขยันสร้างวัฒนธรรมกล่อมเกลา: บทเรียนจากเกาหลีเหนือ

ไทยรัฐออนไลน์

1 เม.ย. 2564 10:46 น.
  • ไม่ใช่แค่เกาหลีใต้ที่ส่งออกด้านวัฒนธรรม เป็น 'ฮัลรยู' หรือ Korean Wave เป็นกระแสทั่วโลก ด้านเกาหลีเหนือเองก็ส่งออกด้านศิลปวัฒนธรรมในแบบของตัวเองเหมือนกัน 
  • นักวิชาการบางกลุ่มก็ตั้งข้อสังเกตว่า จริงๆ ความหลงใหลงานศิลปะของ คิม จอง อิล คือ ‘ความจำเป็น’ ของการเป็นผู้นำของรัฐที่ต้องสร้างเสน่ห์ดึงดูดต่อผู้นำต่างหาก เพราะเขารู้ดีว่า วัฒนธรรมจะสร้างชาติและกลุ่มผู้ภักดีจากหัวใจ
  • ยิ่งประเทศเข้าสู่ภาวะถดถอยด้านวัตถุมากเท่าไร ความเข้มข้นในการสร้างงาน ‘วัฒนธรรม’ เพื่อกล่อมเกลาสังคม เน้นย้ำอุดมการณ์ร่วมก็ยิ่งหนักข้อขึ้น เพื่อทำให้คนเชื่อมั่นว่า ข้าวปลานั้นเป็นเพียงมายา การเสียสละเพื่ออุดมการณ์และผู้นำที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเราต่างหาก คือเป้าหมายชีวิตที่แท้จริง

ใครๆ อาจมองว่าเกาหลีเหนือมุ่งหน้าเอาดีเฉพาะด้านการทหารและพัฒนาอาวุธสงคราม กลายเป็นประเทศที่ข่าวมักถ่ายทอดให้เห็นภาพผู้นำเป็นเหมือนเด็กเอาแต่ใจ ที่วันๆ ขู่จะใช้กำลัง

นั่นทำให้เราไม่ค่อยนึกถึงเกาหลีเหนือในมุมการทูตทางวัฒนธรรมเท่าไร

เราอาจเคยเห็นวิดีโอเด็กๆ เกาหลีเหนือยืนเรียงแถวเล่นกีตาร์พร้อมเพรียง แต่นั่นก็มาพร้อมกับคอมเมนต์แห่งความคลางแคลงว่าเด็กพวกนี้เหมือน ‘หุ่นยนต์’

ถ้าไม่นับการแสดงลักษณะนี้ที่กลายเป็นไวรัลในอินเทอร์เน็ตเป็นพักๆ เราก็จะลืมเรื่องการส่งออกทางวัฒนธรรมของเกาหลีเหนือไปเสียสนิท ยิ่งเห็นเกาหลีใต้โดดเด่นกว่าเรื่องการส่งออกสินค้าทางศิลปวัฒนธรรมออกไปมีอิทธิพลระดับโลก ทั้งเค-ป๊อป ซีรีส์ ภาพยนตร์ หรือแม้แต่อาหาร เกาหลีเหนือจึงถูกจับใส่ความทรงจำให้อยู่ในหมวดข่าวสารความมั่นคงและสงครามโดยอัตโนมัติ

แต่นักวิชาการเกาหลีใต้ไม่ได้คิดแบบนั้น คิม ฮวา จอง (Kim Hwajung) อาจารย์พิเศษแห่งบัณฑิตวิทยานานาชาติศึกษา มหาวิทยาลัยสตรีอีฮวา ได้เปิดสอนวิชา ‘เกาหลีเหนือและการทูตทางวัฒนธรรม’ เพื่อสำรวจแง่มุมที่มักถูกมองข้ามของประเทศคู่กรณีนี้ ทำให้เรารู้ว่า เกาหลีเหนือเองก็มุ่งมั่นไม่ใช่ย่อยในการกล่อมเกลาสังคมผ่านงานเชิงวัฒนธรรม และใช้การทูตทางวัฒนธรรมเพื่อสร้างตัวตนในระดับโลกมาก่อน แถมยังมีอิทธิพลในระดับไม่ธรรมดาทีเดียว

...พูดแล้วก็ดูเหลือเชื่อ เมื่อนึกถึงเกาหลีใต้ที่ดูจะไปด้วยกันกับคำนี้มากกว่า

แม้มีความคาบเกี่ยวและเส้นแบ่งเลือนๆ ว่างานศิลป์เหล่านี้ถูกจัดเป็นการส่งออกทางวัฒนธรรม หรือเป็นเพียงโฆษณาชวนเชื่อระดับนานาชาติ แต่นี่ก็เป็นแง่มุมที่น่าศึกษาของรัฐที่ขับเน้นการทหารและการเมืองของอุดมการณ์มาก่อนเศรษฐกิจและปากท้อง ทำให้เรามักเข้าใจว่าผู้นำเก่งแต่ใช้อาวุธ ทั้งที่จริงๆ แล้วพวกเขาเองก็เล็งเห็นความสำคัญของการใช้งานศิลปะซื้อใจคนเหมือนกัน

ยิ่งน่าสนใจเข้าไปใหญ่ เมื่อนักวิชาการอย่าง คว็อน ฮอน-อิก (Heonik Kwon) และ ช็อง บย็อง-โฮ (Byung-Ho Chung) ผู้เขียนหนังสือ North Korea: Beyond Charismatic Politics ตั้งข้อสังเกตว่า ยิ่งประเทศเกาหลีเหนือเข้าสู่ภาวะถดถอยด้านวัตถุมากเท่าไร เช่น เศรษฐกิจแย่ลง ขาดแคลนอาหาร ความเข้มข้นในการสร้างงานพิธีและ ‘วัฒนธรรม’ เพื่อกล่อมเกลาสังคม เน้นย้ำตัวตนพลเมืองและอุดมการณ์ร่วมก็ยิ่งหนักข้อขึ้น เพื่อทำให้คนเชื่อมั่นว่า ข้าวปลานั้นเป็นเพียงมายา การเสียสละเพื่ออุดมการณ์และผู้นำที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเราต่างหาก คือเป้าหมายชีวิตที่แท้จริง

ตัวอย่างผลผลิตทางวัฒนธรรมที่สำคัญก็อย่างเช่น Arirang Festival หรือ Arirang Mass Game การแสดงแปรขบวนกึ่งยิมนาสติกของกำลังพลจำนวนมาก ประกอบด้วยเด็กนักเรียน ผู้หญิง และทหารนับพัน จัดขึ้นมาตั้งแต่ปี 2002 (มีเว้นช่วงบ้าง) จนถึงปี 2013 สร้างเรื่องเล่า สื่อสารกับคนเกาหลีเหนือเองและสื่อสารกับคนทั้งโลก ว่าตัวตนของเกาหลีเหนือคืออะไร และมีความเชื่อมโยงอย่างไรกับโลกภายนอก ในนิยามที่พวกเขาสร้างขึ้นเอง

มองดูการแสดงนี้เผินๆ อาจทำให้เรานึกถึงพิธีเปิดโอลิมปิกได้ไม่ยาก อย่างที่เรารู้ว่าโอลิมปิกเป็นกิจกรรม 4 ปีครั้งที่หลายประเทศต่างแย่งชิงกันเป็นเจ้าภาพ เพราะหมายถึงโอกาสใหญ่ที่จะได้โชว์ความเป็นตัวของตัวเองในเชิงวัฒนธรรมออกมาสู่สายตาและหน้าจอคนทั้งโลก ทั้งการแสดงพิธีเปิดอลังการและความโดดเด่นด้านทักษะการกีฬา ได้ airtime อวดของดีประจำถิ่น

ในเมื่อเป็นเจ้าภาพเองไม่ได้ง่ายๆ Arirang Mass Game ของเกาหลีเหนือ จึงเปรียบเหมือนการสร้างอีเวนต์พิธีเปิดโอลิมปิกขึ้นมาในแบบของตัวเองโดยไม่ต้องง้อใคร

แม้ว่า Arirang Mass Game จะเป็นประดิษฐกรรมทางวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นหลังปี 2000 แต่จริงๆ แล้วสิ่งนี้คือผลรวมขององค์ประกอบทางวัฒนธรรมเล็กๆ น้อยๆ ที่ถูกสร้างและสั่งสมมาตั้งแต่ทศวรรษ 1970s ขณะที่ว่าที่ผู้นำ คิม จอง อิล ลูกของผู้นำผู้ยิ่งใหญ่ คิม อิล ซอง บิดาของแผ่นดิน ยังทำอาชีพในวงการศิลปิน สร้างผลงานเพลงและภาพยนตร์ออกมา

บ้างก็ว่าเขาช่างมีความชอบ ความสนใจ ที่ดูโดดเด่นแปลกตาสำหรับอนาคตของคนจะขึ้นเป็นผู้นำรัฐทหาร แต่นักวิชาการบางกลุ่มก็ตั้งข้อสังเกตว่า จริงๆ ความหลงใหลงานศิลปะของ คิม จอง อิล คือ ‘ความจำเป็น’ ของการเป็นผู้นำของรัฐที่ต้องสร้างเสน่ห์ดึงดูดต่อผู้นำต่างหาก เพราะเขารู้ดีว่า วัฒนธรรมจะสร้างชาติและกลุ่มผู้ภักดีจากหัวใจ

โดยเฉพาะหากตนต้องเข้าไปสืบต่อตำแหน่งจาก คิม อิล ซอง ผู้ได้รับการปลุกปั้นด้วยวาทกรรม ‘บิดาของแผ่นดิน’ ซึ่งเป็นผลผลิตของเรื่องเล่าสร้างชาติที่ผนวกรวมความกตัญญูตามลัทธิขงจื่อเข้ากับแนวคิดหลังอาณานิคม วาดภาพให้ประชาชนชาวเกาหลีเหนือทุกคนเป็นเหมือนเด็กกำพร้าจากสงคราม ไร้ที่พึ่งพิงจากครอบครัวแท้ๆ และมีเขาเป็นผู้นำยึดเหนี่ยวใจสูงสุด เป็นพ่อของครอบครัวแห่งอุดมการณ์สังคมนิยมแบบเกาหลีเหนือ คิม จอง อิล จึงเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากตัวแทนลูกที่กตัญญูเหนือใครสำหรับพ่อแท้ๆ ของตน

คิม จอง อิล ต้องสร้างสรรค์ผลงานศิลปะรูปแบบต่างๆ ออกมาถ่ายทอดความกตัญญูรู้คุณอันยิ่งใหญ่ของตัวเอง ทั้งต่อพ่อและต่อครอบครัวเกาหลีเหนือ ร่วมกันยึดเหนี่ยวอุดมการณ์ ซึ่งจะไม่ยอมให้ตายตกไปกับตัวผู้นำ กลายเป็นงานศิลป์ที่ป่าวร้อง ฉายซ้ำความย่ิงใหญ่และความชอบธรรมที่ยืนยาวเกินอายุขัยของใครคนหนึ่ง ...ถูกหยิบฉวยมาใช้ซ้ำได้ตามต้องการ

นักวิชาการเรียกงานศิลปะในยุคนี้ว่า เป็นศิลปะแห่งการโอนถ่ายอำนาจสู่คนอีกรุ่น

หนึ่งในภาพยนตร์เรื่องดังที่กำกับโดย คิม จอง อิล อย่าง Flower Girl หรือ The Flower Selling Girl ที่สร้างปี 1972 ได้ออกฉายในต่างประเทศ และประสบความสำเร็จอย่างมาก ทั้งในประเทศและในจีน จนได้รับการขนานนามว่า เป็นกระแส 'ฮัลรยู' (Hallyu) หรือกระแสเกาหลีคลื่นแรกที่แท้จริงก่อนเกาหลีใต้เสียอีก (โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องราวของภาพยนตร์ออกแนวกล่อมเกลาและสั่งสอนอุดมการณ์สังคมนิยมมากกว่าเรื่องรักใคร่ พยายามขับเน้นความยากเข็ญของคนใช้แรงงานที่โดนนายทุนและเจ้าของที่ดินเอาเปรียบ ทำให้ครอบครัวคนยากจนต้องตกระกำลำบาก จนสุดท้ายหญิงสาวคนขายดอกไม้กลับค้นพบเป้าหมายชีวิตที่ยิ่งใหญ่กว่าการขายดอกไม้เพื่อหาเงินเลี้ยงชีพไปวันๆ กลายเป็นการชูดอกไม้เพื่อสรรเสริญเป้าหมายแห่งการปฏิวัติสังคมแทนชีวิตเล็กๆ ของตน

สอดคล้องกับภาพยนตร์อีกเรื่องที่กำกับโดย คิม จอง อิล The Sea of Blood เมื่อผู้เป็นแม่ต้องสูญเสียลูกชายเพื่อรักษาอุดมการณ์ แต่ก็ได้พบความหมายของครอบครัวที่ยิ่งใหญ่กว่าความสัมพันธ์ทางสายเลือด นั่นคือครอบครัวแห่งขบวนการปฏิวัติ

สิ่งสร้างสรรค์ทางวัฒนธรรมเหล่านี้ แม้ส่งออกไปต่างประเทศ แต่ผลลัพธ์ของมันยังถูกจำกัด และใช้งานเพื่อกล่อมเกลาประชาชนในประเทศเป็นหลัก

ปี 2012 หรือหนึ่งปีหลัง คิม จอง อึน ขึ้นเป็นผู้นำต่อจากพ่อ กลายเป็นดังปีทองของการส่งออกการทูตทางวัฒนธรรม เกิดเหตุการณ์สำคัญ เช่น การร่วมมือกับสำนักข่าว Associate Press ของสหรัฐฯ จัดนิทรรศการภาพถ่ายที่มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า ‘หน้าต่างสู่เกาหลีเหนือ’ ในนครนิวยอร์ก จากการลงนามเอกสารความตกลงร่วมกัน (MOU) ระหว่าง The Korean Central News Agency (KCNA) สื่อทางการของรัฐบาลเกาหลีเหนือกับ AP เพื่อให้ AP ได้ไปตั้งสำนักงานข่าวในกรุงพย็องยาง แลกกับการฉายภาพที่เกาหลีเหนืออยากให้โลกเห็นสู่สายตาอเมริกันชนในถิ่นของพวกเขาเอง

ทาง AP ระบุว่า รูปถ่ายที่จัดแสดงเหล่านี้ได้ “แสดงให้สหรัฐฯ เห็นว่าเราสามารถหาจุดร่วมกับผู้คนที่แตกต่างกันออกไปได้” และ “ภาพถ่ายมีพลังในการทลายกำแพง” รวมถึงมองว่าคนธรรมดาเองก็สามารถเชื่อมโยงกับคนเกาหลีเหนือได้ผ่านการมองเห็นวิถีชีวิตของพวกเขาที่แสดงออกมาในภาพถ่าย

ดูๆ แล้วก็เป็นเพียงเรื่องการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนในสองประเทศที่ไร้พิษภัยและเสริมความเข้าใจระหว่างกัน

แต่ที่น่าสนใจ (แต่ไม่ผิดคาด) คือ ในเกาหลีเหนือ สื่อทางการกลับรายงานชื่อนิทรรศการต่างออกไปจากชื่อที่ใช้จริง โดยเขียนข่าวว่า เป็นนิทรรศการแสดงภาพถ่าย ชื่อ ‘ภาพที่แท้จริงของเกาหลี’ จะเห็นได้ว่ามีการใช้คำว่า ‘แท้จริง’ และ ‘เกาหลี’ ที่ไม่ได้ระบุว่าเหนือหรือใต้ เป็นทั้งการลบล้างเรื่องเล่าในสื่อต่างประเทศที่ผ่านมา รวมทั้งฉกฉวยเอาตัวตนของความเป็น ‘เกาหลี’ ไปเป็นของตัวเองในเวลาเดียวกัน

ช่วงเวลาเดียวกันกับนิทรรศการภาพถ่ายในอเมริกา เกาหลีเหนือส่งวงออร์เคสตราอึนฮาซู ไปร่วมแสดงที่ปารีส สนับสนุนงบประมาณโดยรัฐบาลเกาหลีเหนือ แม้สำหรับประเทศปลายทางจะมองกิจกรรมนี้ว่าเป็นกิจกรรมการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างประชาชนสู่ประชาชนด้วยกันอันแสนบริสุทธิ์และสร้างสรรค์ศิวิไลซ์

แต่หัวใจหลักของข้อความที่ผู้นำเกาหลีเหนือต้องการฉายให้คนประเทศเห็นคือความยิ่งใหญ่ของ ‘ตระกูลคิม’ ที่สามารถส่งวงดนตรีไปอวดโฉมได้ไกลถึงกรุงปารีส เมืองสำคัญบนแผ่นดินยุโรป

ผู้อ่านอาจบอกว่า กิจกรรมเหล่านี้ท้ายที่สุดก็ดูเหมือนโฆษณาชวนเชื่อที่ใช้ได้ผลสำหรับพลเมืองในรัฐตัวเองมากกว่าเรียกว่าเป็นการทูตสาธารณะ แต่อันที่จริง การได้พาวัฒนธรรมที่นิยามความเป็นตัวเอง ไม่ว่าจะจริงแท้หรือจงใจสรรค์สร้าง ไปสู่สายตาของคนในประเทศอื่น ก็ถือเป็นการทูตวัฒนธรรมในนิยามหนึ่ง ไม่แน่ว่ามันอาจช่วยล้างภาพลบๆ ออกไปได้ไม่มากก็น้อย

...ที่หนักกว่านั้น อาจจะทำให้ได้ผู้ศรัทธานอกประเทศเพิ่มขึ้นมาด้วย!

ข่าวแนะนำ

อ้างอิง:

Cathcart, Adam and Steven Denny. 2013. 'North Korea’s Cultural Diplomacy in the Early Kim Jong-un Era.' North Korean Review 9(2):29-42.

Kwon, Heonik and Byung-Ho Chung. 2012. North Korea: Beyond Charismatic Politics. Rowman & Littlefield.

แท็กที่เกี่ยวข้อง

เกาหลีเหนือต่างประเทศเกาหลีใต้เคป็อปpremium contentspecial content

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันจันทร์ที่ 12 เมษายน 2564 เวลา 08:51 น.